ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 27 ความลับที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 27 ความลับที่ถูกซ่อนไว้
เป็นไปไม่ได้!
ซู่เป่าน้อยเเพิ่งจะท่องคาถาตามเขาไปแค่รอบเดียว
แถมยังเป็นคาถาที่เขาด้นสดหลอกเล่น ๆ อีก
นี่มันไม่ใช่แค่พรสวรรค์ระดับสะเทือนฟ้าดินแล้ว แต่มันคือความผิดปกติเข้าขั้นสัตว์ประหลาดชัด ๆ !
ซู่เป่าเบิกตากว้างพลางมองไปรอบ ๆ ห้องด้วยความตื่นตาตื่นใจ โลกในสายตาของเธอนั้นดูชัดเจนขึ้นกว่าเดิม โคมไฟตั้งโต๊ะของคุณลุงมีรัศมีแสงอ่อน ๆ กระจายอยู่รอบ ๆ แมลงชีปะขาวตัวน้อยกำลังคลานเข้าไปในวงแสงนั้น
ที่นอกหน้าต่าง คุณยายต้นคาเมลเลียกำลังจัดปาร์ตี้กันอยู่ มดตัวเล็ก ๆ ไม่กี่ตัวกำลังช่วยกันขนเศษเค้ก เดินด้วยขาทั้งหกด้วยความรวดเร็วเป็นระเบียบ แต่ทว่า…
ที่ขอบหน้าต่างกลับมี ป้าคนหนึ่งห้อยหัวลงมา จ้องมองเธอตาไม่กะพริบ
“ฮิ ฮิ ฮิ!” ป้าคนนั้นค่อย ๆ ยื่นหัวเข้ามาครึ่งหนึ่ง ดวงตาวาววับด้วยประกายประหลาด จ้องเขม็งมาที่ซู่เป่าไม่วางตา
“เธอมองเห็นฉันสินะ?” เธอพูด “เธอกลัวฉันหรือเปล่า…”
ซู่เป่าสะดุ้งสุดตัว รีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง พลางตะโกนลั่น
“อาจารย์! อาจารย์ช่วยด้วย! ป้าคนนี้น่าเกลียดมากเลย!”
คราวนี้ จี้ฉางเชื่อสนิทใจแล้วว่ายัยหนูนี่เปิดตาทิพย์ได้จริง ๆ !
จี้ฉางมองปราดเดียวก็รู้ว่าผีผู้หญิงตนนี้เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น และพลังวิญญาณอ่อนแอมาก อีกไม่เกินสองวันคงจะดับสลายหายไปเหมือนกลุ่มควัน เดิมทีเขาจึงคิดจะเพิกเฉยไม่สนใจ
ทว่าใครจะไปคิด… ซู่เป่ากลับมองเห็นเธอจริง ๆ !
ดวงตาของจี้ฉางทอประกายวาบด้วยความตื่นเต้น
สวรรค์! นี่เขารับลูกศิษย์ตัวน้อยที่แสนจะไม่ธรรมดาแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
“ศิษย์น้อย! ไหนลองแสดงให้อาจารย์ดูหน่อยสิว่าเธอมีศักยภาพแค่ไหน มา! เรามาจัดการยัยผีหน้าตาน่าเกลียดตนนี้กัน!”
ผีสาวฟังรู้สึกโกรธจนควันออกหู!
จะดูหมิ่นสถานะวิญญาณของเธออย่างไรก็ได้ แต่จะมาดูหมิ่นรูปลักษณ์ของเธอมันยอมกันไม่ได้เด็ดขาด!
เธอกรีดร้องเสียงแหลมโหยหวนพลางกระโจนเข้าใส่ซู่เป่าทันที จี้ฉางขยับตัวเพียงนิดก่อนคว้ากระจุกผมยาวเฟื้อยของผีสาวเอาไว้ได้มือเดียว ก่อนหันไปบอกเด็กน้อยที่แอบอยู่ใต้ผ้าห่ม
“ซู่เป่าน้อยที่น่ารัก พูดตามอาจารย์นะ ผู้หลงผิดจงอย่ามารบกวน หนึ่งฝ่ามือพิฆาตขับไล่ไป!”
ซู่เป่าน้อยตะโกนท่องตามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ผู้หลงผิดจงอย่ามากัด หนึ่งฝ่ามือตบไล่ไป!”
ทำไมจาก “รบกวน” ถึงกลายเป็น “กัด” ไปได้ล่ะนั่น?
เจ้าตัวเล็กไม่เข้าใจหรอก! รู้แค่ว่าผีมันน่ากลัวและอาจจะกัดเธอได้ก็เท่านั้น!
จังหวะนั้นเอง จี้ฉางปล่อยมือออกพอดี ร่างของผีสาวที่กำลังโกรธจัดจึงพุ่งโถมเข้าหาซู่เป่า ด้วยสัญชาตญาณ ซู่เป่ารีบยกมือน้อย ๆ ขึ้นตบออกไปสุดแรง
ฟึ่บ!
ร่างของผีสาวลอยหวือกระเด็นออกไปไกลจนเกือบทะลุผนัง จี้ฉางตาไวมือเร็ว เขารีบพุ่งไปคว้าผมยาว ๆ ของผีสาวแล้วกระชากเธอกลับมาที่เดิมทันควัน
“เยี่ยมมาก! เจ้ากระต่ายน้อยของอาจารย์เจ๋งสุด ๆ ไปเลย!”
ในใจของผีสาวตอนนี้คงอยากปล่อยโฮออกมาดัง ๆ ติดตรงที่ว่าผีไม่มีน้ำตาให้ไหล… นี่เห็นเธอเป็นลูกขนไก่หรือยังไง ถึงได้ตบกระเด็นแล้วกระชากกลับมาตบซ้ำแบบนี้!
ซู่เป่าก้มมองมือน้อย ๆ ของตัวเองด้วยใบหน้าใสซื่อ แววตาเต็มไปด้วยความมึนงง
มือน้อย ๆ ของซู่เป่า… เมื่อกี้ไปเอาแรงมาจากไหนกันนะ?
จี้ฉางเหลือบมองไปรอบ ๆ พลางนึกสนุก เขาจึงร่ายคำสอนเพี้ยน ๆ ต่อไปว่า
“มา! ทำต่อไปนะศิษย์รัก…ชีวิตนั้นไม่แน่นอน ไส้ใหญ่ห่อไส้เล็ก! จงโจมตีด้วยก้น!”
ซู่เป่าผู้เป็นนักเรียนตัวอย่าง และว่านอนสอนง่าย กลับถูกอาจารย์นิสัยเสียพาเดินหลงทิศผิดทางไปเสียแล้ว เด็กน้อยท่องตามเสียงดังฟังชัด
“ชีวิตไม่แน่นอน ไส้ใหญ่ห่อไส้เล็ก… โจมตีด้วยก้น!”
จี้ฉางจัดการเหวี่ยงผีสาวพุ่งไปทางหนึ่งทันที
ผลที่ได้คือร่างของผีสาวเป็นเหมือนลูกโป่งถูกลมพายุซัด เธอถูกพลังจากเสียงซู่เป่าตบจนลอยกระเด็นหายไปอีกรอบ!
ซู่เป่าตกใจจนรีบเอามือตะปบปิดก้นน้อย ๆ ของตัวเองไว้แน่น
เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ?
ฉันแค่เดินผ่านมาเฉย ๆ ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย! นี่เห็นฉันเป็นหุ่นซ้อมมือสำหรับวิชาด้นสดหรือยังไงกัน?!
แววตาของจี้ฉางสั่นไหวด้วยความทึ่ง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะเจอสมบัติล้ำค่าขนาดนี้
ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมตาแก่แซ่เหลาคนนั้นถึงได้ดีใจจนเนื้อเต้นหลังจากรับซู่เป่าเป็นศิษย์
จี้ฉางยกมือขึ้น จู่ ๆ น้ำเต้าใบจิ๋วขนาดเท่าเล็บมือปรากฏขึ้นมา เขาจัดการแขวนมันไว้กับด้ายแดงบนข้อมือของซู่เป่า
“นี่คือน้ำเต้าวิญญาณ สามารถรวบรวมดวงวิญญาณเร่ร่อน ผีร้าย หรือแม้แต่ปีศาจได้ ต่อไปเธอต้องใช้น้ำเต้าใบนี้ช่วยอาจารย์ทำงาน เข้าใจไหม?” จี้ฉางเอ่ยด้วยสีหน้าภาคภูมิใจยิ่ง
ซู่เป่าจ้องมองน้ำเต้าใบจิ๋วบนข้อมือพลางเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“ท่านอาจารย์คะ…แล้วทำไมเราต้องจับผีด้วยล่ะ?”
“ใช่! ทำไมต้องจับฉันด้วย!” ผีสาวที่กำลังดิ้นรนขัดขืนอยู่ขอบหน้าต่างรีบตะโกนสมทบอย่างโกรธเคือง
ทีเมื่อกี้ตอนที่เธอแค่แอบดูอยู่ตรงหน้าต่าง เขายังไม่เห็นจะสนใจจับเธอเลยแท้ ๆ!
อาจารย์หนุ่มไม่ตอบคำถามของซู่เป่า เขาเพียงแต่ลูบผมของซู่เป่าเบา ๆ แล้วเอ่ยปัดแบบขอไปทีว่า
“เด็ก ๆ น่ะไม่ควรถามอะไรเยอะนักหรอก”
ซู่เป่าทำปากมุ่ยทันที เธอหันไปมองผีสาวตนนั้นอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะยังปักใจเชื่อว่าผีตนนี้น่าเกลียดเกินไป จนต้องใช้มือข้างหนึ่งปิดตาตัวเองไว้แน่น กระนั้นก็แอบถ่างช่องนิ้วมือเล็กน้อยเพื่อลอบมองอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“คุณเป็นใครกันคะ ทำไมถึงได้… น่าเกลียดขนาดนี้?”
ผีสาวพยายามดิ้นรนสุดชีวิตแต่ไร้ผล เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “ฉันชื่อหลี่เหมย เป็นคนงานแบกอิฐอยู่ที่ไซต์งานก่อสร้างลุงรองของคุณ…ทั้งหมดนี่คงเป็นเพราะฉันทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ กรรมเลยตามสนองสินะ…”
ซู่เป่าชะงักกึก ลุงรองงั้นเหรอ?
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอกลายเป็นจริงจังขึ้นมาทันที แม้จะเป็นเพียงเด็กตัวน้อยแต่เธอกลับขมวดคิ้ว สีหน้าเอาเรื่อง
“คุณทำเรื่องไม่ดีอะไรกับลุงรองของซู่เป่างั้นเหรอคะ?!”
ผีสาวเองไม่เข้าใจว่าทำไม แต่อยู่ดี ๆ ปากของเธอเหมือนจะบังคับไม่อยู่ เธอเริ่มพรั่งพรูเรื่องราวทุกอย่างออกมาราวกับถูกสะกดจิต
“เมื่อหกปีก่อน… เมียของลุงรอง คุณบอกว่าจะให้เงินฉันสองหมื่นหยวน ถ้าฉันยอมแอบใส่เกลือลงในน้ำชาของคุณซูจื่อหลิน ฉันเลยทำตาม… แต่หลังจากรับเงินมาไม่ทันไร แผ่นปูนก็ร่วงลงจากด้านบนไซต์งาน ทับฉันตายคาที่…”
น้ำเสียงเธอดูเศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยความแค้นใจ เธอเอาแต่คิดว่าตัวเองช่างโชคร้ายเหลือเกิน ทั้งที่เพิ่งจะได้ลืมตาอ้าปากจากเงินก้อนนั้นแท้ ๆ กลับต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน
ซู่เป่าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทำไมแค่ใส่เกลือลงในน้ำชาของลุงรอง ถึงต้องให้เงินตั้งเยอะแยะเลยล่ะ?
แล้วทำไมพอได้รับเงินมาแล้วถึงต้องตายด้วยล่ะ?
จี้ฉางหรี่ตามองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เด็กดีควรจะเข้านอนได้แล้ว เลิกคุยเรื่องพวกนี้เถอะ”
พูดจบ เขาจัดการยัดวิญญาณของหลี่เหมยลงไปในน้ำเต้าใบจิ๋วทันที!
ด้ายสีแดงบนข้อมือของเด็กน้อยเปล่งแสงสีแดงอ่อนออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจางหายเข้าไปในผิวหนังของซู่เป่าอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยเริ่มโดนความง่วงเริ่มจู่โจมล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เธอหาวออกมาวอดใหญ่ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
ในความเงียบนั้นเอง เจ้าเสี่ยวอู่ก็เอียงคอแล้วส่งเสียงร้องเลียนแบบออกมา
“น้ำพุภูเขาของชาวนา! ใส่เกลือนิดหน่อย! ปิ้ว ๆ ๆ!”
*
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด ขณะที่ใครบางคนกำลังหลับฝันดี ทว่าอีกคนกลับต้องข่มตานอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
เหวยหว่านนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เธอพลิกตัวไปมาด้วยความว้าวุ่นใจจนไม่อาจข่มตาลงได้
ช่วงที่เธอเพิ่งคลอดหานหานได้ไม่นาน แม่ของเธอมีนิสัยปากสว่าง จนเผลอหลุดพูดถึงแผนการที่พวกเธอเคยร่วมมือกันวางยาซูจื่อหลินในอดีต
โชคร้ายที่ในตอนนั้น ซูจื่อหลินดันมาได้ยินเข้าพอดิบพอดี!
วินาทีนั้นซูจื่อหลินโกรธจัด และยืนกรานว่าจะหย่าขาดกับเธอให้ได้ แต่เหวยหว่านไม่ยอม เธอเพิ่งเหนื่อยยากลำบากลำบนคลอดลูกสาวมาแท้ ๆ จะให้พาลูกทั้งสองคนออกไปตกระกำลำบากได้อย่างไรกัน
ถ้าหย่ากันตอนนี้ ความพยายามที่เธอสู้อุตส่าห์แบกท้องคลอดลูกออกมาก็สูญเปล่าหมดน่ะสิ!
ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอจึงสวมหน้ากากยืนกรานเสียงแข็งจนตัวตายว่าซูจื่อหลินหูฝาดไปเอง แม่ของเธอแค่พูดเล่นไร้สาระตามประสาคนแก่เท่านั้น
แต่สามีกลับไม่เลิกราง่าย ๆ เขาแอบไปหาซูอีเฉินเพื่อสืบหาความจริง จนเกือบเจอเบาะแสสำคัญจากคนงานหญิงที่ช่วยพวกเธอวางยาในตอนนั้น นั่นคือเรื่องการตายอย่างมีเงื่อนงำของหลี่เหมย
คิดมาถึงตรงนี้ เหวยหว่านรู้สึกหนักอึ้งในอกมากขึ้นไปอีก แต่เธอยังพยายามปลอบใจตัวเองว่า หลี่เหมยตายไป โดยไร้ร่องรอยตั้งหลายปีแล้ว ต่อให้ใครอยากรื้อฟื้นขึ้นมาสืบหาความจริงตอนนี้ ก็คงไม่มีทางเจอหลักฐานอะไรทั้งนั้น
เว้นเสียแต่ว่าหลี่เหมยจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาทวงความยุติธรรม… แต่นั่นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว!
เหวยหว่านไม่อยากหย่า เธอคิดว่าความรักที่เธอมีให้ครอบครัวนั้นเป็นเรื่องจริง และเธอรักลูกทั้งสองคนเกินกว่าจะยอมเสียไป ไม่มรเหตุผลอะไรที่ตัวเองต้องออกจากตระกูลซูมือเปล่า
ในสายตาของเธอ ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมองว่าการปรากฏตัวของซู่เป่าต่างหาก ที่เข้ามาทำลายความสมดุลทุกอย่างในบ้านหลังนี้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังสงบสุขดีอยู่แท้ ๆ แต่พอเด็กคนนี้ก้าวเข้ามา ไม่ว่าอะไรก็เริ่มพังทลายลงไปหมด!
“เด็กคนนี้น่ารำคาญจริง ๆ !” เหวยหว่านพึมพำออกมาด้วยความรังเกียจ
เธอไม่เคยนึกชอบหลานสาวตัวน้อยคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว และในเงามืดของค่ำคืนนั้น ความคิดหนึ่งได้ผุดวาบขึ้นมาในหัวอย่างเลือดเย็น
ต้องไล่ซู่เป่าออกไปให้พ้นทาง…
วันถัดมา…
ซู่เป่าตื่นขึ้นมาในเวลาเก้าโมงเช้า เธอขยี้ตา ยังรู้สึกงัวเงีย พลางก้าวเตาะแตะไปตรงระเบียง เด็กน้อยนอนคว่ำลงกับพื้นหินอ่อน เพื่อชะโงกหน้ามองคุณตาซูที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ชั้นล่าง
“คุณตาขา! สวัสดีตอนเช้าค่ะ!” ซู่เป่าคว้าลูกกรงระเบียงไว้แน่นพลางพยายามโผล่หัวน้อย ๆ ออกไปทักทาย
คุณตาซูที่ได้ยินเสียงใส ๆ รู้สึกชื่นใจขึ้นมาทันที ท่านเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง “ซู่เป่า สวัสดีตอนเช้า… โอ๊ะ! อย่าโผล่หัวออกมาแบบนั้นสิลูก มันอันตรายนะ! รีบลงมาทานข้าวได้แล้ว”
ซู่เป่าขานรับเสียงหวาน “ค่า!” เธอเตรียมจะมุดหัวเล็ก ๆ กลับเข้ามา แต่แล้วก็พบกับปัญหาใหญ่เข้าเสียเเล้ว… เพราะหัวของเธอติด!
เด็กน้อยพยายามหันไปทางซ้ายที… บิดไปทางขวาที…
เอ๊ะ? เมื่อกี้เธอมุดออกไปได้ยังไงกันนะ?
สุดท้ายเจ้าตัวเล็กก็ได้แต่เกาะลูกกรงนิ่ง ใบหน้ากลมป้อมเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “คุณตาขา…”
คุณตาซูที่แหงนมองอยู่ข้างล่างเห็นท่าไม่ดี หัวใจพลันกระตุกด้วยความเป็นห่วง “มีอะไรหรือเปล่าลูก?”
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าไร้เดียงสา ก่อนเอ่ยด้วยเสียงอ่อย ๆ
“ซู่เป่า… เหมือนจะติดแหง็กอยู่ตรงนี้แล้วค่ะ”
คุณตาซูถึงกับทำบัวรดน้ำหลุดมือ น้ำกระจายเต็มรองเท้า ท่านเบิกตากว้างพลางรีบสาวเท้าวิ่งเข้าบ้านอย่างลนลาน เปล่งเสียงตะโกนลั่นบ้าน!
“เร็วเข้า! ใครก็ได้เร็วเข้า! ซู่เป่าติดกรง! เอาชะแลงมา! ไม่ใช่สิ… เอาสบู่มาด้วย! โทรเรียกหน่วยกู้ภัยด้วยเลยไหม?! ซู่เป่าลูก… ทนไว้นะ อย่าเพิ่งขยับหัวนะลูก ปู่กำลังไปหาแล้ว!”