ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 265 กู้ชีชีผู้ปากไม่มีเบรก
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 265 กู้ชีชีผู้ปากไม่มีเบรก
ซู่เป่าเห็นซูโล่วถือถุงหอมค้างไว้โดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จึงเอ่ยย้ำ “คุณลุงสี่คะ ถุงหอมนี้ลุงต้องใส่นะ แขวนไว้ที่คอเลยค่ะ!”
พูดจบเด็กน้อยก็พยายามเขย่งปลายเท้าสุดชีวิต หวังคล้องถุงหอมเข้ากับลำคอของชายหนุ่มให้ได้
“ขอบคุณนะซู่เป่า แต่ลุงต้องถ่ายหนังต่อ ใส่แบบนี้คงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่” ซูโล่วมุมปากกระตุกวูบ
ของกระจุกกระจิกสีเขียวขนาดนี้ จะให้ใส่เข้าฉากย่อมเป็นไปไม่ได้ อย่างมากเขาก็คงทำได้เพียงเก็บใส่กระเป๋าพกติดตัวไว้เท่านั้น ชายหนุ่มจึงยื่นถุงหอมให้ผู้ช่วยพลางสำทับให้เอาไปเก็บในกระเป๋าเดินทาง
“ได้ค่ะ! แต่ถ่ายหนังเสร็จแล้วลุงต้องรีบใส่นะคะ!” ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจ
“ใกล้ถึงเทศกาลจงหยวนแล้ว ประตูนรกกำลังจะเปิด ผีสางบนท้องถนนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ถุงหอมที่ซู่เป่าตั้งใจทำช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้จริง ๆ นะคะ”
“พี่อ้วน… กลับมานี่ เอาถุงหอมคืนมาให้ผมเดี๋ยวนี้” ซูโล่วชะงักกึกทันทีที่ได้ยินคำว่าประตูนรกเปิด น้ำเสียงที่เคยปฏิเสธเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็นร้อนรนขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“?” ผู้ช่วยส่วนตัวที่กำลังก้าวเท้าเดินออกไปถึงกับเบรกแตกจนตัวโก่ง เขาหันกลับมามองเจ้านายด้วยสีหน้าเหลอหลา
ซูโล่วปั้นหน้าขรึมคว้าถุงหอมมาเหน็บเข้ากับเข็มขัดกางเกง มิหนำซ้ำยังพันทบอีกสองรอบเพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่ร่วงหล่น เมื่อเห็นสายตาของทุกคนจ้องมองมา เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความละอาย “หลานสาวที่บ้านอุตส่าห์ตั้งใจทำมาให้ถึงที่นี่ จะปล่อยให้น้ำใจของเธอเสียเปล่าได้ยังไง”
คุณนายเฒ่าซูถึงกับมุมปากกระตุก
ทุกคนในที่นั้นพากันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
‘คุณซูครับ เมื่อกี้คุณไม่ได้พูดแบบนี้นะ!’
‘ไหนว่าถ่ายหนังไม่สะดวกจะใส่ไงล่ะครับ!’
ซูเหอเวิ่นมองคุณลุงสี่ด้วยสายตาที่สื่อความหมายชัดเจนว่า ‘ผมดูออกนะว่าลุงกลัว’
ยิ่งเป็นเสี่ยวอู่ยิ่งแล้วใหญ่ มันส่ายหัวไปมาพลางร้องแซวเป็นจังหวะ “ถ้าปอดแหกก็พูดมาตรง ๆ เถอะ~ หาข้ออ้างวนไปวนมาไม่มีประโยชน์เลย~ ถ้ากลัวก็บอกมาสิ พรุ่งนี้ฉันจะไปฟ้องออกุสโตแทนแกเอง…”
ซูโล่วมุมปากกระตุกซ้ำสอง
ในจังหวะนั้นเอง โจวอวี่ที่เฝ้ารอโอกาสอยู่ก็รีบถือชานมปรี่เข้ามาหา “ว้าว ซู่เป่านี่เอง! พี่ชื่อโจวอวี่นะจ๊ะ จำพี่ได้ไหมเอ่ย?”
“ซู่เป่าอยากดื่มชานมไหมจ๊ะ? เจ้านี้อร่อยมากเลยนะ!”
ซู่เป่าพอได้ยินเสียงนี้ก็นึกออกทันที… ‘นี่ไม่ใช่ป้าที่มีรองเท้าแตะติดคอคนนั้นหรอกหรือ?’
“ไม่ต้องค่ะ คุณยายบอกว่าเด็ก ๆ ไม่ควรดื่มชานม ไม่รู้เหรอคะ?” เด็กน้อยรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
โจวอวี่หัวเราะแห้ง ๆ พลางเหลือบมองคุณนายเฒ่าซูแวบหนึ่ง ก่อนเค้นเสียงแหลมตอบ “อุ๊ย… พี่ไม่ทราบจริง ๆ ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“คุณป้าคะ แล้วรองเท้าแตะที่ติดคอ พี่ยังไอไม่ออกมาอีกเหรอคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความสงสัย แม้เธอจะจินตนาการไม่ออกว่ารองเท้าแตะเข้าไปอยู่ในคอได้อย่างไร
“คือ… เสียงพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้วค่ะ…” โจวอวี่กัดริมฝีปากแน่น
กู้ชีชีแอบกลอกตาพลางนึกในใจว่า เมื่อกี้อาการยัยนี่ก็ยังไม่หนักเท่าไหร่นะ ทำไมตอนนี้ถึงพยายามบีบเสียงจนดูท่าจะแย่ขนาดนี้ล่ะ?
เธอจึงเดินนวยนาดเข้ามาใกล้พร้อมกับแสร้งเอ่ยด้วยท่าทีขัดเขิน “รุ่นพี่ซูคะ นี่หลานสาวของคุณเหรอคะ? ว้าว น่ารักจังเลย! ฉันอิจฉาจังค่ะ อยากมีเด็กน้อยที่สวยและน่ารักแบบนี้บ้างจัง!”
กู้ชีชีจ้องมองซู่เป่าตาเป็นประกาย น่ารักเป็นบ้า! อยากหยิกแจ้มจัง!
หากบอกว่าโจวอวี่กำลังพยายามปั้นจริตเพื่อทอดสะพานให้ซูโล่ว กู้ชีชีก็คงกำลังสลัดคราบนางเอกมาทำตัวละอ่อนเพื่อเต๊าะความน่ารักของซู่เป่าเช่นกัน
ซู่เป่ามองหน้ากู้ชีชีแล้วถาม “พี่สาวคะ ในคอพี่มีรองเท้าแตะติดอยู่ด้วยเหมือนกันเหรอ?”
“ไม่มีจ้ะไม่มี พี่แค่ดื่มชานมมากไปหน่อยน่ะ” กู้ชีชีรีบโบกมือพัลวัน
สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่ผมหางม้าจิ๋วสองข้างบนหัวซู่เป่าอย่างนึกมันเขี้ยว พยายามหักห้ามใจไม่ให้ยื่นมือไปบีบเล่น
“คุณยายพูดไม่ผิดจริง ๆ ด้วย ชานมไม่ดีต่อสุขภาพ พี่สาวอย่าดื่มบ่อยนะคะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
กู้ชีชีชะงักไปครู่หนึ่ง ท่าทางเคร่งขรึมจริงจังของเด็กน้อยมันช่างน่าเอ็นดูจนหัวใจจะวาย!
“ได้เลยจ้ะ!” กู้ชีชีตอบรับอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดก็ทนความมันเขี้ยวไม่ไหว ยื่นมือไปบีบผมหางม้าบนหัวซู่เป่าจนได้
“พี่สาวคะ พวกพี่กำลังถ่ายหนังกันอยู่เหรอคะ? เขาถ่ายกันยังไงเหรอ?” ซู่เป่ากวาดสายตามองไปรอบกองถ่ายครู่หนึ่งก่อนถามต่อ “พวกพี่ถ่ายหนังผีกันอยู่เหรอคะ?”
กู้ชีชีถือโอกาสนั่งลงข้าง ๆ พลางโอบซู่เป่าไว้ในอ้อมแขน “ใช่จ้ะ กำลังถ่ายละครกันอยู่ แต่ไม่ใช่หนังผีหรอกนะ เป็นแนวต่อต้านทหารญี่ปุ่นน่ะจ้ะ”
“ละครต่อต้านทหารญี่ปุ่นคืออะไรเหรอคะ?” ซู่เป่านิ่งอึ้งไป
กู้ชีชีทำท่าประกอบ “ก็พวกแนวที่… ฉีกร่างศัตรูด้วยมือเปล่าไงจ๊ะ รู้จักไหม?”
เสียงไอเตือนสติของคุณนายเฒ่าทำเอากู้ชีชีถึงกับสะดุ้งโหยง เธอรีบยกมือตะครุบปากตัวเองทันควันพลางก่นด่าในใจ ‘แย่แล้วยัยชีชี! ปากไม่มีเบรกอีกแล้ว ไปสอนอะไรพิเรนทร์ ๆ ให้เด็กน้อยต่อหน้าผู้ใหญ่กันเนี่ย!’
ทว่าในขณะที่เธอกำลังเลิ่กลั่ก ซู่เป่ากลับดวงตาเป็นประกายวาววับ เด็กน้อยหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ฉีกด้วยมือเปล่า’ จึงถามกลับด้วยความตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่ไม่อยู่
“ถ้างั้นพี่สาวก็เป็นพวกเดียวกับซู่เป่าเลยน่ะสิคะ? พี่ก็ชอบจับพวกผีร้ายมาฉีกร่างเล่นเหมือนกันเหรอ?”
‘หรือว่ารุ่นพี่แอบเอาพล็อตเรื่องนี้ ไปเล่าให้เด็กคนนี้ฟังก่อนแล้วนะ?’
กู้ชีชีคิดได้เช่นนั้น จึงรีบพยักหน้าเออออตามไป “ใช่จ้ะ ใช่เลย!”
การต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นในความเข้าใจของกู้ชีชี กับการจับผีที่เด็กน้อยพูดถึง คงจะเป็นเรื่องเดียวกันละมั้ง? ถึงแม้ละครเรื่องนี้จะมีฉากแอ็กชันไม่มากนักก็เถอะ…
“ว้าว เจ๋งไปเลยค่ะ!” ซู่เป่าเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นอีกทั้งยังชี้ไปยังพื้นที่กองถ่าย แล้วถามด้วยตาเป็นประกาย “แล้วพวกผีพวกนั้น เป็นพวกที่พี่สาวเชิญมาเหรอคะ?”
กองถ่ายแห่งนี้สร้างขึ้นอย่างอลังการ จำลองตึกรามบ้านช่องสไตล์ยุคสาธารณรัฐจีนไว้มากมาย ทั้งร้านค้าหลากหลายรูปแบบ รวมถึงห้องพิเศษอีกสองห้อง ห้องหนึ่งตกแต่งธรรมดา แต่อีกห้องกลับดูเหมือนคุกใต้ดิน ภายในแขวนไว้ด้วยโซ่ตรวน กระทะไฟ คีมเหล็ก และอุปกรณ์ทรมาน
ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้มและกลุ่มนักแสดงสมทบที่เดินขวักไขว่ กลับมีคนพิเศษหลายตนแทรกซึมอยู่…
วิญญาณเหล่านั้นเกาะติดอยู่หลังเหล่านักแสดงสมทบ พลางเขย่งเท้าชะโงกหน้าออกมา บางตนโผล่มาแค่ดวงตาข้างเดียว กลอกไปมาน่าสยดสยอง จ้องมองผู้คนเดินผ่านไปมาไม่วางตา
กู้ชีชีมองไปยังกลุ่มนักแสดงสวมเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนตอบว่า “เปล่าจ้ะ พวกเขาเป็นคนที่ผู้กำกับจ้างมาน่ะ”
“ผู้กำกับเก่งจังเลยค่ะ!” ซู่เป่าเอ่ยชมจากใจจริง
ที่แท้การถ่ายหนังมันยอดเยี่ยมขนาดนี้เชียวหรือ ผู้กำกับช่างมีความสามารถจริง ๆ ถึงขั้นเตรียมผีของจริงมาเข้าฉากได้ด้วย!
ไม่นานนัก ซู่เป่าก็เริ่มสนิทสนมกับกู้ชีชี…
สองสาวต่างวัยขยับเข้าใกล้จนศีรษะแทบชิดกันพลางซุบซิบกระซิบกระซาบอย่างสนิทสนม กู้ชีชีกุมมือเล็กจิ๋วของซู่เป่าไว้ไม่ยอมปล่อยด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ ขณะที่คุณนายเฒ่าซูกำลังยืนคุยธุระกับลูกชายอยู่ไม่ไกล โดยมีชายหนุ่มคอยพยักหน้ารับคำผู้เป็นแม่เป็นระยะ
โจวอวี่มองภาพความนั้นด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ เธออุตส่าห์พยายามเอาอกเอาใจ ทั้งหิ้วชานมมาให้ แต่เด็กน่ารำคาญคนนี้ยังเมินเฉยใส่กันอีก!
เธอกับกู้ชีชีก็อายุพอ ๆ กันแท้ ๆ แต่ทำไมเด็กคนนี้ถึงเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาวได้เต็มปากล่ะ? ตั้งใจจะฉีกหน้ากันชัด ๆ!
แม้ขุ่นเคืองเพียงใด โจวอวี่ก็ทำได้เพียงสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ ไม่กล้าบุกเข้าไปแทรกกลาง… ย้อนกลับไปตอนงานเปิดตัวของถังหมิงเซิ่งซื่อ เธอเคยถูกยกเลิกสัญญาเพียงเพราะทำให้ซูโล่ว และซู่เป่าไม่พอใจมาแล้ว กว่าจะได้บทบาทในครั้งนี้มา เธอต้องยอมก้มหัวเอาใจผู้ชายน่ารังเกียจตั้งหลายคน ถึงจะไขว่โอกาสคว้ามาได้
“เอาละ ลุงต้องไปเตรียมตัวเข้าฉากแล้ว ซู่เป่าไปนั่งรอตรงนั้นนะ อย่าวิ่งซนไปไหนล่ะ เข้าใจไหม?” ซูโล่วพูดพร้อมกับลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ ไปด้วย
“รับทราบค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้ารับคำอย่างกระตือรือร้น เด็กน้อยเฝ้ารอใจจดใจจ่อ เธออยากเห็นพี่ชีชีแสดงฝีมือฉีกร่างศัตรูด้วยตาตัวเองสักครั้ง!
ซูโล่วได้แต่ทำหน้างงงวย โดยไม่ทราบว่าเหตุใดหลานสาวถึงดูตื่นเต้นเลื่อมใสในตัวนางเอกสาวขนาดนี้
เดิมทีคุณนายเฒ่าซูตั้งใจกลับบ้านในเมื่อส่งของถึงมือลูกชายเรียบร้อย ทั้งยังกำชับเรื่องพิธีไหว้บรรพบุรุษในวันที่สิบสี่เดือนเจ็ดเสร็จสรรพ ทว่าซู่เป่ากลับดึงชายเสื้อออดอ้อน “คุณยายคะ หนูอยากดูคุณลุงสี่ถ่ายหนังต่ออีกนิดนะคะ”
คุณนายเฒ่าเห็นว่าเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กจึงพยักหน้าอนุญาต “ได้จ้ะ”
บรรยากาศในกองถ่ายเริ่มวุ่นวายกับการเตรียมฉาก ฉากนี้จำลองเป็นห้องนอน มีเตียงตั้งอยู่เพียงหลังเดียว
“เอาละ หนึ่ง สอง สาม… แอ็กชัน!” ผู้กำกับส่งเสียงตะโกนสั่งการ
สิ้นเสียงคำสั่ง กู้ชีชีที่รับบทนางเอกก็ออกแรงกระชากเสื้อผ้าตัวเองจนขาดวิ่นดัง แคว่ก! จากนั้นเธอก็โถมเข้าหาชายหนุ่มในชุดสูทยุคกงสีที่ยืนอยู่ข้างกาย ก่อนกดร่างเขาลงบนเตียงอย่างรวดเร็ว!
“…”
ซู่เป่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ส่วนคุณนายเฒ่าซูถึงกับชะงักกึก
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีตื้นขึ้นมาจนเธออยากเปลี่ยนใจพาซู่เป่าหนีไปเสียเดี๋ยวนี้!
‘นี่มันใช่สิ่งที่เด็กวัยเท่านี้ควรดูเสียที่ไหนกันล่ะ!’
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ซูจิ่นหรงในคราบขุนพลหนุ่มผู้เคร่งขรึมก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยสายตาเย็นเยียบ เขาออกแรงถีบประตูห้องจนกระเด็นหลุดจากบานพับ เสียงดัง ปัง! สนั่นหวั่นไหว บานประตูปลิวลิ่วไปไกลกว่าสามเมตร!
“ว้าว!” ซู่เป่าอุทานอย่างเลื่อมใส
เสี่ยวอู่กระพือปีกบินว่อนพลางตะโกนสำลักความสะใจ “สวมเขาแล้ว! สวมเขาแล้ว! กั๊ก ๆ หมอนั่นโดนนอกใจเข้าให้แล้ว!”
คุณนายเฒ่าซูได้แต่ยืนนิ่งค้างด้วยความอึ้งกิมกี่ พลางนึกตั้งคำถามในใจว่านี่มันบทละครน้ำเน่าระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินประเภทไหนกัน?
ทั้งพล็อตเรื่องไร้แก่นสารและการแสดงดูประดิษฐ์จนเกินงาม ช่างน่าปวดหัวเสียจริงที่ลูกชายของเธอต้องมาคลุกคลีอยู่กับบทละครซึ่งหาความสมเหตุสมผลไม่ได้เช่นนี้!