ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 267 ผู้กำกับจัดฉากฉีกร่างทหารญี่ปุ่น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 267 ผู้กำกับจัดฉากฉีกร่างทหารญี่ปุ่น
บรรยากาศรอบกายยิ่งมืดครึ้มลงทุกขณะ เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงสี่ห้าโมงเย็น ท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยมวลเมฆดำทะมึนจนมืดมิด เริ่มมีสายลมหนาวพัดโบกมาเป็นระลอกชวนให้ขนลุกซู่
เหล่าวิญญาณที่เคยแอบซ่อนอยู่หลังนักแสดงสมทบ เริ่มกล้าที่จะโผล่ร่างครึ่งตัวออกมาให้เห็น พวกมันนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นพลางจ้องมองไปยังโจวอวี่ที่อยู่ใจกลางกองถ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบ
โจวอวี่สวมบทบาทอนุภรรยาคนที่สามซึ่งกำลังตั้งท่าตบนางเอก แววตาของเธอฉายแววมืดมนก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ในจังหวะเหวี่ยงฝ่ามือตบครั้งแรก เธอจงใจใส่แรงไปเต็มเหนี่ยวโดยไม่มีการออมมือแม้แต่น้อย
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่น กู้ชีชีถูกตบจนหน้าหันและมึนงงไปชั่วครู่ ทว่าสัญชาตญาณการแสดงทำให้เธอรีบทวนบทในหัวทันที ดวงตาคู่สวยรื้นแดงก่ำขณะกัดฟันฝืนทนความเจ็บปวด พยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง
ผู้กำกับขมวดคิ้วแน่น เดิมทีเขาตั้งใจจะตะโกนสั่งหยุดการถ่ายทำ แต่เมื่อเห็นกู้ชีชียังคงแสดงต่อได้อย่างลื่นไหล จึงปล่อยให้กล้องบันทึกภาพต่อไป
อนุภรรยาคนที่สามยังคงวางท่าข่มขวัญ สั่งสอนกฎระเบียบราวกับเธออยู่เหนือกว่า และตั้งใจจะกำราบผู้หญิงไร้ยางอายตรงหน้าให้เข็ดหลาบ ฝ่ามือครั้งต่อมาจึงถูกฟาดลงไปซ้ำอีกครั้ง!
ตามบทละครเดิม นางเอกถูกตบจนเรี่ยวแรงเหือดหายจะต้องจ้องมองอนุภรรยาคนนี้ ด้วยสายตาไม่ยอมแพ้ พร้อมกับพ่นคำด่าทอออกมาชุดใหญ่ ก่อนที่พระเอกจะรีบเข้ามาช่วยในฐานะวีรบุรุษขี่ม้าขาวกอดเธอไว้ในอ้อมอก
แต่ตอนนี้ในใจของกู้ชีชีกลับเดือดดาลด้วยเพลิงโทสะ
‘ยัยนี่บังอาจแกล้งกันจริง ๆ หรือเนี่ย?’
‘คนอย่างเธอมีหรือจะยอมเป็นใบ้ให้อีกฝ่ายรังแกอยู่ฝ่ายเดียว!’
กู้ชีชีตัดสินใจฉีกบททิ้งทันที เธอดิ้นรนลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ก่อนวาดฝ่ามือตบสวนกลับไปสุดแรงเกิด
เพียะ!!!
เสียงตบดังฟังชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ การจู่โจมที่ไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้โจวอวี่ผู้สวมบทบาทถึงกับเซถอยหลังไปหลายก้าว หญิงสาวยืนอึ้งด้วยความมึนงง คิดในใจว่า ‘ไม่ถูกสิ! บทไม่ได้เขียนไว้แบบนี้นี่นา!’
“?” ซูโล่วกำลังจะก้าวพ้นประตูห้องเข้ามาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ด้วยไหวพริบและการปรับตัวอันยอดเยี่ยม เขาจึงรีบสวมบทบาทเข้าสู่สถานการณ์ตรงหน้าทันที
อนุภรรยาคนที่สามรีบบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ฟ้องร้องถึงความร้ายกาจของนางเอก แต่กลับถูกพระเอกไล่ตะเพิดออกไปอย่างไร้เยื่อใย เธอจึงต้องเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เก่งขึ้นแล้วสินะ? ถึงขั้นกล้าลงไม้ลงมือตบคนอื่นแล้วหรือ?” พระเอกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
กู้ชีชีสะกดกลั้นอารมณ์พลางปล่อยโฮออกมากะทันหัน เธอยกนิ้วชี้ไปยังประตู แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบขาดใจ “ออกไปให้พ้น! ออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!”
สายตาของพระเอกหม่นแสงลง เขาขมวดคิ้วคล้ายมีบางอย่างอยากจะเอ่ย ทว่าสุดท้ายก็ทำเพียงสะบัดชายเสื้อแล้วเดินจากไป
ผู้กำกับรอจังหวะนี้มานานตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น “คัท! สุดยอดมาก! พวกคุณทั้งสามคนระเบิดอารมณ์พุ่งกันหมดเลย!”
“ชีชี ฉากที่เธอเพิ่มเข้ามาน่ะดีมาก! ตามนิสัยของนางเอกแล้ว มันควรเป็นแบบนี้แหละ!”
กู้ชีชีหัวเราะในใจ เมื่อครู่เธอยังอยู่ในบทบาท จึงต้องแสร้งทำเป็นเจ็บจนขยับเขยื้อนไม่ได้เพื่อจำกัดอารมณ์ของตัวเองไว้ แต่ตอนนี้ผู้กำกับสั่งหยุดแล้ว มีหรือ เธอจะยอมทนอยู่นิ่ง
เธอกำลังใช้ความคิดหาข้ออ้างในการตบกลับอีกสักฉาด เมื่อครู่โจวอวี่ตบเธอไปสองที แต่เธอเพิ่งได้เอาคืนไปแค่ทีเดียว ยังเหลืออีกหนึ่งฝ่ามือที่ยังค้างคาใจจนทนไม่ได้เลยจริง ๆ!
แย่ไปกว่านั้น โจวอวี่ยังตีเนียนเดินเข้ามาหาเพื่อเสนอข้ออ้างให้ตัวเอง “อุ๊ย… พี่ชีชีคะ เมื่อกี้ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ! พอดีฉันเข้าถึงบทบาทมากไปหน่อยจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง กู้ชีชีก็สืบเท้าขึ้นไปข้างหน้าพร้อมกับเงื้อมือขึ้นฟาดลงไปเต็มแรง!
เพียะ!!!
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวรอบสอง ทำเอาซู่เป่าซึ่งกำลังนั่งลุ้นฉากฉีกร่างด้วยใจระทึกถึงกับอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนตาค้างไปเลย
“พี่ชีชี… ทำไม… ทำไมพี่ต้องตบหนูด้วยล่ะคะ? เมื่อกี้หนูไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ… พี่โกรธหนูใช่ไหมคะ? หนูขอโทษค่ะ เป็นเพราะหนูอินกับบทมากไปหน่อย…” โจวอวี่ยืนกุมแก้มตัวเองน้ำตาคลอเบ้า
กู้ชีชีแสร้งทำเป็นยืนงงงวยครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งได้สติกลับคืนร่าง
จากนั้นเธอก็อุทานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกสุดขีด “ตายแล้ว! นี่ฉันทำอะไรลงไป? ฉันเผลอตบเธอไปเหรอเนี่ย!”
“ขอโทษนะจ๊ะ! พอดีพี่จมอยู่ในบทบาทเกินไปหน่อยจนยังถอนตัวออกมไม่ได้เลย! เมื่อกี้ภาพมันซ้อนเห็นเธอเป็นคุณนายสาม พี่… พี่อินกับบทเกินไปหน่อย ฮึก… ขอโทษจริง ๆ นะจ๊ะ ฮือ ๆ!”
กู้ชีชีแสร้งทำท่าทีลนลานสับสนวุ่นวาย เธอรีบยื่นมือไปลูบบนใบหน้าของโจวอวี่อย่างแรง “เป็นอะไรมากไหม? เธอโอเคหรือเปล่าจ๊ะ?”
ใบหน้าของโจวอวี่นั้นบวมช้ำจากการถูกตบอยู่แล้ว พอถูกกู้ชีชีแกล้งกดเน้นลงไปแบบนั้นก็เจ็บปวดแทบขาดใจ เธอถึงกับกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน “อ๊าย! เจ็บ! เจ็บมากค่ะ!”
“อุ๊ย… ขอโทษจ้ะขอโทษ! พี่ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ฮือ ๆ! พี่แค่เป็นห่วงเธอมากเกินไปหน่อย…” กู้ชีชีรีบละล่ำละลักบอก
เธอยังคงทำท่าทางเงอะงะทำอะไรไม่ถูกพลางตะโกนเรียกผู้ช่วย เรียกหมอ เรียกซูโล่ว ไปจนถึงเรียกผู้กำกับให้โกลาหลไปทั้งกองถ่าย
ซูโล่วทำเพียงยืนนิ่งขรึม แต่แววตากลับขยับเล็กน้อยคล้ายกำลังใช้ความคิด… ‘นี่คือทักษะการเอาคืนระดับปรมาจารย์ หรือนางเอกคนนี้สติหลุดไปแล้วจริง ๆ กันแน่?’
บรรดาทีมงานและคนรอบข้างต่างพากันหันไปสบตากันด้วยความเลิ่กลั่ก
บรรยากาศในกองถ่ายพลันตกอยู่ในความเงียบงันชวนขัดเขิน เมื่อพิจารณาจากท่าทางตื่นตระหนกจนหน้าถอดสีของกู้ชีชี ทุกคนเริ่มรู้สึกว่ามันก็สมเหตุสมผล พลางกระซิบกระซาบกันเบา ๆ
‘แต่จะว่าไป มันก็ไม่แปลกนี่นา? ในเมื่อโจวอวี่ยังอ้างว่าอินกับบทจนยั้งมือไม่ได้’
‘กู้ชีชีเองก็คงจะตกอยู่ในสภาวะอินบทละคร จนเผลอวาดลวดลายสวนกลับไปตามสัญชาตญาณนางเอกผู้ถูกรังแกเพียงเท่านั้นเอง!’
“อื้ม! พี่ชีชีเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ค่ะ!” ซู่เป่าเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม
เด็กน้อยหันไปมองคุณนายเฒ่าซูด้วยสีหน้าภูมิใจสุด ๆ “คุณยายคะ พี่ชีชีเก่งมากเลยเนอะ! คำนั้นเขาเรียกว่าอะไรนะ หนูจำไม่ได้แล้ว จริงจัง… อะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ”
“อืม… มืออาชีพ” คุณนายเฒ่าซูเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“อื้อ ใช่ ๆ แบบนั้นเลยค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักราวกับลูกไก่จิกข้าว
คุณนายเฒ่าซูเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย
ภายในบ้านตระกูลซูเวลานี้ช่างเต็มไปด้วยยอดคนไม่ซ้ำใคร ทั้งมู่กุยฝานผู้หาความน่าเชื่อถือไม่ได้ หรือซูอีเฉินที่เจ้าตัวกล้าเอ่ยถามเขาก็กล้าตอบกลับแบบหน้าตาย มิหนำซ้ำยังมีซูอิงเอ๋อร์ที่แม้ไม่ชอบพูดจาแต่กลับพร้อมคว้าเหล็กเส้นขึ้นมาฟาดฟันศัตรูได้ทุกเมื่อ
และตอนนี้ยังมีกู้ชีชีผู้มีทักษะการแสดงล้ำเลิศโผล่มาเพิ่มอีกราย…
คุณนายเฒ่าซูถึงกับถอนหายใจยาวนึกหวั่นใจ ไม่อยากจินตนาการเลยว่าเด็กน้อยซู่เป่าเติบใหญ่ไปจะนิสัยผิดเพี้ยนไปไกลเพียงใด?
แม้ในใจเต็มไปด้วยความกังวล แต่สุดท้ายหญิงชราก็ปลงตกได้รวดเร็ว … ‘ไม่เป็นไรหรอก หากวันหน้าซู่เป่าเกิดนิสัยบิดเบี้ยวขึ้นมาจริง ยายคนนี้จะเป็นคนใช้สองมือดัดให้กลับมาเข้าที่เข้าทางเอง!’
ขณะเดียวกัน โจวอวี่ก็ได้แต่ยืนอึ้ง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอจำต้องยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นใช้ข้ออ้างว่าอินบทบาทมาสวนกลับแบบเดียวกัน แล้วเธอจะยังกล้าปริปากโต้แย้งอะไรได้
ช่างเป็นคนที่ขุดหลุมฝังตัวเองโดยแท้ โจวอวี่โกรธจนตัวสั่นทำได้เพียงเดินปิดหน้าหลบไปนั่งฟัดเหวี่ยงอยู่อีกด้าน เธอหรี่ตาลงพลางครุ่นคิด… ฉากถัดไปของกู้ชีชีคือนางเอกต้องแกล้งเป็นผี มีการราดน้ำมันและจุดไฟเพื่อสร้างภาพไฟวิญญาณข่มขวัญศัตรู
จุดไฟอย่างนั้นหรือ…
ดวงตาของโจวอวี่วาบประกายเจ้าเล่ห์พาดผ่าน ไฟ… อุบัติเหตุ… เสียโฉม… เธอแสร้งทำเป็นเดินไปพักผ่อนตามปกติ เมื่อสบโอกาสที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ก็ลอบไปเปลี่ยนเป็นชุดนักแสดงสมทบเพื่อเตรียมแผนการชั่วร้ายทันที
ทางด้านทีมงาน ทุกคนต่างกำลังรุมหยอกล้อซู่เป่าอย่างเอ็นดู ผู้กำกับเอ่ยยิ้ม ๆ “เอาละ ต่อไปคือฉากฉีกร่างศัตรูที่หนูเฝ้ารอแล้วนะ ลุงจัดให้ตามคำขอเลย!”
“คุณลุงผู้กำกับเก่งที่สุดเลยค่ะ! ว่าแต่คุณลุงไปตามพวกผี ๆ มาช่วยงานได้ยังไงเหรอคะ?” ซู่เป่าตบมือชอบใจ
ผู้กำกับเข้าใจไปว่าเด็กน้อยคงยังไม่ประสีประสาเรื่องที่คนจีนเรียกทหารญี่ปุ่นว่าผีญี่ปุ่น และนึกว่าเธอหมายถึงเหล่านักแสดงสมทบ จึงตอบไปตามตรง “ก็จ่ายเงินจ้างมาน่ะสิ!”
“อ๋อ… แบบนี้เองสินะคะ ที่เขาว่ากันว่าเงินทองเป็นของนอกกาย แต่ถ้าจ่ายให้ผี ผีก็ยอมมาช่วยทำงาน?” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอก เพราะพวกเขาก็ต้องทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงปากท้องเหมือนกัน” ผู้กำกับหัวเราะ
เด็กน้อยทำสีหน้าราวกับได้ค้นพบโลกใบใหม่ แม้แต่ผีสางก็ยังต้องดิ้นรนทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยหรือนี่! หากวันนี้มีจี้ฉางหรือซูจิ่นอวี้ติดตามมาด้วยสักคน เธอคงไม่เข้าใจผิดไปไกลถึงเพียงนี้…
ภายในกองถ่าย ทีมงานกำลังเร่งมือจัดเตรียมสถานที่ ท้องฟ้ายิ่งมืดครึ้มลงจนบรรยากาศรอบกายเริ่มสลัวลาง ฉากต่อไปคือคุกใต้ดิน ทีมงานคนหนึ่งแบกโซ่ตรวนไปแขวนไว้บนผนังพลางสาดสีแดงจำลองรอยเลือดไว้ตามมุมห้อง
ในจังหวะนั้นเอง เขากลับสังเกตเห็นใครบางคนนั่งยอง ๆ อยู่ภายในกรงเหล็ก กำลังเงยหน้าจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวจนเผลอสบถออกมา “เฮ้ย! แกเป็นผีหรือไง มานั่งขดอยู่ตรงนี้ทำไมเนี่ย!”
คนในกรงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แล้วแสยะยิ้มชวนให้ขนลุก “หึ ๆ ๆ…”