ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 275 สถานีแรกของการกล่าวลา พี่สี่ผู้หวาดกลัวผีที่สุดแต่กลับไม่กลัวเธอ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 275 สถานีแรกของการกล่าวลา พี่สี่ผู้หวาดกลัวผีที่สุดแต่กลับไม่กลัวเธอ
ซูโล่วกำลังอาบน้ำเพื่อชะล้างความเหนื่อยล้าสะสมมาตลอดทั้งวัน สายน้ำอุ่นช่วยให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นตามไปด้วย
ในช่วงก่อนและหลังวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด กองถ่ายจะหยุดพักการทำงานเป็นเวลาสองวัน ซึ่งนับเป็นธรรมเนียมที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของหลายกองถ่าย
แม้ซีรีส์เรื่อง ‘เจ็ดค่ำเดือนเจ็ด’ จะไม่ใช่แนวสยองขวัญโดยตรง ทว่าตัวละครหลักฝ่ายหญิงมีฉากเกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณอยู่บ้าง กองถ่ายจึงเลือกหยุดพักในช่วงเวลานี้
นั่นหมายความว่าเขามีวันหยุดยาวถึงสี่วันเต็ม
‘ควรพาซู่เป่าน้อยไปเที่ยวที่ไหนดีนะ?’
ระหว่างซูโล่วกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด สายตาพลันเหลือบไปเห็นเงาสีชมพูปรากฏเลือนรางหลังกระจกห้องน้ำ ส่งผลให้แผ่นหลังของเขาแข็งทื่อขึ้นมาฉับพลัน
ท่ามกลางไอน้ำอันพร่าเลือน เสียงหัวเราะคิกคักชวนขนลุกของหญิงสาวดังแว่วมาตามลม “คิกคิกคิก… พี่ชายคะ มาสิ~ มาเล่นกันเถอะ~”
ซูโล่วตัวแข็งทื่อราวกับถูกคำสาปสะกดไว้ มวลอากาศรอบกายเริ่มหนาแน่นด้วยไอน้ำจนบรรยากาศโดยรอบมืดมัวและบีบคั้น บดบังทัศนียภาพจนแทบหายใจไม่ออก สมองเริ่มทำงานช้าลง มือและเท้าเย็นเฉียบไร้เรี่ยวแรง
ในวินาทีวิกฤตนั้น ซูโล่วนึกถึงถุงหอมที่เพิ่งถอดวางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาได้…
เขาพยายามบิดลำคออันหนักอึ้งหันกลับไปมอง
เบื้องหลังมีเท้าคู่หนึ่งก้าวออกมาจากอ่างอาบน้ำ เสียงน้ำสาดเฉอะแฉะดังชัดเจน เสื้อผ้าสีชมพูบางเบาราวกับผ้าโปร่งร่วงหล่นลงแทบเท้าเธอ
ร่างนั้นค่อย ๆ เดินนวยนาดเข้ามาหาเขา…มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลัง “คุณชาย…”
ซูโล่วขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าพละกำลังมหาศาลมาจากไหน ก่อนที่มือนั้นจะสัมผัสถูกกาย เขาก็รีบวิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต!
เสียงโครมดังสนั่น ประตูห้องน้ำแทบจะพังพินาศลงมาในพริบตา
ผีราคะได้แต่อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เดิมทีเธอหลงใหลผู้ชายคนนี้ที่มีบุคลิกดื้อรั้นและเท่อย่างร้ายกาจ ใบหน้าดูสุภาพทว่าสายตากลับฉายแววเกียจคร้านไม่สนโลก ยิ่งมองก็ยิ่งใจสั่น
ทว่าไอ้คนที่วิ่งพรวดออกไปพร้อมขาเปลือยเปล่าสองข้างตรงหน้านี้มันคืออะไรกัน?!
ผีราคะพยายามสงบสติอารมณ์แล้วรีบตามออกไปทันที แต่กลับพบว่าซูโล่วสวมเสื้อคลุมอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ในมือของเขากำถุงหอมไว้แน่น
ผีสาวเตรียมพุ่งเข้าหา แต่เธอกลับถูกแสงสีเขียวเจิดจ้าพัดกระเด็นออกไปทันที
‘ว่ากันว่าความรักคือแสงสว่าง แต่แสงสีเขียวนี่ต่างหากที่ทำเอาเธอขวัญหนีดีฝ่อ…’
ซูโล่วเพิ่งคว้าถุงหอมขึ้นมา ก็เห็นเงาสีขาวพุ่งเข้าใส่ จากนั้นแสงสีเขียวจากถุงหอมก็ระเบิดออกมาขับไล่ผีสาวจนกระเด็นหายไป เขาได้แต่ขมขื่นในใจ ทำไมชีวิตเขาต้องวนเวียนอยู่กับผีผู้หญิงไม่จบไม่สิ้นเสียที?
ซูโล่วไม่เสียเวลาคิดสิ่งใดอีก เขาเปิดประตูแล้ววิ่งตรงไปยังห้องของซู่เป่าโดยไม่คิดชีวิต
ทางด้านซูจิ่นอวี้ซึ่งกำลังแอบเอาหูแนบประตูห้องพี่ชายอยู่พอดี พลันประตูถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พี่ชายคนที่สี่ของเธอวิ่งผ่านหน้าไปรวดเร็วราวกับพายุหมุน
‘เอ๊ะ เธอทายถูกเป๊ะเลย’
‘นี่แหละพี่สี่ตัวจริงเสียงจริง ฮ่า ๆ’
ซูจิ่นอวี้นึกใจดีเข้าไปช่วยพยุงผีราคะ “พี่สาวคนสวย เป็นอะไรมากไหมคะ?”
“โอ๊ย เอวฉัน! พี่สี่ของเธอนี่บ้าเกินไปแล้วนะ? สถานการณ์แบบนั้นยังวิ่งหนีได้อีกเหรอ?” ผีราคะเอามือกุมเอวตัวเอง
ซูจิ่นอวี้หัวเราะคิกคักพลางปิดปาก “พี่สาวอยากเปลี่ยนไปหาคนอื่นไหมล่ะคะ? ห้องนั้นเป็นของพี่ใหญ่ฉัน เขาเย็นชาเคร่งขรึมเหมือนดอกไม้บนยอดเขาสูง”
“ส่วนทางนั้นเป็นพี่รอง เป็นคนเงียบขรึมพูดน้อยแต่สุภาพและหล่อเหลามากนะ หรือจะเป็นพี่ห้าดีล่ะ เขาสูงใหญ่น่าเกรงขาม หล่อดิบเถื่อนแบบร้าย ๆ…”
ผีราคะกลอกตาใส่ “พอเถอะ บอกมาตรง ๆ เลย เมื่อกี้เธอรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าถุงหอมของพี่ชายเธอมันร้ายกาจขนาดนี้?”
“เปล่าเสียหน่อย ฉันยังไม่ได้ลอง จะไปรู้ได้ยังไงกัน” ซูจิ่นอวี้หัวเราะร่วน
‘แต่ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วล่ะ!’
‘พรุ่งนี้เวลาเข้าใกล้คนในครอบครัว ฉันคงต้องระวังตัวหน่อย’
ผีราคะบ่นพึมพำทิ้งท้ายก่อนสะบัดหน้าก้าวเดินจากไปท่ามกลางความเซ็งสุดขีด
‘อุตส่าห์ดวงดีมาเจอแหล่งรวมชายหนุ่มรูปงามระดับพรีเมียมกันยกถ้ำขนาดนี้’
‘แต่เธอกลับไม่ได้แตะต้องสัมผัสใครเลยแม้แต่ปลายนิ้ว’
‘นี่มันจงใจกลั่นแกล้งกันชัด ๆ กะจะเอาให้ผีโมโหจนขาดใจตายซ้ำเป็นรอบที่สองเลยหรือไง!’
ซู่เป่าถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย เธอเห็นคุณลุงสี่กำลังย่องเข้ามานั่งขดตัวอยู่บนโซฟาเด็กของเธอ เขาสวมเสื้อคลุมอาบน้ำ กอดอกแน่น พิงพนักโซฟาหลับตาพักผ่อนด้วยท่าทางเคร่งเครียด
ซู่เป่าลุกขึ้นนั่ง เสียงเล็ก ๆ ยังคงมีความออดอ้อนตามประสาคนเพิ่งตื่น “คุณลุงสี่คะ?”
ซูโล่วลืมตาขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ลุงทำหนูตื่นเหรอ?”
ซู่เป่าส่ายหน้าช้า ๆ “คุณลุงเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
ซูโล่วเดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของหลานสาว “ไม่มีอะไรหรอก แค่อยู่ ๆ ก็อยากมาอยู่เป็นเพื่อนซู่เป่าน่ะ”
ด้านนอกประตู ซูจิ่นอวี้ถึงกับมุมปากกระตุก
ปรับอารมณ์ไวปานกิ้งก่าเลยนะ
หากไม่เห็นกับตาว่าพี่สี่วิ่งหนีออกมา สภาพขาเปลือยเปล่าขนพะรุงพะรังเมื่อกี้
เธอคงไม่เชื่อว่าผู้ชายมาดนุ่มตรงหน้านี้จะเป็นคนเดียวกัน!
ฉับพลันนั้น สีหน้าของซูโล่วกลับมาแข็งค้างอีกหน ท่ามกลางบรรยากาศสลัวราง เขาเหลือบเห็นเงาวิญญาณปรากฏขึ้นบริเวณหน้าประตูอีกครั้ง
คราวนี้มาในร่างหญิงสาวสวมชุดขาวสะอาดตา ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความอ่อนใจพลางคิดว่าเรื่องพรรค์นี้จะไม่มีวันจบสิ้นเลยหรืออย่างไร
ทว่าจู่ ๆ เขากลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงซู่เป่าเอ่ยทักขึ้น “คุณแม่คะ คุณแม่ไปไหนมาคะ?”
แผ่นหลังของซูโล่วพลันเหยียดตรงด้วยความตกใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นด้วยแววตาไม่อยากเชื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ผีสาวซึ่งกำลังลอยนวลเข้ามาหาคลี่ยิ้มกว้างทักทาย “ไฮ้ พี่สี่ เมื่อกี้พี่จะวิ่งหนีไปไหนเหรอ!”
ซูโล่วจดจ้องมองเธอจนตาค้าง ริมฝีปากค่อย ๆ เม้มแน่นเข้าหากันเป็นเส้นตรง ก่อนพยายามเค้นเสียงอันสั่นพร่าและแหบแห้งออกมา “จิ่นอวี้…”
ซูจิ่นอวี้เลิกปั้นหน้ายิ้มแย้ม เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เธอรู้จักพี่ชายของเธอดีที่สุด เขาอาจดูเจ้าชู้กะล่อน แต่ความจริงกลับเป็นคนที่หวาดกลัวผีขึ้นสมอง
‘แต่ตอนนี้เธอกลายเป็นผีไปแล้วแท้ ๆ… เขากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเธอเลยแม้แต่นิดเดียว’