ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 276 คนที่ได้รับความรักมักจะทำอะไรตามใจโดยไม่กลัวผลที่ตามมา
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 276 คนที่ได้รับความรักมักจะทำอะไรตามใจโดยไม่กลัวผลที่ตามมา
ซูโล่วจ้องมองซูจิ่นอวี้เขม็งโดยไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา เขาหวาดกลัวเหลือเกินว่าหากเผลอหลับตาลงเพียงชั่ววินาทีเดียว พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ร่างของน้องสาวจะอันตรธานหายไปอีก
ซูจิ่นอวี้เอ่ยถามกระเซ้า “พี่สี่ ตอนนี้ฉันเป็นผีแล้วนะ… พี่ไม่กลัวฉันจริงเหรอ? เมื่อกี้ยังเห็นวิ่งหนีจนขนขาปลิวเชียวนะคะ”
ซูโล่วรู้สึกว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา เขาจึงถอดแว่นออกโดยไม่รู้ตัว มือทั้งสองข้างกำไว้หลวม ๆ ก่อนยกขึ้นแตะริมฝีปาก พยายามฝืนยิ้มออกมา “หึ… เธอกำลังซนอีกแล้วใช่ไหม? ผีผู้หญิงเมื่อครู่นี้เป็นฝีมือเธอสินะ?”
“แอบไปหลอกพี่ใหญ่กับคนอื่น ๆ มาด้วยใช่ไหม หืม?”
“ใช่แล้วล่ะค่ะ ก็ฉันคิดถึงพวกพี่ ๆ นี่นา ดูสิ ผีสาวราคะคนนั้นน่ะ…” ซูจิ่นอวี้ยิ้มกว้างอย่างร่าเริง
ทว่าเธอยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกซูโล่วดึงเข้าไปโอบกอดไว้แน่น
“น้องรัก ที่โน่นเป็นอย่างไรบ้าง เธอกินอิ่มนอนหลับสบายดีไหม?” น้ำเสียงของซูโล่วสั่นพร่าและแหบแห้ง ในมุมมืดมิดที่ไร้คนสังเกตเห็น เขาใช้ปลายนิ้วปาดคราบน้ำที่มุมตาออกเงียบเชียบ
“พี่สี่ ฉันสบายดีค่ะ จริง ๆ นะ” ซูจิ่นอวี้กอดพี่ชายตอบพลางตบหลังเขาเบา ๆ “ท่านผู้พิพากษาก็เอ็นดูฉันมาก ถึงขั้นแอบพาฉันออกมาด้วย พวกผู้เฒ่าในยมโลกโกรธจนเคราสั่นตาถลนแต่ก็ทำอะไรฉันไม่ได้เลย”
“วันนี้ฉันไปลงทะเบียนมาด้วยนะ พวกเขาบอกว่าจะหาครอบครัวดี ๆ ให้ฉันไปจุติใหม่ พี่ลองเดาสิว่าฉันเลือกอะไร?”
ซูโล่วพยายามกลืนความขมขื่นลงคอ แล้วถามกลับด้วยรอยยิ้ม “เลือกอะไรล่ะ?”
“ฉันบอกท่านไปว่าอยากกลับมาเกิดในตระกูลซู อยากเป็นลูกสาวคนเล็กของแม่อีกครั้ง พี่สี่รู้ไหมว่ายมบาลรักษาการคนนั้นน่ะ… เป็นตาแก่ที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงแทบจะขาดใจตายเลยล่ะ ท่านตวาดใส่ฉันว่า…” ซูจิ่นอวี้เล่าพลางหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี
“บ้าไปแล้วหรือ! แม่ของเธออายุปาเข้าไปเจ็ดแปดสิบแล้วนะ จะให้ไปเกิดเป็นลูกแม่ได้ยังไง!”
“ฉันคิดดูแล้วก็จริง เลยบอกว่างั้นไปเกิดเป็นลูกสาวพี่ใหญ่ก็ได้ หรือพี่สาม พี่สี่ พี่ห้า ก็โอเคหมด แต่ตาแก่นั่นก็บอกว่าเหลวไหลอีก บอกว่าถ้าไปเกิดเป็นลูกพวกพี่ งั้นซู่เป่าจะนับญาติกันยังไง”
ซูจิ่นอวี้พึมพำเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ไม่หยุดปาก
ซูโล่วมองเธอนิ่งพลางถามต่อ “แล้วต่อจากนั้นล่ะ?”
ซูจิ่นอวี้ถอนหายใจ “ไม่มีทางเลือกน่ะสิ สุดท้ายพวกเขาเลยไล่ฉันออกมา บอกว่าจะเลือกให้เอง ไม่ยอมให้ฉันเลือกตามใจชอบแล้ว”
ซูโล่วหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
‘สมเป็นเธอจริง ๆ แม้แต่เรื่องเกิดใหม่ยังสามารถต่อรองกับยมบาลได้’
ซูจิ่นอวี้เล่าต่อ “ความจริงช่วงนี้ฉันอยู่บ้านตระกูลซูตลอด ได้กินอาหารฝีมือแม่ทุกวันเลยนะ”
ซูโล่วพลันนึกถึงภาพที่ซู่เป่ามักตักข้าวใส่ชามจนพูนทุกมื้อก่อนเริ่มลงมือทาน เขาเม้มริมฝีปากแน่น ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้นว่า “อยากทานอะไรอีก บอกพี่มานะ”
‘พี่ชายคนนี้จะหาซื้อมาให้เธอเอง’
ยามเธอยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์กับการทำเคมีบำบัด ต้องเคร่งครัดเรื่องโภชนาการจนมีของโปรดหลายอย่างก็ทานไม่ได้ ทว่าตอนนี้เธอทานได้แล้ว ไม่ว่าจะปรารถนาสิ่งใด เขาพร้อมบุกน้ำลุยไฟเพื่อหามาให้เธอ
ซูจิ่นอวี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนร่ายยาว “ฉันอยากกินไอศกรีมทอดกรอบ รวงผึ้งย่าง บะหมี่กุ้งหกตัว… แล้วก็แซลมอนดิบด้วย! ที่สำคัญพี่สี่ต้องลงมือทำเองนะคะ”
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความผูกพัน ยังคงชอบออดอ้อนพึ่งพาพี่ชายเหมือนสมัยเด็ก ๆ
ซูโล่วหัวเราะเบา ๆ แม้ดวงตาจะเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา เขาเอื้อมมือไปแตะจมูกเธอด้วยความเอ็นดู “ตั้งใจจะแกล้งพี่ใช่ไหม?”
นอกจากอาหารสามอย่างแรก แซลมอนดิบคงเป็นสิ่งที่เธอฝังใจอยากทานมานานแล้ว
เพราะแซลมอนดิบอาจมีปรสิต คนปกติทานบ้างคงไม่เป็นไร แต่ยามนั้นเธอกำลังรักษาด้วยเคมีบำบัด หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวอาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
แซลมอนดิบจึงเป็นเมนูที่เธอเคยอ้อนวอนขอหลายต่อหลายครั้งทว่ากลับไม่เคยได้ลิ้มลอง ทั้งหมดนั้นคงเป็นความอยากรู้อยากลองตามประสาเธอนั่นแหละ!
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต ซูโล่วก็รู้สึกเศร้าใจ คนที่ได้รับความรักล้นเหลือมักกล้าเอาแต่ใจ
“แล้วพี่จะทำไหมคะ? ถ้าพี่ไม่ทำ ฉันจะไปอ้อนให้พี่ใหญ่ทำแทนนะ” ซูจิ่นอวี้ยิ้มประจบเหมือนเก่า
“ทำสิ พรุ่งนี้ไม่ไปทำงานแล้ว พรุ่งนี้จะทำให้กินนะ” ซูโล่วรีบรับคำทันที
“เยี่ยมเลย! ซู่เป่าจ๊ะ พรุ่งนี้พวกเรามีของอร่อยกินกันแล้วนะ!”ซูจิ่นอวี้ดีใจยกใหญ่
ซู่เป่าซึ่งยังตื่นไม่เต็มตาแสดงสีหน้างุนงง
‘ไอศกรีมทอดกรอบ? ไอศกรีมโดนความร้อนไม่ละลายหมดหรือคะ? แล้วจะทอดอย่างไร’
‘ส่วนรวงผึ้งปกติเขาเอาไว้เผาไม่ใช่หรือ? ทานได้ด้วยเหรอ?’
‘บะหมี่กุ้งหกตัว… อืม ฟังดูน่าอร่อยจัง!’
เด็กน้อยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วพูดเสียงหวาน “ซู่เป่า…รอไม่ไหวแล้วค่ะ!”
“ต้องเรียกว่าอดใจรอไม่ไหวต่างหากจ้ะ นอนเถอะนะ! เด็ก ๆ ไม่ควรนอนดึกนะรู้ไหม” ซูจิ่นอวี้ก้มลงจูบหน้าผากลูกสาว เธอนอนตะแคงอยู่ข้างเตียงก่อนร้องเพลงกล่อมเด็กเบา ๆ เพื่อให้ซู่เป่าเข้าสู่ห้วงนิทรา
ซู่เป่ากอดตุ๊กตากระต่ายไว้แน่น จ้องมองแม่ไม่วางตาด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความรัก
ในที่สุดซู่เป่าก็ค่อย ๆ หลับตาลงและผล็อยหลับไปอีกครั้ง ซูจิ่นอวี้ทอดสายตามองตุ๊กตากระต่ายในอ้อมกอดของลูกสาว
ตุ๊กตาตัวนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่เธอซื้อให้ซู่เป่าตอนอายุสองขวบ เป็นเพียงตุ๊กตาราคาถูกแค่ 25 หยวน ซื้อจากข้างทาง ตามที่จี้ฉางบอก กระต่ายตัวนี้เคยถูกหลินเฟิงฉีกกระชากจนพังยับเยิน
หูของมันเคยถูกแม่เลี้ยงตัดทิ้ง เพียงเพื่อต้องการเห็นซู่เป่าร้องไห้ด้วยความทรมาน
แต่ตอนนี้กระต่ายที่มีร่องรอยบาดแผลกลับได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีตจากซูอีเฉิน จนแทบมองไม่เห็นตำหนิ ขนของมันถูกซักจนสะอาดสะอ้าน ใยฝ้ายด้านในถูกจัดการจนฟูนุ่มน่าสัมผัส
ซู่เป่าไม่ได้อุ้มกระต่ายไปไหนมาไหนทุกที่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตอนนี้เธอมีความรู้สึกปลอดภัยมากพอ แต่ยามหลับใหล เธอยังคงกอดมันไว้แนบอกเสมอ
“นอนเถอะนะลูก โตเร็ว ๆ นะคะ…” ซูจิ่นอวี้พึมพำ เมื่อเห็นลูกสาวหลับสนิทจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนด้วยความระมัดระวัง แม้อยู่ในสถานะผีทำให้เดินเหินไร้เสียง ทว่าเธอก็ยังคงถนอมกิริยาเหมือนยามยังมีชีวิตอยู่
ซูโล่วยิ่งมองภาพตรงหน้าก็ยิ่งรันทดใจ เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าในช่วงสองปีที่พวกเขาไม่อยู่ ซูจิ่นอวี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด
เขายังจำได้ว่าตอนอยู่ตระกูลหลิน เสี่ยวอู่เคยเลียนแบบเสียงเจ็บปวดของ ซูจิ่นอวี้ที่อ้อนวอนขอพาราเซตามอลจากหลินเฟิงเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น น้องสาวที่พวกพี่ ๆ ทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน กลับต้องมาอ้อนวอนคนเลวชาติในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตเพื่อขอยาระงับปวดเพียงไม่กี่เม็ด
‘เหตุใดโชคชะตาจึงใจร้ายกับเธอได้ถึงเพียงนี้?’
ซูโล่วรู้สึกขมปร่าในลำคอ เขาเดินตามซูจิ่นอวี้ออกไปด้านนอกด้วยความรู้สึกยังคั่งค้างในใจ
ซูจิ่นอวี้หันมาถาม “พี่สี่ ยังไม่ไปนอนอีกเหรอคะ? นี่ก็ดึกมากแล้วนะ”
ซูโล่วตอบกลับ “ไม่นอนแล้วล่ะ มาเถอะ พี่สี่จะไปดูดาวบนหลังคากับเธอเอง”
นั่นคือสิ่งที่เธอโปรดปรานที่สุดในวัยเด็ก ทั้งซุกซนและชอบปีนป่ายหลังคาเป็นชีวิตจิตใจ
แต่หลังจากล้มป่วย เธอก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทำมันอีกเลย!
ดวงตาของซูจิ่นอวี้ทอประกายสดใสขึ้นมาทันที “งั้นฉันไปเรียกพี่ใหญ่ก่อนนะ! พี่สี่รีบไปเตรียมเหล้ากับถั่วลิสงมารอเลยค่ะ… แต่อย่าให้คุณแม่รู้เชียวนะ!” สิ้นคำพูด ร่างบางก็ลอยละล่องมุ่งหน้าไปยังห้องของซูอีเฉิน
ซูโล่วจดจ้องมองตามเงาร่างซึ่งค่อย ๆ เลือนหายไปจนกระทั่งได้สติ ชายหนุ่มจึงปลีกตัวไปเตรียมเครื่องดื่มและของว่าง
ยามน้องสาวอายุครบสิบแปดปี เขาเคยได้รับเหล้าดอกไม้ชั้นเลิศมาไหหนึ่ง ซึ่งเขาเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอมในห้องเก็บเหล้าเรื่อยมา ด้วยหวังลึก ๆ ว่าหากวันใดน้องสาวออกเรือนแต่งงาน เขาจะนำเหล้าไหนี้ออกมาเปิดดื่มฉลองร่วมกับพี่น้องในวันมงคลของเธอ
ทว่าในวันนี้… เมื่อความตายพรากเธอไปและหวนกลับมาในฐานะวิญญาณ
คงถึงเวลาแล้วที่ต้องเปิดเหล้าไหนี้เสียที
ภายในห้องนอนของซู่เป่า
เด็กน้อยดูเหมือนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เธอสะดุ้งลืมตาขึ้นพลางพึมพำ “มีอะไรอร่อย ๆ กินหรือเปล่านะ?”
ซู่เป่าลุกขึ้นด้วยความรวดเร็ว อุ้มตุ๊กตากระต่ายวิ่งเท้าเปล่าออกไป มองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัย
‘เมื่อครู่เธอฝัน… ฝันว่าแม่กับลุงใหญ่กำลังแอบทานของอร่อยกันอยู่บนหลังคา’
‘ไม่ได้การแล้ว! จะแอบกินของอร่อยลับหลังเธอไม่ได้เด็ดขาด เธอต้องไปร่วมวงด้วย!’
เด็กน้อยตัวจ้อยจึงเดินเท้าเปล่า ย่องขึ้นชั้นบนไปอย่างเงียบเชียบ…
ขณะเดียวกันภายในห้องของซูอีเฉิน
ชายหนุ่มกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาปัดผ่านใบหน้าจนรู้สึกคันยิบ ๆ
เขาขมวดคิ้วแน่นก่อนพยายามลืมตาขึ้น
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับเป็นวิญญาณหญิงสาวตนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงหัวเตียง เส้นผมสีดำยาวสลวยทิ้งตัวลงมาปกคลุมใบหน้าจนมิด เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มรู้สึกตัว เธอก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้นพร้อมเค้นเสียงยานคาง “พี่… ชาย… พี่ชาย… ตื่นมาดื่มเหล้ากันเถอะ…”
ซูอีเฉินที่เพิ่งตื่นสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ “!!!”
แต่ปฏิกิริยาตอบสนองต่อผีของเขานั้นพิเศษกว่าคนทั่วไป ชายหนุ่มวาดวงสวิงยกหมัดขึ้นมาชกสวนออกไปเต็มแรงด้วยสัญชาตญาณ
เสียงดังปึง! ส่งร่างของซูจิ่นอวี้ลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับผนังห้อง จนร่างติดหนึบเป็นสติกเกอร์ชนิดที่ว่าแกะอย่างไรก็แกะไม่ออก!
“???”
“…”
แย่แล้ว… พลาดอย่างแรง! ยังดีที่สถานะผีทำให้เธอไม่รู้สึกเจ็บ ไม่อย่างนั้นหมัดทรงพลังนี้คงทำให้เธอเจ็บจนไส้แตกไปแล้ว!