ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 277 สถานีที่สองของการกล่าวลา พี่ชายคนโตและพี่ชายคนรอง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 277 สถานีที่สองของการกล่าวลา พี่ชายคนโตและพี่ชายคนรอง
ซูจิ่นอวี้แปะติดอยู่กับกำแพงพลางเอ่ยออกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก “พี่ใหญ่ นี่ฉันเองนะ!”
ใบหน้าของซูอีเฉินแข็งทื่อไปในฉับพลันด้วยความตกตะลึง… น้ำเสียงอันคุ้นเคยนั้นกระแทกเข้ากลางหัวใจเขาอย่างจัง
“จิ่นอวี้… งั้นเหรอ?!” เขารีบถลาลงจากเตียงด้วยท่าทีร้อนรน สองมือพยายามจะแกะร่างของน้องสาวออกจากผนังห้อง
ทว่ากลับต้องชะงักค้างด้วยความกลัวว่าจะทำให้เธอเจ็บ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเลิ่กลั่กสับสน “ยัยหนูคนนี้ ทำไมถึงได้ซนขนาดนี้นะ! แล้ว… แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ?”
ซูอีเฉินรู้สึกเสียใจ ยามตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดเมื่อครู่ เขาตกใจเสียจนจำไม่ได้ว่าผีสาวตรงหน้าคือแก้วตาดวงใจของบ้านตระกูลซู
‘หมัดที่ซัดออกไปเต็มแรงนั่น… เธอจะเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ?’
น้องสาวของเขาเป็นคนกลัวความเจ็บปวดที่สุดในโลก แค่ต้องเจาะเข็มน้ำเกลือเพียงนิดเดียวก็ร้องโวยวายบ้านแตกได้เป็นชั่วโมงแล้ว
“พี่… ช่วยดึงฉันลงมาก่อนสิคะ…” ซูจิ่นอวี้ยื่นมือออกมาหา
เธอนึกขำในใจ ‘มันช่างน่ามหัศจรรย์จริง ๆ ที่ร่างผีสามารถแปะติดผนังได้แบบนี้ ฮ่า ๆ ๆ สนุกชะมัดเลย!’
ซูอีเฉินเห็นน้องสาวยังมีหน้ามาหัวเราะร่า จึงเอ่ยออกมาด้วยความจนใจ “ยังจะมาหัวเราะอีกนะเรา”
เขาประคองมือของซูจิ่นอวี้ไว้แล้วค่อย ๆ ลอกร่างเธอออกมาจากกำแพงอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกนี้ประหลาดพิกล เหมือนเขากำลังแกะแผ่นวอลเปเปอร์ออกจากผนังไม่มีผิด
ซูจิ่นอวี้สะบัดหัวเบา ๆ ร่างกายของเธอกลับคืนสู่สภาพเดิม ก่อนเอ่ยถามด้วยท่าทีตื่นเต้น “พี่ใหญ่ เอาอีกรอบไหมคะ?”
“…”
ซูจิ่นอวี้ยิ้มคิกคัก แต่ลึก ๆ กลับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอหวาดกลัวว่าพี่ใหญ่จะเป็นเหมือนพี่สี่ ที่จมอยู่กับความโศกเศร้าจนอยากจะร้องไห้แต่กลับต้องฝืนสะกดกลั้นเอาไว้
‘ความรู้สึกแบบนั้นมันคงทุกข์ใจมากสินะ…’
เธอก็เศร้าไม่แพ้กัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข และอยากโบกมือบอกลากันด้วยรอยยิ้มมากกว่า
หลังจากที่ซูจิ่นอวี้ เข้ามาป่วนจนบรรยากาศเปลี่ยนไป ความหนักอึ้งในใจของซูอีเฉินก็เบาบางลงได้จริง ๆ เขาจึงถามขึ้นว่า “ทำไมถึงมาที่นี่กะทันหันล่ะ”
ซูจิ่นอวี้ตอบกลับ “ก็วันนี้คืนกลางเดือนเจ็ด เทศกาลผีไงคะ! ช่วงนี้เห็นผีง่ายจะตาย พี่ไม่รู้เหรอ?”
วันที่สิบสี่เดือนเจ็ด ประตูนรกเปิดออก…
ในช่วงเวลานี้ วิญญาณที่มีแรงอาฆาตมักปรากฏกายออกมาหาตัวตายตัวแทน หรือไม่ก็ออกมาสร้างความวุ่นวายบนโลกมนุษย์ หรือเพียงแค่ต้องการกลับมาสัมผัสกลิ่นอายชีวิตที่พวกเขาไม่ได้พบเจอมาเนิ่นนาน
ซึ่งเธอก็อาจจะเป็นอย่างหลัง…
“พี่ใหญ่ ทำไมเห็นฉันแล้วพี่ไม่แปลกใจเลยสักนิดล่ะคะ?” ซูจิ่นอวี้ยิ้มร่า
ซูอีเฉินทอดสายตามองน้องสาวพลางเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล “พี่รู้เรื่องนี้มานานแล้วล่ะ”
แค่ไม่คิดว่าจะได้หวนกลับมาพบกันในสภาพนี้เท่านั้นเอง…
ซูจิ่นอวี้เข้าใจในทันที เธอจูงมือซูอีเฉินลอยออกไปข้างนอก “พี่ใหญ่ ไปกันเถอะค่ะ เราไปนั่งดื่มเหล้าดูดาวบนดาดฟ้ากัน!”
ซูอีเฉินจ้องมองเธอไม่วางตาแล้วจึงพยักหน้าตอบรับ ก่อนได้ยินน้องสาวพูดต่อว่า “ฉันจะไปเรียกพี่รองด้วย!”
“แล้วก็พี่ห้า… อ้อ จริงด้วย คืนนี้พี่เล็กมีเวรฉุกเฉินใช่ไหมคะ งั้นตามพี่เล็กมาด้วยนะ”
ซูอีเฉินปล่อยมือเธอแล้วบอกว่า “ไปเถอะ”
ซูจิ่นอวี้ ตื่นเต้นกระปรี้กระเปร่าลอยมุ่งหน้าไปยังห้องของซูจื่อหลิน
‘พี่รองคนนี้เป็นคนเงียบขรึม ไม่ชอบพูดจา ในทุกวันมักปั้นหน้านิ่งเรียบเฉยราวกับโอ่งปิดฝาสนิท’
‘ไม่รู้เหมือนกันว่าหากเขาเห็นเธอแล้ว จะหลุดมาดตกใจหรือเปล่านะ?’
ห้องซูจื่อหลิน
ขณะซูจื่อหลินกำลังจมอยู่ในนิทราอันแสนสงบ ทว่าจู่ ๆ กลับรู้สึกคันยิบบนใบหน้าจนต้องขมวดคิ้วมุ่น พลางปรือตาขึ้นมองฝ่าความมืด
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือดวงหน้าของวิญญาณสาวตนหนึ่งจดจ้องเขาอยู่ตรงหัวเตียง ร่างนั้นโน้มกายลงมาใกล้เสียจนแทบชิดติดลมหายใจ
“…”
‘แปลกแฮะ… ขอมองให้ชัดอีกสักทีซิ’
เขานิ่งจ้องสบตากับซูจิ่นอวี้อยู่นานแสนนาน ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ จนยากจะคาดเดาความรู้สึก แต่จู่ ๆ ชายหนุ่มกลับเลือกหลับตาลงแล้วหันไปนอนต่อเสียอย่างนั้น!
“?” ซูจิ่นอวี้ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความงุนงง นี่พี่รองเป็นอะไรไปเนี่ย!
เธอไม่ยอมแพ้ รีบดัดเสียงแหลมเล็กเลียนแบบผีสาวเขย่าขวัญตะโกนกรอกหู “ซูจื่อหลิน~ ซูจื่อหลินนน~”
ซูจื่อหลินลืมตาขึ้นมาอีกรอบด้วยท่าทางมึนงง เขาจ้องมองซูจิ่นอวี้เขม็งราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า
แต่… พี่รองกลับเพียงแค่พลิกตัวหนี แล้วหลับต่อเสียอย่างนั้น!
“…”
ซูอีเฉินซึ่งยืนกอดอกพิงประตูอยู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพลันอดยิ้มมุมปากไม่ได้
ซูจิ่นอวี้จึงหันไปถามพี่ชายคนโตอย่างอัดอั้น “พี่ใหญ่คะ พี่รองเป็นอะไรไปเนี่ย?”
“ไปถามเจ้าตัวเขาเองสิ” ซูอีเฉินเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงบอกใบ้
เมื่อได้ยินดังนั้นซูจิ่นอวี้จึงลอยอ้อมไปยังอีกฝากหนึ่ง เธอทิ้งตัวลงนอนทาบบนขอบเตียงแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง “พี่รอง! ตื่นได้แล้วค่ะ!”
ซูจื่อหลิน สะดุ้งลืมตาขึ้นทันควัน
น้ำเสียงเรียกขานอันคุ้นเคยนี้มัน…
“จิ่นอวี้?!”
เขารีบยันกายลุกขึ้นนั่ง จ้องมองภาพตรงหน้านิ่งค้างอยู่ครู่ใหญ่ “จิ่นอวี้… เมื่อกี้พี่ฝันไปแน่ ๆ ฝันว่ามีผีผู้หญิงมายืนจ้องอยู่ตรงหัวเตียง”
ทันใดนั้นเขากลับฉุกใจคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ม่านตาพลันหดเล็กขยับมองซ้ำอีกหน “จิ่นอวี้?!”
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เขาเห็นน้องสาวแล้วงั้นหรือ? แล้วผีผู้หญิงที่เห็นเมื่อครู่ก็คือเธออย่างนั้นใช่ไหม??’
“…”
ให้ตายเถอะ ปฏิกิริยาตอบโต้เชื่องช้าขนาดนี้… เธอเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าทำไมหานหานกับซูจื่อซีถึงได้เป็นพวกดีเลย์นัก!
คุณปู่ตระกูลซูเดิมทีก็เป็นคนประสาทสัมผัสหยาบอยู่แล้ว มักเข้าไม่ถึงความหมายแฝงในคำพูดของคุณย่าเสมอ ต่อให้ถูกกวนใจตอนนอนก็ยังสามารถพลิกตัวหลับต่อได้หน้าตาเฉย
ปรากฏว่าพี่รองของเธอก็ได้รับสืบทอดพันธุกรรมนี้มาเต็ม ๆ ด้วยบัฟจาก [คุณปู่ + คุณพ่อ] นี่เอง
ส่งผลให้ซูจื่อซีกับหานหานมีปฏิกิริยาตอบสนองล่าช้า
ชนิดที่ว่าวิ่งวนรอบโลกได้สามรอบแล้วเพิ่งจะรู้สึกตัว…
ซูจื่อหลินกลัวเหลือเกินว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน เขาจึงหันไปมองซูอีเฉินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ด้วยความงุนงงพลางเอ่ยถามเสียงตะกุกตะกัก “พี่… พี่ใหญ่ จิ่นอวี้ เธอ…”
“นายไม่ได้ฝันไปหรอก” ซูอีเฉินยืนยันหนักแน่น
ซูจื่อหลินเงียบงันไปในทันที ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น สองมือกุมมือของซูจิ่นอวี้ไว้ไม่ยอมปล่อย…
‘น้องสาว… น้องสาวคนเก่งกลับมาหาเขาแล้ว’
ขอบตาของชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเฉยชาเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ หยาดน้ำตาที่เหือดแห้งไปนานนับปีเอ่อคลอออกมาอย่างเงียบงัน