ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 278 เพียงพี่ชายคนเล็กเท่านั้นที่เข้าใจ และอยู่เล่นกับเธอ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 278 เพียงพี่ชายคนเล็กเท่านั้นที่เข้าใจ และอยู่เล่นกับเธอ
บทที่ 278 เพียงพี่ชายคนเล็กเท่านั้นที่เข้าใจ และอยู่เล่นกับเธอ
เมื่อเห็นซูจื่อหลินนิ่งเงียบไม่ยอมปริปาก ซูจิ่นอวี้จึงลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
พี่ชายคนรองของเธอเป็นคนเก็บงำความรู้สึกเก่งเสมอมา ต่อให้ภายในใจจะมีเรื่องราวอยากบอกเล่ามากมายเพียงใด สุดท้ายเขาก็มักจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความเงียบงัน
“พี่สี่เตรียมเหล้าดี ๆ ไว้รอแล้ว พวกเราไปรวมตัวกันบนดาดฟ้าเถอะค่ะ!” เธอแสร้งทำเป็นร่าเริงพลางเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวฉันจะไปเรียกพี่ห้ากับพี่เล็กเอง!”
ซูจิ่นอวี้พูดด้วยใบหน้าตื่นเต้นราวกับรอไม่ไหวแล้ว ก่อนลอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ซูจื่อหลินมองตามแผ่นหลังของเธอไปเงียบ ๆ
‘เขารู้จักน้องสาวคนนี้ดีที่สุด… เธอทำเพียงแสร้งว่าสบายดีเพื่อไม่ให้ใครต้องเป็นห่วงเท่านั้นเอง’
ซูอีเฉินมองน้องชายแวบหนึ่งก่อนเอ่ย “ไปกันเถอะ”
ซูจื่อหลินลุกขึ้นพลางพึมพำ “ฉันขอเฝ้าดูเธออีกสักหน่อย”
แล้วทั้งสองคนก็เดินตามหลังซูจิ่นอวี้ ไปจนถึงห้องของซูอิงเอ๋อร์
ยามนี้ซูอิงเอ๋อร์กำลังหลับสนิท มือทั้งสองหนุนใต้ศีรษะ ขาข้างหนึ่งชันขึ้น บางครั้งก็ขยับเอียงไปมาอย่างคนนอนดิ้น
ซูจิ่นอวี้กลั้นหัวเราะจนตัวสั่น ก่อนตะโกนเรียกเสียงดังลั่น “ซูอิงเอ๋อร์!”
สิ้นเสียงเธอก็รีบย่อตัวลงหลบข้างเตียงทันที
ซูอิงเอ๋อร์สะดุ้งลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง ใครกันที่เรียกชื่อเขา?
เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วไม่พบใคร ชายหนุ่มจึงคิดว่าตัวเองคงเพียงแค่ฝันไป
ทว่าในวินาทีนั้น กลับมีเสียงเสียดสีดังมาจากใต้เตียง ด้วยสัญชาตญาณเขาจึงก้มลงมอง…
มือขาวซีดข้างหนึ่งพลันเอื้อมขึ้นมาคว้าขอบเตียง ตามด้วยหญิงสาวผมยาวปรกหน้าส่งเสียงครางฮือคลานออกมาจากใต้เตียงอย่างช้า ๆ ผมของเธอปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเพียงดวงตาข้างเดียวจดจ้องเขม็งมายังเขาไม่วางตา
“เฮ้ยยยยย!” เขากระโดดผึงออกจากเตียงเหมือนโดนไฟช็อต ถอยกรูดไปจนของบนโต๊ะข้างเตียงร่วงหล่นโครมคราม
ซูจิ่นอวี้ปีนขึ้นไปบนเตียงพลางหัวเราะคิกคัก เธอคลานเข้าหาเขาพร้อมยื่นมือออกไป “พี่ห้า… พี่ห้าจ๋า… ไปดื่มเหล้ากันเถอะ!”
“!!!!” ซูอิงเอ๋อร์กำลังจะวิ่งหนี แต่แล้วกลับชะงักค้างทึ่ง “จิ่นอวี้?!”
ซูจิ่นอวี้ทำปากยื่นแล้วสะบัดผมบ่นพึมพำ “ไม่สนุกเลย พวกพี่จำฉันได้หมดเลย อุตส่าห์ได้ลองเป็นผีมาหลอกคนครั้งแรกแท้ ๆ แต่ไม่มีใครกลัวฉันเลยสักคน”
“ไม่มีโอกาสให้ฉันได้ไล่กวดพวกพี่จนวิ่งหนีไปไกลสามลี้เลยสักนิด”
ซูอีเฉินซึ่งยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ หน้าประตูถึงกับพูดไม่ออก
ซูอิงเอ๋อร์อ้าปากค้าง ก่อนรีบเสนอตัวแก้ตัวพัลวัน “น้องรัก เอาใหม่อีกทีไหมล่ะ? คราวนี้พี่ห้าให้สัญญาเลยว่าจะวิ่งหนีไปไกลสุดชีวิตตามที่น้องต้องการเลยจริง ๆ นะ!”
ซูจิ่นอวี้หัวเราะคิกคักแล้วลอยเข้าไปคล้องคอซูอิงเอ๋อร์แล้วฉีกยิ้มแป้น “ไม่เล่นแล้วค่ะ เดี๋ยวพี่สี่จะรอนาน พวกเราขึ้นไปรวมตัวกันบนดาดฟ้าเถอะ!”
ซูอิงเอ๋อร์จ้องมองน้องสาวไม่กะพริบตา ในใจพลันคิดว่าซูจิ่นอวี้จากไปแล้ว…
นี่เขาคงกำลังฝันอยู่ใช่ไหม? หากเป็นความฝัน ก็ขอให้เขานอนต่ออีกสักนิด อย่าเพิ่งตื่นตอนนี้เลย…
ซูจิ่นอวี้เห็นเขาเหม่อลอยจึงโบกมือหยอย ๆ “พี่ห้า เหม่ออะไรอยู่คะ! รีบตามมาเร็วเข้า ฉันไปเรียกพี่เล็กก่อนนะ!”
พูดจบเธอก็ลอยละล่องมุ่งหน้าไปยังห้องของซูอี้เชินอย่างรวดเร็ว
ซูอิงเอ๋อร์มองตามน้องสาวตาปริบ ๆ ก่อนรีบวิ่งตามออกไป เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าพี่ใหญ่และพี่รองยืนอยู่หน้าประตูด้วยจึงรีบถาม “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่เห็นจิ่นอวี้เหมือนผมใช่ไหม?”
ซูอีเฉินพยักหน้ารับ ส่วนซูจื่อหลินยังคงนิ่งเงียบ
พี่ใหญ่รีบห้ามคนทั้งคู่ที่กำลังจะตามไปพลางสั่งการ “จื่อหลิน ไปเตรียมของโปรดที่น้องสาวชอบกินมา”
ซูอิงเอ๋อร์นึกขึ้นได้ “พี่สี่เก็บเหล้าไว้ไหหนึ่ง คราวก่อนผมแอบจิบไปสองอึก… เดี๋ยวผมไปหาพี่สี่เอง!”
เพื่อไม่ให้พี่สี่จับได้ เขาจึงซ่อนเหล้าไหเดิมไว้ปนกับไหอื่น ตอนนี้พี่สี่คงกำลังหัวเสียเป็นฟืนเป็นไฟอยู่แน่ ๆ
ภายในห้องของซูอี้เชิน
ขณะเขากำลังหลับใหล จู่ ๆ กลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง เมื่อลืมตาขึ้นก็พบร่างผีสาวในชุดขาวผมยาวปรกหน้าลอยอยู่เหนือร่างกาย
เมื่อเห็นว่าเขาตื่นแล้ว ผีสาวก็หัวเราะคิกคักเอ่ยเสียงเศร้าสร้อย “ใน~ที่สุด~เธอก็~ตื่น~ ฉันรอเธอมานานแล้ว…”
ม่านตาของซูอี้เชินหดเล็กลงด้วยความตื่นตระหนก!
เขามองเห็นผีสาวเหยียดแขนตรง เล็บสีแดงสดพุ่งจู่โจมเข้ามายังลำคอของเขา
“พี่เล็ก… ลงมาอยู่เป็นเพื่อนฉันสิ… ฮิ ๆ ฉันอยู่ข้างล่างคนเดียวมันเหงาจะตายอยู่แล้ว…”
ซูอี้เชินเริ่มได้สติ แม้จะไม่เห็นใบหน้าใต้เส้นผมนั้น แต่เขาก็จำน้ำเสียงนี้ได้ทันที
‘นี่คือน้องสาวของเขา ซูจิ่นอวี้’
แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงมองเห็นเธอได้ในตอนนี้ แต่ดูจากท่าทางขี้เล่นนั่นแล้ว เธอคงกำลังสนุกกับการแกล้งผีหลอกคนอยู่แน่ ๆ…
ซูอี้เชินจึงตัดสินใจร่วมสนุกด้วยการแผดเสียงร้องโวยวาย แกล้งทำเป็นตกเตียงแล้วพรวดพราดวิ่งออกไปนอกห้อง
“ผี! ผีหลอก! ช่วยด้วยยย!”
ซูจิ่นอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ‘เอ๊ะ? พี่เล็กกลัวจนวิ่งหนีจริง ๆ เหรอเนี่ย!’
เธอรีบตามไปอย่างตื่นเต้นพลางเปล่งเสียงหัวเราะ “ฮ่อ ฮ่อ ฮ่อ” ข่มขวัญไล่หลัง
ซูอีเฉินกำลังเดินไปตามน้องชายคนเล็กพอดี ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกพร้อมร่างซูอี้เชินที่วิ่งหน้าตั้งออกมา “ช่วยด้วย! มีผี!”
ซูจิ่นอวี้ลอยตามมาติด ๆ พร้อมกลั้นขำ “ฉันตายอย่างทรมานเหลือเกิน… ข้างล่างนั้นมันหนาวเหน็บและอ้างว้าง… พี่ชายมาอยู่เป็นเพื่อนฉันเถอะนะ…”
“อ๊ากกกก!”
ซูอีเฉินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบยกมือขึ้นบีบสันจมูกตัวเองด้วยความปวดหัว จึงก้าวเท้าเข้าไปขวางซูจิ่นอวี้เอาไว้ “พอได้แล้ว อย่าเล่นซนจนคุณแม่ตื่นขึ้นมาล่ะ”
จากนั้นเขาจึงหันไปเอ่ยสมทบให้เข้ากับบรรยากาศการไล่ผี “เจ้าแปด… กลับมาเถอะ นั่นน่ะ จิ่นอวี้เอง”
ซูอี้เชินจึงยอมหยุดวิ่งหนีแล้วยืนหอบหายใจแฮกด้วยความเหนื่อยล้า “พี่… มีผีจริง ๆ นะพี่ใหญ่!”
ซูจิ่นอวี้หัวเราะร่าพร้อมกับปัดผมที่ปิดหน้าออก “พี่เล็ก ฉันเองค่ะ!”
เธอโผเข้ากอดไหล่พี่ใหญ่ก่อนหัวเราะอย่างมีความสุข “พี่ใหญ่เห็นไหมคะ? ในที่สุดฉันก็หลอกคนจนวิ่งหนีไปได้ไกลถึงสามลี้แล้ว!”
ซูอี้เชินมองดูซูจิ่นอวี้ที่กำลังหัวเราะร่า ในดวงตาของเขาฉายแววเอ็นดูและสงสารน้องสาว ทว่ายังคงรักษาบทบาทด้วยการอ้าปากค้างแสร้งทำท่าตกใจ “นี่น้องเองเหรอ?!”
ซูจิ่นอวี้ตอบกลับทันควัน “ใช่แล้ว ฉันเองค่ะ!”
เมื่อความจริงเฉลย ซูอี้เชินจึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นเหนื่อยหน่ายในทันที
ขณะนั้นซูอิงเอ๋อร์และซูโล่วเดินออกมาจากห้องเก็บเหล้า พี่ชายคนที่ห้าอุ้มไหเหล้ามาแนบอก โดยมีซูโล่วเดินตามต่อว่าไม่หยุดปาก “แกนี่มันน่านักนะซูอิงเอ๋อร์ เหล้าที่ฉันอุตส่าห์ซ่อนไว้ แกยังกล้าแอบไปจิบตั้งสองอึก!”
“โธ่ แค่อึกเดียวเอง ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้!” ซูอิงเอ๋อร์หัวเราะแหะ ๆ
ซูโล่วส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอพลางถือจานถั่วลิสง ขนมขบเคี้ยว และเค้กชิ้นเล็ก ๆ ตามมา
ซูจิ่นอวี้เกาะราวบันไดพลางโบกมือหยอย ๆ “พี่สี่ มีกุ้งรสไก่งวงไหมคะ? ฉันอยากกินอันนั้น!”
ซูโล่วเงยหน้าขึ้นมอง เห็นน้องสาวโบกมือให้เขาจากชั้นบนเหมือนสมัยตอนเธอยังเป็นเด็กไม่มีผิด
ภาพจำในอดีตผุดขึ้นมา… ตอนเธอยังเล็ก เธอมักชอบเกาะราวบันไดแล้วมุดหัวลอดออกมานอกซี่กรง จนคุณพ่อคุณแม่ตกใจแทบสิ้นสติ ถึงขั้นต้องตามช่างมาปรับช่องว่างราวบันไดให้แคบลงในคืนนั้นเพื่อความปลอดภัย
แม้ตอนนี้เธอจะโตขึ้นและอยู่ในฐานะดวงวิญญาณ แต่ท่าทางเหล่านั้นยังคงดูเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยคนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย
ดวงตาของซูโล่วหม่นแสงลงเล็กน้อย เขาขานรับด้วยเสียงนุ่มนวล “ต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว”
เมื่อได้รับคำยืนยัน ซูจิ่นอวี้ก็ยิ้มพอใจแล้วรีบร้อนลอยนำขึ้นไปยังดาดฟ้า
เธอร่อนไปมารอบกายพี่ชายทั้งหลายพลางเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก เดี๋ยวก็บอกว่าอยากดื่มเหล้าให้เมามายไปเลย แล้วจู่ ๆ ก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่าผีจะเมาได้เหมือนคนไหม?
เงียบไปได้ไม่เท่าไร เธอก็เริ่มเปิดฉากซักถามต่อ “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ฉันล่ะ? พี่สี่ พี่สะใภ้ฉันล่ะ? พี่เล็ก พี่สะใภ้ของฉันอยู่ไหนกันหมดเนี่ย?”
พี่น้องตระกูลซูได้แต่มองตามเธอด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก ทว่าการรวมตัวพร้อมหน้าอย่างกะทันหันในยามนี้ กลับทำให้ใจของพวกเขาปวดร้าวโดยไม่อาจขัดขืนได้
อาคารหลักของตระกูลซูสูงห้าชั้น ปกติทุกคนพักอาศัยอยู่ชั้นสอง ชั้นสามเป็นพื้นที่ของห้องสมุดและห้องรับแขก ชั้นสี่จัดเป็นห้องจัดแสดงของโบราณของคุณปู่ รวมถึงมีโต๊ะพูลและโรงภาพยนตร์ในบ้าน
ส่วนชั้นห้าแบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็นห้องกระจกและระเบียง อีกครึ่งหนึ่งเป็นยอดแหลมรูปหอคอยส่วนบนสุดของบ้านทรงวงแหวน ซึ่งเชื่อมต่อไปยังหลังคาของห้องกระจก
ดาดฟ้าที่ซูจิ่นอวี้อยากไปไม่ใช่แค่ระเบียงกว้างธรรมดา แต่เป็นการปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคาห้องกระจก ตอนเด็ก ๆ เธอมักถูก คุณแม่ ดุด่าอยู่เสมอว่าระเบียงก็ออกจะกว้างขวาง เหตุใดถึงยังดื้อซนเป็นลิงปีนขึ้นไปบนหลังคาให้ได้
มองดูสถานการณ์ในตอนนี้ พี่น้องทุกคนต่างรู้สึกหดหู่และขมขื่นลึก ๆ ในใจ
“ฉันขึ้นไปก่อนนะ” ซูอิงเอ๋อร์เอ่ยขึ้น
ขณะที่ทุกคนกำลังเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน ทันใดนั้น เงาร่างเล็ก ๆ กลับปรากฏขึ้นตรงปลายบันไดอย่างเงียบกริบ เธออุ้มสิ่งของลักษณะกลม ๆ ไว้ในอ้อมแขน เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง
“แม่… คุณแม่ขา…”
พี่ชายทั้งหลายถึงกับตัวแข็งทื่อ “!!!”
ท่ามกลางความเงียบงันของราตรี เด็กน้อยอุ้มของกลม ๆ ยืนเรียกหาแม่ด้วยเสียงแผ่วเบา
เหล่าพี่ชายพากันอกสั่นขวัญแขวนจนแทบสัมผัสได้ถึงไอมรณะพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง!