ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 279 แม่... หนูแอบมาเล่นด้วยไม่ได้เหรอคะ?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 279 แม่... หนูแอบมาเล่นด้วยไม่ได้เหรอคะ?
ซูอิงเอ๋อร์ปีนบันไดขึ้นไปด้วยความกระฉับกระเฉง ทว่าพอเงยหน้าขึ้นกลับเห็นเท้าเล็ก ๆ คู่หนึ่งปรากฏสู่สายตาเป็นอันดับแรก ครั้นชะเง้อหน้ามองสูงขึ้นไปอีกนิด ก็พบเด็กน้อยผมยาวรุงรังคนหนึ่งยืนจดจ้องอยู่
“แม่เจ้าช่วย!” ลุงห้าถึงกับเข่าอ่อน ร่วงหล่นจากบันไดลงมาทันควัน
ชายหนุ่มลูกตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ในจังหวะนั้นเอง ซูโล่วกลับมีปฏิกิริยาว่องไวอย่างเหลือเชื่อ
เขาพุ่งตัวเข้าไป… เพื่อคว้าโถเหล้าที่กำลังจะหลุดจากมือซูอิงเอ๋อร์เอาไว้ได้ทันท่วงที!
ความโล่งใจเพิ่งฉายชัดบนใบหน้าของซูอิงเอ๋อร์ พลันแข็งทื่อเป็นหิน เมื่อร่างของเขาหล่นวูบลงกระแทกพื้นระเบียงดัง ตึง! จนตัวสั่นสะเทือน
“เฮ้อ… ค่อยยังชั่ว รับไว้ได้ทันเฉียดฉิวพอดี”ซูโล่วพ่นลมหายใจออกมาพลางลูบไหเหล้าในอ้อมแขนเบา ๆ
“…”
‘ไอ้พี่ชายใจดำ! ในสายตาแกนี่โถเหล้ามันมีค่ากว่าชีวิต น้องชายแท้ ๆ ที่นอนจุกจนหน้าเขียวอยู่นี่หรือไงกัน!’
ซูอีเฉินเห็นร่างเล็ก ๆ นั่งอยู่บนหลังคาจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ซู่เป่า?”
ซูจิ่นอวี้เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ‘ลูกสาวควรจะหลับไปแล้วไม่ใช่หรือ? เธออุตส่าห์มั่นใจว่าเมื่อครู่นี้ได้กล่อมเธอจนเข้าสู่นิทราไปแล้วแท้ ๆ!’
ดวงวิญญาณสาวลอยเข้าไปหาลูกน้อยด้วยความตื่นเต้นพลางถามไถ่ “หนูขึ้นมาได้อย่างไรคะ? ปีนมาทางไหน? มีตรงไหนกระแทกหรือเจ็บหรือเปล่าลูก?”
ซู่เป่าส่ายหัวก่อนจะเล่าเสียงใส “หนูฝันว่าคุณลุงกับคุณแม่แอบกินขนมอร่อย ๆ กันค่ะ หนูเลยตามขึ้นมา”
ทว่าพอปีนขึ้นมาถึงกลับไม่พบใคร เด็กน้อยนึกว่าทุกคนคงแอบกินกันจนเสร็จแล้วเสียอีก แต่ขณะกำลังจะปีนกลับลงไป เธอก็ได้ยินเสียงของคุณลุงห้าดังขึ้นมาพอดี
ซูอีเฉินปีนตามขึ้นมาเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวหลานสาว เขาอุ้มซู่เป่าไว้ในอ้อมแขนแล้วตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก “คราวหน้าห้ามปีนขึ้นมาคนเดียวแบบนี้อีกนะ รู้ไหม?”
ซูอี้เชินตามขึ้นมาติด ๆ “เด็กคนนี้… ถ้าตกลงไปจะทำอย่างไรเนี่ย? นี่มันชั้นห้าเลยนะ!”
ซูโล่วถือเหล้าตามมาพร้อมกับแค่นเสียงในลำคอ “ใจกล้าชะมัด เหมือนแม่เธอตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิด”
ซูจื่อหลินยืนหน้านิ่งขรึม เขาสังเกตว่ารอบหลังคาห้องกระจกมีราวกั้นนูนออกมาเพียงเล็กน้อย สูงแค่ระดับอกของซู่เป่าเท่านั้น
หากเด็กน้อยนึกสนุกเกาะราวแล้วกระดิกขาเล่นเพียงนิดเดียวก็อาจพลัดตกลงไปได้…
‘ช่างเป็นภาพที่น่าหวาดเสียวจริง ๆ’
เขาตัดสินใจในใจว่าพรุ่งนี้จะเปลี่ยนบันไดชั่วคราวนี้เป็นแบบพับเก็บได้ ซึ่งต้องเป็นผู้ใหญ่เท่านั้นที่ดึงลงมาใช้งานได้ ปกติจะพับเก็บไว้เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอีก
ขณะทุกคนมัวแต่รุมล้อมเป็นห่วงซู่เป่า มีเพียงซูอิงเอ๋อร์เท่านั้นที่ยังคงนอนแผ่อยู่บนพื้นระเบียง
“เฮ้ย พวกนายไม่ห่วงฉันบ้างเลยเหรอ?”
ซูโล่วชำเลืองมองน้องชายแวบหนึ่ง “หนังหนาเนื้อเหนียวขนาดนี้ จะต้องห่วงอะไร?”
เมื่อครู่นี้ ซูอิงเอ๋อร์เพิ่งปีนขึ้นไปได้เพียงสองขั้น ความสูงก็พอ ๆ กับการตกเก้าอี้ลงมาเท่านั้นเอง เห็นเขายังตะโกนโวยวายเสียงดังขนาดนี้ได้ ก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง และไม่จำเป็นต้องมีคนช่วยพยุงเลยสักนิด
“……” ซูอิงเอ๋อร์ลูบจมูกตัวเองแก้เก้อแล้วลุกขึ้นยืน บ่นพึมพำกับตัวเองว่า “น้องชายมันก็ไร้ค่าอย่างนี้แหละ!”
ชายหนุ่มสะบัดก้นและลูบผมให้เข้าทรง ก่อนปีนขึ้นไปนั่งข้าง ๆ ซู่เป่าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
หลังคาห้องกระจกเป็นกระจกนิรภัยทั้งหลัง ชนิดกันกระสุนกันระเบิด เมื่อกลุ่มคนนั่งลงจึงดูราวกับกำลังลอยละล่องอยู่กลางอากาศ มองขึ้นไปบนสรวงสวรรค์จะเห็นพระจันทร์ทอแสงสว่างนวลตา ท่ามกลางหมู่ดาวประปรายบนท้องฟ้าสีครามสะอาดตาและสงบนิ่ง
“อา… นานมากแล้วที่ไม่ได้ดูพระจันทร์แบบนี้”
ซูจิ่นอวี้เอนกายลงนอนแผ่ไปบนพื้นกระจกพลางมองดูดวงจันทร์ มุมปากระบายยิ้มบาง ๆ อย่างมีความสุข
ซู่เป่านอนลงตามแม่ เธอวางตุ๊กตากระต่ายไว้ข้างกาย จัดแจงกางแขนขาและหูของมันออกก่อนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นอนราบ นอนราบ!”
ซูจิ่นอวี้หลุดหัวเราะพรืด “ใครสอนคำว่านอนราบให้หนูเนี่ย?”
ซู่เป่าขยับตัวเข้าไปซุกอกผู้เป็นแม่แล้วตอบเสียงหวาน “พ่อสอนไงคะ!”
ซูจิ่นอวี้หัวเราะเยาะในใจ ‘ช่างสอนอะไรกันเนี่ย!’
ซูอีเฉินเริ่มจัดแจงสร้าง ‘แท่นบูชาเล็ก ๆ’ ขึ้นด้านข้าง เขาวางขนมที่ซูจิ่นอวี้อยากทาน ทั้งมันฝรั่งทอดรสกุ้ง ขนมขบเคี้ยวอื่น ๆ และเค้กชิ้นเล็ก ก่อนรินเหล้าใส่แก้วจนเต็ม จากนั้นเขาก็ทำการจุดธูปสามดอก
ซูจิ่นอวี้ได้กลิ่นเหล้าหอมหวนก็รีบลุกขึ้นมาทันที “ว้าว เหล้าอะไรคะเนี่ย ทำไมถึงหอมขนาดนี้?!”
ซูโล่วเอ่ยขึ้น “คราวก่อนตอนไปถ่ายหนัง เอากลับมาจากต้าเหยียนโกวเฉิง เป็นเหล้าหมักกุหลาบองุ่นน่ะ”
เขามองดูซูจิ่นอวี้ซึ่งกำลังชะโงกหน้าเข้าไปใกล้แก้วเหล้าด้วยความอยากรู้
ชายหนุ่มรินเหล้าใส่แก้วของตัวเองแล้วจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนบรรยายช้า ๆ “นี่เป็นเหล้าที่ย่าของเจ้าของโฮมสเตย์ในเมืองโบราณหมักเองกับมือ ไม่เหมือนที่อื่นที่เอาเหล้าขาวไปแช่ดอกไม้ แต่ท่านใช้วิธีโบราณในการหมัก หมักโดยตรงจากดอกกุหลาบกับองุ่น ถึงได้เป็นเหล้าหมักกุหลาบองุ่นรสเลิศแบบนี้”
ซูจิ่นอวี้สูดกลิ่นหอมหวลอย่างเคลิบเคลิ้มพลางเอ่ยชม “รสชาติดีจัง! องุ่นกับกุหลาบดูเหมือนเข้ากันไม่ได้ แต่พอผสมรวมกันแล้วกลับกลมกล่อมเหลือเกินค่ะ”
บรรดาพี่ชายตระกูลซูต่างจิบเหล้าในมือเพียงเล็กน้อย เพื่อลิ้มรสชาติด้วยความละเอียดถี่ถ้วน หวังเพียงจะได้สัมผัสความสุนทรีย์เดียวกับที่น้องสาวกำลังได้รับ…
กลับมีเพียงซูอิงเอ๋อร์เท่านั้นที่กระดกพรวดเดียวจนหมดแก้ว ก่อนทำปากจ๊วบจ๊าบพลางบ่น “ก็งั้น ๆ แหละ ไม่เห็นมีรสชาติอะไรโดดเด่นเลย”
ซูโล่วไม่แม้แต่จะชายหางตาแล เขาขยับเท้าเตะน้องชายจอมตะกละออกไปด้านข้างทันที
‘ในเมื่อไม่อร่อย แล้วยังจะสะเออะมาขโมยดื่มทำไม!’
ซูอี้เชินยิ้มบาง ๆ พลางอธิบาย “นี่เป็นไวน์ผลไม้ผสมดอกไม้ แอลกอฮอล์เพียงแค่เจ็ดแปดดีกรีเท่านั้น ส่วนใหญ่เน้นกลิ่นหอมรัญจวนของมวลบุปผาและผลไม้ เหมาะสำหรับผู้หญิงดื่มมากกว่าน่ะ”
เขาสังเกตเห็นว่ากลิ่นหอมรอบตัว ซูจิ่นอวี้เริ่มจางหายไป จึงคาดเดาว่าวิญญาณสาวน่าจะดื่มเหล้าในแก้วนั้นไปจนหมดสิ้นแล้ว
ซูอี้เชินลองยกแก้วขึ้นดื่มอึกหนึ่ง จึงพบว่ารสชาติและกลิ่นหอมได้มลายหายไปจนสิ้นซากจริง ๆ
ชายหนุ่มนิ่งเงียบพลางรินเหล้าเติมให้ซูจิ่นอวี้อีกแก้วด้วยความใส่ใจ
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า หลังจากน้องสาวจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขายังจะมีโอกาสได้หวนมารวมตัวนั่งดื่มด้วยกันเช่นนี้อีกครั้ง…
ทุกคนต่างดื่มด่ำและสนทนากันไปอย่างเพลิดเพลิน โดยมีซู่เป่าวิ่งเล่นอยู่ข้าง ๆ
ทว่าจู่ ๆ ซูอี้เชินกลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
ซู่เป่ากำตุ๊กตากระต่ายในอ้อมกอดแน่นพลางวิ่งเตาะแตะมาจากด้านข้าง ท่าเดินของเธอเริ่มโซเซไปมา พอมาถึงตรงหน้าก็ล้มฟุบลงบนตักของซูจื่อหลินทันที
“ซู่เป่า?”
ซูอิงเอ๋อร์ถึงกับตกตะลึง “ทำไมหลานเดินเป๋แบบนั้นล่ะ”
ซูอี้เชินสีหน้าเริ่มเคร่งขรึม “ท่าเดินของยัยหนูดูไม่ปกติแล้วนะ!”
ซู่เป่ายันกายลุกขึ้นจากตักคุณลุงรองพร้อมชูมือเล็ก ๆ ข้างหนึ่งขึ้น ซึ่งในมือนั้นถือแก้วไวน์เอาไว้ด้วย “ว้าว…อ่อยย!” จากนั้นเด็กน้อยก็ส่ายหน้าไปมาจนผมกระจาย “ไม่ใช่ ๆ หนูหมายถึง… อร่อยยย!”
เหล่าคุณลุงถึงกับใจหายวาบ
‘นี่เจ้าตัวน้อยแอบไปรินเหล้ามาดื่มตั้งแต่ตอนไหนกันเนี่ย!’
ซูอี้เชินรีบเข้าไปช้อนคางจับปากเล็ก ๆ ของหลานสาว “เด็ก ๆ ดื่มเหล้าไม่ได้นะรู้ไหม!”
ซู่เป่าในตอนแรกเพียงแค่รู้สึกว่ากลิ่นกุหลาบและองุ่นมันหอมหวานเย็นชื่นใจดี…
แต่ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกว่าโลกหมุนเคว้งจนเวียนหัวไปหมด
“ทำไมเด็กถึงดื่มไม่ได้ล่ะคะ?” ซู่เป่าสะอึกเหล้าออกมาคำหนึ่ง “ทำไมพวกผู้ใหญ่ทำอะไรตั้งหลายอย่างได้ แต่เด็กกลับทำไม่ได้?”
“ทำไมเด็กถึงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำนั่นทำนี่ล่ะคะ?”
ซูอี้เชินยกมือนวดขมับพลางอธิบาย “แอลกอฮอล์ไม่ดีต่อการพัฒนาสมองของเด็กนะ! ถ้าเด็กดื่มเหล้าเข้าไปจะทำให้โง่ลงนะ”
ซู่เป่าเบ้ปากทันที ก่อนตัดบทด้วยเสียง “ชิ!”
“คุณลุงโกหก! ซู่เป่า เพิ่งดื่มไปเมื่อกี้ แต่ตอนนี้ยังฉลาดอยู่เลยนะ! ฉลาดมาก ๆ เลยด้วย!” เธอกางแขนออกกว้างประกอบคำพูด “ฉลาดขนาดนี้เลย ฉลาดกว่าเสี่ยวอู่ตั้งร้อยเท่า ฉลาดกว่าคุณยายพระจันทร์อีก!”
‘โอ้โห เจ้าตัวเล็กนี่… เมาปลิ้นไปแล้วจริง ๆ!’
ซูจิ่นอวี้นึกสนุก เธอชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้วถามลูกสาว “ซู่เป่าจ๊ะ นี่กี่นิ้วลูก?”
ซู่เป่าคว้าหมับที่มือของผู้เป็นแม่ “คุณแม่ขา… คุณแม่หลอกหนูไม่ได้หรอก นี่คือหนึ่งนิ้ว!”
“แล้วนี่ล่ะ?” ซูจิ่นอวี้เลิกคิ้ว เธอยื่นสองนิ้วออกมา แล้วขยับปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสามนิ้วด้วยความรวดเร็ว
ทว่าพอ ซู่เป่าเตรียมจะอ้าปากตอบ เธอก็รีบหดกลับเหลือสองนิ้วเหมือนเดิม
“……” เด็กน้อยจ้องมองซูจิ่นอวี้ด้วยความสงสัย “คุณแม่ขา… แม่เล่นไม่แฟร์กับหนูใช่ไหมเนี่ย?”