ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 280 มีตะกร้าไม้ไผ่คลุมหัว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 280 มีตะกร้าไม้ไผ่คลุมหัว
ซูจิ่นอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
เธอยื่นมือไปจิ้มจมูกเล็ก ๆ ของลูกสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว “เจ้าเล่ห์นักนะเรา ฉลาดเกินไปแล้ว!”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ!” ซู่เป่ายืดอกเท้าสะเอวด้วยท่าทางภาคภูมิใจสุดขีด
ซูอีเฉินลอบยิ้มมุมปาก บรรดาพี่น้องตระกูลซูต่างพากันมองดูภาพสองแม่ลูกหยอกล้อกันด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรักและความเอ็นดู
ซู่เป่าคว้าข้าวเกรียบกุ้งรสไก่งวงมากำใหญ่ ก่อนยัดเข้าปากผู้เป็นแม่ “แม่กินสิคะ อร่อยนะ!”
ซูจิ่นอวี้ชะงักพลางท้วง “แม่กินแบบนี้ไม่ได้หรอกลูก… เอ๊ะ?”
‘เธอกลับสามารถลิ้มรสอาหารนั้นได้จริง ๆ!’
ปรากฏว่าข้าวเกรียบกุ้งในมือของซู่เป่า ได้แปรเปลี่ยนสถานะไปโดยอัตโนมัติ ทำให้ดวงวิญญาณสาวสามารถเคี้ยวสัมผัสความกรุบกรอบได้เหมือนคนทั่วไป
“อร่อยมาก!” ดวงตาของซูจิ่นอวี้เป็นประกายวาววับ
เมื่อเห็นแม่ทานได้ซู่เป่าก็ยิ่งคึกคัก เธอคว้าเค้กชิ้นเล็กขึ้นมายัดใส่ปากแม่ต่อทันที “แม่ขา กินเค้กด้วย!”
“อ้าม… แม่อ้าปากกว้าง ๆ ค่ะ” ยังไม่ทันที่ซูจิ่นอวี้จะเคี้ยวเค้กจนหมด เด็กน้อยก็ตักถั่วลิสงมาจ่อรออีกหนึ่งช้อนเต็ม
หลังจากนั้นเด็กน้อยก็หยิบผลไม้ตามขึ้นมาอีกชิ้น
‘ยัด ยัด ยัด! ยัดทุกอย่างเข้าปากแม่ ยัดเข้าไปก็ถูกแล้ว!’
“แค่ก แค่ก แค่ก…”
“แม่ดื่มน้ำตามเร็วค่ะ!” ซู่เป่าเห็นแม่เริ่มไอจึงรีบยกแก้วเหล้าขึ้นมาจ่อปากทันควัน
วิญญาณสาวจะสำลักตายเสียให้ได้ หลังจากพยายามกลืนอาหารลงคอไปได้อย่างยากลำบาก
เธอก็เอ่ยด้วยสีหน้าอึ้ง ๆ “ซู่เป่า หนู…”
ทว่าพอก้มลงมองกลับพบว่าเจ้าตัวเล็กเอียงหัวซบอยู่ในอ้อมกอดของซูอีเฉิน และหลับไปพร้อมเสียงกรน เรียบร้อยแล้ว
ซู่เป่ายังคงความสามารถในการหลับได้ในพริบตาเหมือนเคย มือน้อย ๆ นุ่มนิ่มนั้นยังคงกำแก้วเหล้าเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ซูอีเฉินมองดูหลานสาวอย่างจนปัญญา ก่อนค่อย ๆ วางเธอลงนอนลงด้วยความเบามือ
ซูอี้เชินซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทับเสื้อยืดอยู่ข้างในตัดสินใจถอดออกมาเพื่อคลุมกายให้หลานสาวกันลมหนาว
ซูอิงเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความกังวล “นอนบนนี้จะไม่เป็นไรเหรอ? ช่วงกลางคืนน้ำค้างเริ่มลงแรงแล้วนะ”
ซูจื่อหลินยังคงนิ่งเงียบรักษามาดเข้มตามสไตล์ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นตะกร้าไม้ไผ่สานใบแบนที่เพิ่งใช้ใส่ขนม เขาจึงหยิบมันขึ้นมาแล้วนำไปครอบลงบนศีรษะของซู่เป่าหน้าตาเฉย
ตะกร้าใบนี้เป็นใบที่ใหญ่ที่สุดซึ่งซูโล่วบรรจงเลือกมาเมื่อครู่ เมื่อนำมาวางพาดครอบไว้เช่นนี้ มันจึงมีสภาพดูคล้ายกับร่มกันแดดคันเล็ก คอยช่วยกำบังน้ำค้างยามค่ำคืนไม่ให้หยดลงบนใบหน้าของเด็กน้อยได้พอดิบพอดี
“แบบนี้ก็น่าจะพอใช้ได้แล้ว” ซูจื่อหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทราวกับเพิ่งทำภารกิจระดับชาติสำเร็จ
ทว่าบรรดาพี่น้องที่เหลือกลับยืนอึ้ง กะพริบตาปริบ ๆ พลางจ้องมองสภาพหลานสาวที่นอนมีตะกร้าครอบหัวอยู่
ซูจื่อหลินเมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคนก็นึกสงสัย เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองพี่น้องแล้วถามขึ้น “มีตรงไหนไม่ถูกอย่างนั้นหรือ?”
ซูจิ่นอวี้มองดูลูกสาวที่มีตะกร้าสานครอบหัวอยู่จนมุมปากกระตุก “พี่รองคะ หาอะไรมารองให้มันตั้งขึ้นหน่อยเถอะค่ะ แบบนี้มันจะทับหน้าเธอเอา!”
“อืม… จริงด้วย” ซูจื่อหลินพยักหน้ารับ
ซูอิงเอ๋อร์รีบถอดรองเท้าแตะส่งให้ “เอาอันนี้สิ เอาไปรองไว้!”
บรรดาพี่ชายเบิกตาโพลงตะโกนพร้อมกัน “ไปให้พ้นเลย!”
ซูจิ่นอวี้หัวเราะจนหน้าเกร็ง “พี่ห้า! พี่กล้าดียังไงเอารองเท้ามาแกล้งหลานเนี่ย? ถ้ารองไม่อยู่แล้วมันหล่นลงบนหน้าซู่เป่า ยัยหนูไม่ต้องนอนดมกลิ่นเท้าเหม็น ๆ ของพี่ไปทั้งคืนเหรอ!”
ซูอิงเอ๋อร์แก้เก้อเสียงอ่อย “เท้าพี่ไม่ได้เหม็นสักหน่อย…”
ซูอี้เชินขยับขาข้างหนึ่งออกไปให้ซู่เป่าพิงไว้ แล้วจึงเอาตะกร้าพาดวางไว้บนขาของเขาแทน “ใช้ขาพี่รองไว้ก่อนแล้วกันครับ อีกเดี๋ยวพอจะกลับค่อยอุ้มเธอเข้าไป”
ซูจิ่นอวี้พยักหน้าเห็นดีด้วย เธอสูดอากาศเย็นสดชื่นเข้าปอดพลางพรั่งพรูความรู้สึก “เฮ้อ… กลิ่นเหล้านี่หอมจริง ๆ เลยนะ”
ซู่เป่านอนดิ้นตามประสาเด็กจนเท้าไปโดนตะกร้ากระเด็นเสียงดังโครม ซูอี้เชินจึงเปลี่ยนใจอุ้มเธอขึ้นมาแนบอกแทน
เวลาผ่านไปสักพัก ซูอีเฉินก็รับหลานสาวไปอุ้มต่อ และถัดจากนั้นไม่นาน ซูจื่อหลินก็รับหน้าที่ต่อเป็นทอด ๆ
บรรดาลุงทั้งหลายต่างผลัดกันอุ้มดวงใจของบ้านอย่างทะนุถนอม พวกเขาไม่ยอมวางเธอลงดินเลยแม้แต่น้อย แม้เหล้าจะหมดไหไปนานแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครยอมลุกไปไหน
เมื่อได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ใครจะทำใจยอมจากไปได้ลง?
ได้แต่เสียดายว่าค่ำคืนอันแสนยาวนานนี้
ดวงจันทร์ไม่อาจแขวนอยู่บนท้องฟ้าให้เนิ่นนานกว่าที่เป็นอยู่ได้…
ในที่สุดทั้งเหล้าและขนมก็เกลี้ยงหมดแล้ว พี่น้องหลายคนยังคงนอนเรียงรายกันบนหลังคาด้วยความอาลัยอาวรณ์ พูดคุยเรื่องราวเรื่อยเปื่อยสัพเพเหระที่ไม่ได้ทำมาเนิ่นนาน
แม้วันหน้าจะมีดวงดาวนับพันพราวระยับเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเท่าแสงจันทร์อันเจิดจ้าของคืนนี้ได้เลย… เพราะหลังจากนี้ พวกเขาคงไม่มีโอกาสได้รวมตัวกันเช่นนี้อีกแล้ว
มุมมืดตรงหัวบันได มีร่างสูงโปร่งยืนพิงผนังอยู่เงียบ ๆ
มู่กุยฝานเฝ้ามองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง
เขามองดูหญิงสาวคนหนึ่ง ยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ขณะเธอกำลังเล่าเรื่องราวสมัยเด็กด้วยความมีชีวิตชีวา แม้เธอจะมีดวงหน้าอ่อนโยนราวกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ในแววตากลับซ่อนความซุกซนเอาไว้ไม่มิด
ที่แท้นิสัยส่วนใหญ่ของซู่เป่า ก็ล้วนสืบทอดมาจากซูจิ่นอวี้นี่เอง…
สำหรับมู่กุยฝานแล้ว ก่อนหน้านี้ สำหรับมู่กุยฝานแล้ว ซูจิ่นอวี้เป็นเพียงเงางามในภาพถ่าย เป็นเพียงแม่ของเด็กน้อยที่เขารักเท่านั้น ทว่าในยามนี้ เธอกลับเริ่มมีตัวตนและมีชีวิตขึ้นมาในสายตาของเขาจริง ๆ
และนั่นทำให้เขาสามารถจดจำเธอได้ขึ้นใจ… ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดียิ่ง
มู่กุยฝานมองซู่เป่าที่เมาแล้วหลับสนิท สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดจะเข้าไปอุ้มเธอออกมา
เขาไม่อยากรบกวนการพบปะของพี่น้องตระกูลซู จึงค่อย ๆ หันหลังแล้วเดินจากไป
เวลาล่วงเข้าสู่ยามดึกสงัด ทุกคนต่างค่อย ๆ จมสู่นิทราไปโดยไม่รู้ตัว ซู่เป่าขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของซูอี้เชิน เริ่มพลิกตัวกางแขนกางขาราบไปกับพื้นกระจก พลางนอนกรนครืดคราดเหมือนลูกหมูน้อยไม่มีผิด
ในจังหวะนั้นเอง เข่งไม้ไผ่ที่เคยพาดอยู่บนขาของซูอี้เชินก็ไถลหล่นลงมา หมุนวนไปรอบหนึ่งก่อนครอบลงบนศีรษะของซู่เป่าได้ประจวบเหมาะ
เมื่อแสงรุ่งอรุณสีขาวนวลเริ่มปรากฏสู่ขอบฟ้า คุณนายซูก็ตื่นขึ้นมาตามความชินชา “เฮ้อ คนแก่แล้ว ก็นอนได้ไม่เท่าไหร่จริง ๆ”
เธอมองไปยังสามีที่ยังคงหลับอุตุ แล้วพึมพำบ่นจึงถือโอกาสยื่นเท้าไปสะกิดเตะเขาทีหนึ่ง ทว่าฝ่ายสามีกลับเพียงแค่พลิกตัวแล้วนอนต่อหน้าตาเฉย
การนอนของเขาเป็นระบบระเบียบเสมอมา สิบทุ่มบอกจะนอนก็นอนทันที พอถึงหกโมงครึ่งนาฬิกาปลุกดังเขาก็จะลุกพรวดขึ้นมาแบบไม่มีงัวเงียแม้แต่นิดเดียว
หญิงชราชำเลืองมองนาฬิกา เพิ่งหกโมงเช้า ยังพอมีเวลา เธอจึงลุกขึ้นแต่งตัวแล้วตรงไปยังห้องของซู่เป่า ตามนิสัยที่ต้องแอบเปิดประตูเข้าไปดูหลานสาวก่อนเป็นอันดับแรก ปกติแล้วเธอจะคอยดูว่ายัยหนูเตะผ้าห่มทิ้งหรือไม่ เพราะอากาศตอนเช้ามักจะเย็นจัด
และไม่ว่า ซู่เป่าจะหนาวจริงหรือไม่ เธอก็มักจะรู้สึกไปเองเสมอว่าหลานสาวต้องหนาวแน่ ๆ…
แต่ทันทีที่มองเข้าไปในห้อง ซู่เป่า กลับหายไป!
หัวใจของผู้เป็นยายกระตุกวูบ ร้องอุทานอย่างตกใจ “ซู่เป่าหายไปไหน?!”
เธอรีบร้อนไปเปิดประตูห้องของหานหานทันที ทว่าที่นั่นกลับมีเพียงหลานสาวนอนหลับสนิท ไร้เงาของเจ้าตัวเล็ก หรือว่าเธอจะไปอยู่ที่ห้องของซูจื่อซี หรือ ซูเหอเวิ่นกันนะ?
คุณนายซูเริ่มค้นหาจนทั่วห้องเด็ก ๆ แต่ก็ยังไม่พบตัว
เธอรีบไปตามหาซูอีเฉิน แต่กลับพบว่าแม้แต่ลูกชายคนโตก็หายตัวไปเช่นกัน! เมื่อเดินวนไปดูหลาย ๆ ห้อง ปรากฏว่าทุกคน… หายไปกันหมดบ้าน!
คราวนี้ หญิงชราตกใจจนคุมสติไม่อยู่ เธอวิ่งกลับไปยังห้องตัวเองแล้วเขย่าตัวสามีด้วยความร้อนรน “ตื่นเร็วเข้า! ตื่นสิ!”
คุณปู่ซูยังคงไม่ขยับ พลิกตัวไปมาแถมยังดึงผ้าห่มหนีเสียอีก จนหญิงชราโกรธจัดด่ากราดออกมา “นอนเข้าไป! รู้จักแต่นอน! ซู่เป่าหายตัวไปแล้วคุณรู้บ้างไหม!”
ไม่คาดคิดว่าคำว่า ‘ซู่เป่าหาย’ จะได้ผลชะงัด ชายชราลืมตาขึ้นทันทีแล้วลุกพรวดขึ้นมา “อะไรนะ?! ซู่เป่า หายไปไหน?!”
คุณนายซูไม่รอช้า เธอรีบออกค้นหาตามจุดต่าง ๆ อย่างกระวนกระวาย ห้องหนังสือชั้นสามก็ไม่มี ห้องรับแขกก็ว่างเปล่า โรงภาพยนตร์ชั้นสี่ โต๊ะบิลเลียด หรือแม้แต่ใต้โต๊ะก็ไร้วี่แวว ระเบียงชั้นห้าก็ไม่มี ห้องกระจกก็ยังว่าง…
เดี๋ยวก่อน!
คุณนายซูเงยหน้าขึ้นมองด้านบนพลันเห็นร่างห้าหกร่างนอนระเกะระกะอยู่บนหลังคาบ้าน และในกลุ่มนั้น ร่างเล็กที่สุดถ้าไม่ใช่ ซู่เป่า แล้วจะเป็นใครไปได้! มิหนำซ้ำเจ้าตัวเล็กยังมีตะกร้าไม้ไผ่ครอบหัวอยู่อีกด้วย…
ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที นี่พวกแกพาเด็กไปนอนบนหลังคาอย่างนั้นหรือ?!
‘ผ้าห่มก็ไม่มีให้คลุม แต่กลับเอาตะกร้าไม้ไผ่มาครอบหัวหลานเนี่ยนะ?!’
‘อากาศตอนกลางคืนน้ำค้างแรงขนาดนี้ ถ้าเป็นหวัดเป็นไข้ขึ้นมาจะทำอย่างไร’
‘แล้วถ้าหลานนอนดิ้นจนพลัดตกช่องว่างของราวบันไดลงไปจะว่าอย่างไร!’
‘พวกเด็ก ๆ ไม่รู้ความ แล้วพวกผู้ใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องด้วยหรือไง!’
เพลิงโทสะทำให้ร่างกายของหญิงชราที่เคยอ่อนแอพลันกระฉับกระเฉงขึ้นมา เมื่อนายเฒ่าซูตามมาถึง เขาก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นภรรยาวัยชราของตนปีนป่ายบันไดด้วยความคล่องแคล่วปราดเปรียวราวกับลิงแก่
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว… เธอพุ่งทะยานขึ้นไปบนหลังคาห้องกระจกรวดเร็วเกินพรรณนา
‘นี่… นี่คือหญิงชราที่เป็นอัมพาตมาหลายปี
และเพิ่งจะกลับมาเดินได้ไม่นานที่เป็นภรรยาของเขาจริง ๆ หรือนี่?!’