ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 281 คุณลุงมือสั่นทั้งหลาย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 281 คุณลุงมือสั่นทั้งหลาย
คุณนายซูปีนขึ้นไปบนหลังคาจนสำเร็จ สายตาจับจ้องไปยังหลานสาวเป็นอันดับแรก
ตะกร้าไม้ไผ่สานนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อซู่เป่านอนราบไปกับพื้น ด้านหนึ่งของตะกร้าจึงปิดคลุมศีรษะน้อย ๆ ของเธอไว้ ส่วนอีกด้านพาดวางอยู่บนหน้าท้องกลมมน
เจ้าตัวเล็กขยับพลิกกายหนึ่งทีพลางงอขาเล็ก ๆ เข้าหาตัว…
กลายเป็นว่าทั้งร่างมุดเข้าไปซุกอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ได้พอดิบพอดี
หญิงชราค่อย ๆ เปิดตะกร้าออกอย่างระมัดระวังที่สุด เธอเอื้อมมือไปลูบหน้าผากหลานสาวด้วยความห่วงใย กระทั่งแน่ใจว่าเด็กน้อยไม่มีไข้ถึงได้ลอบผ่อนลมหายใจออกมา
ในจังหวะนั้นเอง ซูอีเฉินก็ลืมตาตื่นขึ้นมา เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งพร้อมกับนวดคลึงหัวคิ้วที่ปวดหนึบเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียก “คุณแม่?”
เขาชำเลืองมองไปรอบกายพลันพบว่าซูจิ่นอวี้หายไปแล้ว
เนื่องจากฟ้าสางแล้ว ดวงวิญญาณของเธอก็ต้องหวนกลับเข้าไปพักผ่อนภายในน้ำเต้าอาคม
ซูอิงเอ๋อร์สะดุ้งโหยงลุกขึ้นมาด้วยความว่องไว เขากวาดสายตามองซ้ายทีขวาขวาอย่างเลิ่กลั่กพลางกระซิบ “แม่มาแล้วเหรอ? เผ่นเร็วพวกเรา!”
ทว่ายังไม่ทันได้ขยับขา คุณนายซูก็ประเดิมมอบ ‘เมตตาธรรมจากฝ่ามือ’ ฟาดลงกลางศีรษะลูกชายตัวดีดัง ปึ้ก! จนลูกชายตัวแสบต้องรีบกอดหัวตัวเองไว้แน่น
พี่น้องที่เหลือต่างพากันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเอะอะ ครั้นเห็นผู้เป็นแม่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางดุดันปานสิงโตแยกเขี้ยว ทุกคนก็พากันอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ ก่อนโพล่งถามออกมาด้วยความเหลือเชื่อ “แม่ปีนขึ้นมาบนนี้ได้อย่างไรครับ!”
‘หญิงชราที่เพิ่งฟื้นไข้และลุกเดินได้ไม่นาน กลับปีนป่ายขึ้นมาสูงถึงเพียงนี้ มันสมเหตุสมผลที่ไหนกัน!’
คุณนายซูหัวเราะเหี้ยมเกรียม “พวกแกยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ? หืม? ซู่เป่า อายุแค่นิดเดียว แต่พวกแกกลับกล้าพายัยหนูขึ้นมานอนตากลมบนหลังคาเนี่ยนะ!”
ซู่เป่าถูกปลุกด้วยเสียงเอะอะของคุณยาย ทว่าดวงตายังปิดสนิทไม่ตื่นเต็มที่
ขณะนี้เพิ่งจะหกโมงกว่า ๆ ซึ่งปกติเป็นเวลาที่เธอกำลังหลับฝันดี เจ้าตัวน้อยจึงยังมีอาการงัวเงียหนักมาก
“ชนแก้ววว!!” เด็กน้อยเหยียดแขนเล็ก ๆ ออกไปพลางละเมอเสียงอู้อี้ “คุณลุงใหญ่… ซู่เป่า ขอเหล้าอีกแก้วนะคะ!”
พูดจบเธอก็ปรือตาขึ้นมองคุณยายซูตรงหน้าด้วยความงุนงง
‘อ้าว… คุณยายก็มาด้วยเหรอคะ?’
เจ้าตัวน้อยเนื้อนุ่มซุกกายเข้าไปในอ้อมอกของคุณยาย พลางงึมงำอ้อนด้วยเสียงอ่อนหวานสองสามประโยค แล้วก็ชิงหลับต่อทันที
หญิงชราก้มหน้าลง สีหน้าเคร่งขรึมจนดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยความโกรธซึ่งกำลังเก็บกดไว้
เหล่าคุณลุงทั้งหลายต่างพากันเหงื่อตก
‘แย่แล้ว! คราวนี้จบเห่ของจริง!’
ซูอิงเอ๋อร์ค่อย ๆ ย่องอย่างแผ่วเบา ในมือถือรองเท้าแตะเตรียมเผ่นเป็นคนแรก ฝ่ายคุณลุงใหญ่ยังคงรักษามาดนิ่งเรียบเฉย แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเตรียมเดินตามออกไปเนียน ๆ
ทว่าเสียงเย็นยะเยือกของคุณนายตระกูลซูกลับดังขึ้น “ทุกคนหยุดอยู่กับที่!”
“……”
สิบนาทีต่อมา
ซู่เป่าถูกประคองอุ้มกลับไปยังห้องนอนเพื่อเข้าสู่นิทราต่อบนเตียงหลังน้อยอันแสนอบอุ่นและสบายตัว
ผิดกับบรรดาคุณลุงทั้งหลายที่ต้องมายืนก้มหน้าเรียงแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งอยู่ตรงหน้าประตูห้อง
คุณนายซูก้าวเดินออกมาปิดประตูห้องนอนของหลานสาวอย่างเบามือ จากนั้นจึงไพล่มือไว้ด้านหลังพลางปรายสายตาดุดันจ้องมองกลุ่มลูกชายตัวดี… บรรดาตัวแสบที่ขยันสรรหาเรื่องราวมาให้เธอต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไม่เว้นแต่ละวัน
“ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้?” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
สิ้นเสียงนั้น บรรดาพี่น้องทุกคนก็พร้อมใจกันหันขวับไปจ้องมองซูอีเฉินเป็นจุดเดียว
“……” ซูอีเฉิน พี่ใหญ่ผู้ต้องกลายเป็นแพะรับบาปแบกรับเคราะห์กรรมแทนคนทั้งบ้านถึงกับยืนนิ่งอั้น
‘เดี๋ยวนะ… ถ้าจำไม่ผิด คนที่จิ่นอวี้ลอยไปหาเป็นคนแรกคือน้องสี่ไม่ใช่หรือไง?’
เขาพยายามกระแอมไอเบา ๆ ก่อนใช้เสียงทุ้มนุ่มนวลกล่อม “แม่ครับ ให้ผมได้อธิบายก่อน…”
“ฉันไม่ฟัง!” คุณนายซูจ้องตาเขม็ง
“……” เขาถึงกับน้ำท่วมปากพูดไม่ออก
‘ผู้หญิงมักไม่มีเหตุผลไม่ว่าอายุเท่าไหร่จริง ๆ…’
ในที่สุด พี่น้องตระกูลซูก็ถูกลงโทษให้ทำวิดพื้นหนึ่งพันครั้ง หลังสนามหญ้าหน้าบ้าน!
เมื่อซู่เป่าตื่นขึ้นมาจริง ๆ ในช่วงสาย เธอถึงกับตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นคุณลุงห้าและคนอื่น ๆ นอนแผ่พะงาบ ๆ เหมือนปลาขาดน้ำอยู่บนพื้นหญ้า
เธอเกาะราวระเบียงชั้นสองโบกมือทักทาย “คุณลุงใหญ่ คุณลุงรอง คุณลุงสี่ คุณลุงห้า และคุณลุงเล็กขา~ กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ!”
โดยทฤษฎีแล้ว การวิดพื้นพันครั้งอาจใช้เวลาไม่นานนักสำหรับนักกีฬา ทว่าเหล่าคุณลุงที่ทำแบบขาดช่วงเพราะความเหนื่อยล้า กลับต้องใช้เวลาเต็ม ๆ ถึงสองชั่วโมง
ชาตินี้พวกเขาคงเข็ดขยาดกับการออกกำลังกายไปอีกนาน
ยามเห็นซู่เป่าทักทาย พวกเขาแทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกแขนขึ้นโบกตอบ
เสี่ยวอู่ยืนอยู่บนราวระเบียงพร้อมกับส่ายหัวนับเลขกวนประสาท “เก้าร้อยเก้าสิบแปด… เก้าร้อยเก้าสิบเก้า… แปดร้อย! แปดร้อยหนึ่ง… แปดร้อยสอง…”
ซู่เป่าสวมรองเท้าแล้ววิ่งตึง ๆ ลงบันไดไปหาบรรดาคุณลุงที่สนามหญ้า ซูอี้เชินพยายามเค้นยิ้มตรงมุมปากอย่างยากลำบาก “ซู่เป่า ตื่นเช้าเชียว?”
ซู่เป่าเงยหน้ามองท้องฟ้า “ไม่เช้าแล้วนะคะ พระอาทิตย์ขึ้นตั้งสูงแล้ว คุณลุงใหญ่กำลังออกกำลังกายเหรอคะ?”
“ใช่แล้ว… ลุงกำลังเผาผลาญไขมันสร้างรูปร่างอย่างเข้มข้นเลยล่ะ” ซูโล่วมองฟ้าด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่อยากขยับนิ้วแม้เพียงเซนติเมตรเดียว
ส่วนซูอิงเอ๋อร์ถกเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้า “กล้ามท้องแปดแพ็คของลุงแข็งแกร่งขึ้นแล้วนะ”
ซูอี้เชินพึมพำ “ลุงคงต้องงดเข้าห้องผ่าตัดไปอีกหลายวันเลยทีเดียว”
‘โชคดีที่เขาลาพักร้อนไว้ห้าวัน ไม่อย่างนั้นมือที่สั่นพั่บ ๆ แบบนี้คงได้ทำคนไข้สะดุ้งกันทั้งโรงพยาบาล’
ซู่เป่าได้ยินว่าเหล่าลุง ๆ ตื่นเช้ามาออกกำลังกายก็รู้สึกตื่นเต้นมาก “ซู่เป่า ก็อยากทำด้วยค่ะ!”
“คุณลุงใหญ่ คุณลุงรอง คุณลุงสี่ คุณลุงห้า และคุณลุงเล็ก มาออกกำลังกายกับ ซู่เป่า เร็วค่ะ!” เธอโบกไม้โบกมือพลางส่งเสียงเชียร์ “ซ้าย ซ้าย ขวา ขวา หมุนตัว… ไป ๆ ๆ!”
พวกลุง ๆ ทุกคนถึงกับร่างกายแข็งทื่อทันที!
เจ้าตัวเล็กกระโดดเต้นท่ากระต่ายน้อยที่เรียนจากโรงเรียนอนุบาล พอหันกลับมาเห็นพวกลุง ๆ ยังคงนอนแอ้งแม้ง เธอก็ออกคำสั่งเสียงใสทันที “คุณลุงใหญ่ ลุกขึ้นมาเร็วค่ะ!”
“คุณลุงรอง อย่าขี้เกียจสิคะ!”
“คุณลุงสี่ คุณลุงห้า ไม่อนุญาตให้นอนต่อนะ!”
“คุณลุงเล็ก ทำท่าไม่ถูกนะคะ ก้นต้องส่ายแบบนี้ค่ะ!”
มู่กุยฝานเดินกลับมาจากด้านนอกด้วยท่าทางสดชื่นแจ่มใส แววตาของเขาฉายรอยยิ้มจาง ๆ เขายื่นมือใหญ่ไปอุ้มเจ้าตัวน้อยเนื้อนุ่มขึ้นมากอด “กินอะไรมาหรือยัง หืม?”
ซู่เป่ากอดคอมู่กุยฝานแน่น “คุณพ่อคะ พวกเรากำลังออกกำลังกายกันอยู่ ต้องทำให้เสร็จก่อนถึงจะไปกินข้าวได้นะคะ!”
มู่กุยฝานช้อนตามองซูอีเฉินและน้องชายคนอื่น ๆ พลางแกล้งถามลูกกสาว “แล้วที่โรงเรียนอนุบาล เขาให้กินข้าวก่อนออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายก่อนกินข้าวล่ะ?”
ซู่เป่าอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “กินข้าวก่อนค่อยออกกำลังกายค่ะ”
มู่กุยฝานหัวเราะเบา ๆ “ถูกต้องแล้ว ไปเถอะ ไปกินข้าวก่อนดีกว่า”
เจ้าตัวเล็กถูกพ่อแท้ ๆ หลอกล่อด้วยความแนบเนียน เธอจึงพยักหน้าแล้วหันไปบอกลุง ๆ “คุณลุงใหญ่ คุณลุงรอง คุณลุงสี่ คุณลุงห้า และคุณลุงเล็ก ไปกินข้าวก่อนนะคะ!”
เหล่าคุณลุงพากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
‘ไม่ใช่ว่าพวกเขาไร้ความสามารถ แต่การวิดพื้นติดต่อกันหนึ่งพันครั้งมันไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้จริง ๆ’
‘คุณแม่นี่โหดขิง ๆ บทจะลงโทษก็จริงจังจนน่าขนลุก!’
มู่กุยฝาน หันกลับมามองพวกเขาทีหนึ่ง แววตาไม่ปิดบังความดูถูกแล้วพึมพำ “อ่อนหัดจริง ๆ”
ซูอิงเอ๋อร์ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ
‘ไอ้เจ้า… มู่กุยฝาน!’
ณ โต๊ะอาหารเช้า บรรดาคุณลุงทั้งหลายต่างพยายามควบคุมมือที่สั่นระริกของตน เพื่อจับตะเกียบให้มั่น โดยเฉพาะซูอิงเอ๋อร์ที่หิวโซจนหน้ามืด แม้มือจะยังสั่นพั่บ ๆ ไม่หยุด แต่เขาก็ยังฝืนตักอาหารเข้าปากเอาเป็นเอาตาย จนตะเกียบในมือกระทบกับขอบชามเสียงดัง ‘กัง ๆ ๆ’ ฟังดูวุ่นวาย
ซู่เป่าจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงพลางเบิกตากว้าง “คุณลุงห้า… ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
“ลุง… ไม่… เป็น… ไร… จริง ๆ นะ… หลาน…”
ซู่เป่า จ้องมองคุณลุงห้าด้วยสายตาเวทนาสงสารจับใจ
‘ยังอายุแค่นี้แท้ ๆ แต่กลับต้องมาเป็นโรคคนแก่เสียแล้ว…’
ในความทรงจำของเธอ มีเพียงคนชราบางคนหรือไม่ก็พวกผีคนแก่บางตนเท่านั้นที่มีอาการมือสั่นพั่บ ๆ เช่นนี้ เด็กน้อยคีบมะเขือม่วงผัดขึ้นมาหนึ่งชิ้นก่อนเอ่ยปลอบเสียงหวาน “คุณลุงขา ซู่เป่าป้อนให้นะคะ! ลุงห้าไม่ต้องกังวลไปนะ ต่อไป ซู่เป่าจะดูแลคุณลุงให้ดีที่สุดเลย!”
ซูอิงเอ๋อร์ถึงกับตื้นตันใจจนเนื้อเต้น
ครั้นได้ลิ้มรสอาหารที่หลานสาวตัวน้อยบรรจงคีบป้อนให้ เขาก็รู้สึกว่ามะเขือม่วงชิ้นนี้ช่างหอมหวานเป็นพิเศษ ชายหนุ่มปรายสายตามองบรรดาพี่น้องคนอื่น ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับจะประกาศว่าตนคือผู้ชนะแท้จริงในเช้าวันนี้
แต่ความสุขกลับสั้นนัก เมื่อได้ยินเสียงใส ๆ ของซู่เป่าถามต่อว่า “แล้วหลังจากนี้ คุณลุงจะต้องนอนติดเตียงจนขยับเขยื้อนไม่ได้เลยใช่ไหมคะ?”
ซูอิงเอ๋อร์นึกสนุกอยากลองแกล้งหลานสาวดูบ้าง จึงถามหยั่งเชิง “อืม… ถ้าลุงต้องเป็นแบบนั้นจริง ๆ ซู่เป่า ยังจะดูแลลุงอยู่ไหม?”
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ “แล้วลุงห้าจะต้องน้ำลายไหลยืด แล้วต้องใส่ผ้าอ้อมด้วยไหมคะ?”
ภาพจำของคุณปู่เฉินข้างบ้านสมัยก่อนลอยเด่นขึ้นมาในหัวทันที
ซูโล่วยิ้มกริ่มอย่างนึกสนุกพลางรีบผสมโรง “ใช่แล้วล่ะ ต่อไปลุงห้าของหนูจะเป็นแบบนั้นแหละ”
ซู่เป่าได้ยินดังนั้นก็เอื้อมมือน้อย ๆ ไปลูบหัวซูอิงเอ๋อร์เพื่อปลอบประโลม “ไม่ต้องกังวลนะคะ ซู่เป่าจะคอยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เอง แล้วก็จะคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ เลี้ยงดูลุงห้าให้โต… เอ๋ ไม่ใช่สิ ต้องเลี้ยงให้อยู่จนแก่เฒ่าเลย!”
ซูอิงเอ๋อร์ ถึงกับสำลักมะเขือม่วงในปากทันควัน จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่ารสชาติอาหารคำนี้ไม่หอมหวนอีกต่อไป
‘เดี๋ยวก่อนนะ…’
‘ทำไมบทสนทนามันถึงได้ข้ามขั้นไปถึงจุดที่หลานต้องมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลุงแบบนี้ล่ะเนี่ย?!’