ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 283 สถานีสุดท้ายแห่งการอำลา แม่... หนูอยากกินหัวสิงโต
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 283 สถานีสุดท้ายแห่งการอำลา แม่... หนูอยากกินหัวสิงโต
หลังมื้ออาหารสิ้นสุดลง เหล่าเด็กน้อยต่างพากันวิ่งเล่นซุกซนอยู่ภายในห้องรับแขก บรรดาพี่ชายทั้งแปดคนของตระกูลซูได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าซึ่งหาได้ยากยิ่ง
ทุกคนต่างนั่งล้อมวงสนทนากันอยู่ที่ชั้นล่าง พลางทอดสายตามองดูซู่เป่ากำลังเล่นสนุกกับหานหานด้วยรอยยิ้ม
คุณนายซูกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องครู่หนึ่ง ก่อนปลีกตัวเดินขึ้นบันไดไปเงียบ ๆ
ปีนี้ลูก ๆ ทุกคนอยู่กันครบถ้วน แม้จะขาดจิ่นอวี้ไป กลับมีซู่เป่าเข้ามาเติมเต็มราวกับเป็นตัวแทน
ทุกอย่างดูเหมือนไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ตระกูลซูที่เคยเงียบเหงาอ้างว้างมาตลอดห้าปี
บัดนี้กลับมามีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขเหมือนในอดีตอีกครั้ง
‘ใกล้จะถึงวันที่สิบสี่เดือนเจ็ดแล้ว…จิ่นอวี้ของเธอคงเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านแล้วสินะ?’
เหล่าลูกชายต่างพากันเข้าครัวทำอาหารเลิศรสไว้รอต้อนรับน้องสาว โต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมด้วยเมนูโปรดของเธอด้วยความประณีต พี่ชายใหญ่และคนอื่น ๆ ต่างเริ่มจุดธูปก่อนทานข้าวตามความเคยชิน เช่นเดียวกับซู่เป่าที่มักจะทำเสมอ
ไม่รู้ว่าตลอดชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้ เธอจะมีโอกาสได้เห็นหน้าลูกสาวอีกสักครั้งไหม?
หญิงชรากลับเข้าห้องพักพลางยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง เหม่อมองออกไปยังความมืดมิดภายนอก
คุณชายเฒ่าซูผู้เป็นสามีวางแว่นสายตาลงก่อนเอ่ยถาม “เป็นอะไรไปน่ะ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ” หญิงชราตอบกลับเรียบ ๆ
ชายชราลอบเบะปากพลางนึกในใจว่า ‘ผู้หญิงนี่หนอ… ต่อให้แก่ปูนนี้ก็ยังคงเข้าใจยากไม่เปลี่ยน สาววัยรุ่นมักเจ้าระเบียบ ขี้แย และอ่อนไหว แต่แก่จนป่านนี้แล้ว เหตุใดเมียเขายังคงมีอารมณ์สุนทรีย์ขี้เหงาอยู่อีก?’
ในจังหวะนั้นเอง มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นเบา ๆ
คุณนายซูคาดเดาไปว่าผู้ที่มาเคาะประตูคงไม่พ้นซูอีเฉิน หรือบุตรชายคนใดคนหนึ่ง หรืออาจเป็นซู่เป่าที่แอบย่องขึ้นมาหา
เธอจึงรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าพลางสลัดความเศร้าทิ้งไป เพื่อสวมบทบาทหญิงชราจอมขี้บ่นคนเดิมเพื่อปกปิดร่องรอยแห่งความโศกเศร้า
“ใครกันน่ะ?” หญิงชราเอ่ยถามในขณะกำลังสาวเท้าไปเปิดประตู “ไม่ได้เล่นซนอยู่ข้างล่างกันหรอกหรือ เป็นอะไรกันขึ้นมาอีกละ คราวนี้คิดจะพังเพดานเล่นหรืออย่างไร?”
ทันทีที่บานประตูเหวี่ยงเปิดออก ม่านตาของเธอพลันหดเกร็ง ร่างกายแข็งทื่อประหนึ่งถูกตรึงไว้กับที่… หญิงชรายืนตะลึงลานไปโดยสิ้นเชิงกับภาพตรงหน้า!
คุณชายเฒ่าเห็นภรรยานิ่งเงียบไปนานผิดปกติ มิหนำซ้ำยังยืนค้างอยู่ประตูราวกับวิญญาณหลุดลอย เขาจึงลุกขึ้นขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย “เป็นอะไรไปอีกคนล่ะนั่น? วิญญาณหลุดร่างไปแล้วหรือไง?”
‘หรือว่าจะเห็นผี คำอัปมงคลนี้เขาไม่กล้าเอ่ยออกมา’
เขาเดินตามออกไปเห็นเงาร่างที่ยืนอยู่หน้าประตู หัวใจของเขาก็พลันหยุดชะงักไปทั้งตัว
“จิ่นอวี้…?!”
ชายชรายืนนิ่งงันประหนึ่งรูปปั้น นิ้วมือของเขาแข็งทื่อจนไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้เพียงนิด
เขาคิดว่าตนเองต้องตาฝาดไปแน่ ๆ ทว่าหากการตาฝาดครั้งนี้จะทำให้ได้เห็นหน้าลูกสาว เขาก็ขอให้ตนเองตาฝาดต่อไปอีกสักพักเถิด…
ริมฝีปากของคุณนายซูสั่นระริก หยาดน้ำตาพลันรื้นขึ้นมาบดบังทัศนียภาพจนพร่ามัว
เธอยื่นมืออันสั่นเทาออกไป และในที่สุดก็ได้สัมผัสกับพวงแก้มของซูจิ่นอวี้เข้าจริง ๆ
ซูจิ่นอวี้คว้ามือของผู้เป็นแม่ไว้พลางเอ่ยเรียกด้วยเสียงสะอื้น “คุณแม่คะ…”
หญิงชราไม่อาจกั้นความรู้สึกได้อีกต่อไป หยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม ทว่าเธอกลับรีบเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าหากมัวแต่ร้องไห้จะทำให้มองเห็นใบหน้าของลูกสาวไม่ชัดเจน
“จิ่นอวี้… จิ่นอวี้ ลูกกลับมาแล้วจริง ๆ หรือ?” เธอลูบแก้มลูกสาวเบา ๆ น้ำเสียงสั่นพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย “จิ่นอวี้… ลูก… ลูกทานข้าวหรือยัง?”
คุณนายซูกลับมาเป็นเหมือนตอนลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งบ่นทั้งซักไซ้ถามโน่นถามนี่ด้วยความกังวล “ที่… ทางฝั่งโน้น เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ปกติได้กินอะไรบ้างไหม? ใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นหรือเปล่า? หนาวไหมลูก?”
ซูจิ่นอวี้น้ำตาคลอหน่วยแล้วตอบเสียงแผ่ว “คุณแม่คะ หนูสบายดีทุกอย่างค่ะ กินอิ่มนอนหลับดี อาหารทุกอย่างที่ซู่เป่าถวายให้หนู หนูได้รับและทานหมดเลยค่ะ… สองสามวันนี้ประตูผีเปิดรับเทศกาลเดือนเจ็ด หนูจึงเพิ่งได้ขึ้นมาวันนี้เอง… หนูได้ทานทั้งบะหมี่กุ้งหกอย่าง รวงผึ้งย่าง และไอศกรีมทอดที่พี่สี่ตั้งใจทำด้วยนะคะ”
“ไอศกรีมทอดรสนมอร่อยแปลกใหม่ดีจังค่ะ แล้วยังมีปลาแซลมอนที่หนูไม่เคยได้ลองทานมาก่อนเลยด้วย…”
หญิงชราทั้งสะอื้นไห้และหลุดยิ้มออกมาในคราวเดียวกัน “อยากทานอะไรอีกไหมลูก บอกแม่มาเถอะ เดี๋ยวแม่จะเข้าครัวไปทำให้ตอนนี้เลย”
ซูจิ่นอวี้ตั้งใจจะตอบว่าพอแล้ว เพราะเธอรู้สึกอิ่มเอมจนล้นปรี่ จู่ ๆ ความทรงจำในวันวานก็แล่นปราดเข้ามาในหัว เธอจึงแกล้งเอ่ยอ้อนด้วยน้ำเสียงสดใสปนทะเล้น “คุณแม่คะ… หนูอยากทานหัวสิงโตตุ๋นค่ะ! แต่ขอแบบรสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านหน่อยนะ!”
“แล้วก็อยากทานขาไก่พริกเสฉวนด้วยค่ะ! แต่หนูขอแบบที่คุณยายฟันหลอเคี้ยวถอดกระดูกมาให้แล้วนะคะ!”
คุณนายซูถึงกับชะงักอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดขำพรืดออกมาขนานใหญ่ กลายเป็นทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
เธอจำได้แม่นยำว่ายามเด็ก ซูจิ่นอวี้มักรบเร้าเซ้าซี้อยากทานขาไก่พริกเสฉวนแบบไร้กระดูก ซึ่งเธอก็มักจะเย้าแหย่ลูกสาวกลับไปซ้ำ ๆ ว่ามันไม่อร่อยหรอก เพราะเหตุผลที่ขาไก่ไม่มีกระดูก ก็เนื่องมาจากมีคุณยายฟันหลอคอยใช้ปากเคี้ยวถอดกระดูกออกให้ต่างหาก
ไม่นึกเลยว่า… แม้เวลาจะล่วงเลยมานานเพียงใด ซูจิ่นอวี้ก็ยังคงจดจำเรื่องตลกตอนนั้นได้จนถึงบัดนี้!
คุณนายซูปาดคราบน้ำตาตรงหางตาแล้วเอ่ยตอบ “ได้ ๆ แม่จะไปทำให้เดี๋ยวนี้เลย เมื่อก่อนแม่รู้ว่าลูกอยากทานเผ็ดใจจะขาด แต่ตอนรักษาก็ถูกสั่งห้ามไว้เสียทุกอย่าง คงจะอัดอั้นน่าดูเลยสินะ?”
ซูจิ่นอวี้สวมกอดแขนของผู้เป็นแม่แน่นราวกับเด็กหญิงตัวน้อยกก่อนพยักหน้าว่าง่าย “อื้ม ๆ หนูฝันถึงจนน้ำลายสอเลยค่ะ หิวมากจริง ๆ!”
ความโศกเศร้าพลันแล่นเข้าจับจิตใจของหญิงชรา แต่ในความเศร้านั้นเธอกลับรู้สึกขอบคุณที่มีโอกาสได้เข้าครัวทำอาหารให้ลูกสาวคนนี้อีกครั้ง
สำหรับเธอในตอนนี้… ดูเหมือนจะไม่กล้าเรียกร้องขอพรข้อใดให้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
ชายชรายังคงยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม ซูจิ่นอวี้จึงหันกลับไปกวักมือเรียกส่งเสียงใส “คุณพ่อคะ อย่ามัวแต่เก็บตัวอยู่ในห้องเลย รีบลงมาสิคะ!”
ท่านผู้เฒ่าซูเม้มริมฝีปากแน่นก่อนเค้นเสียงตอบออกมาสั้น ๆ “เอ่อ… ได้ ๆ”
เขาเดินตามหลังลูกสาวมาติด ๆ ดวงตาคู่นั้นจับจ้องตามแผ่นหลังของซูจิ่นอวี้โดยไม่กะพริบ
ปกติเขาเป็นคนไม่เคยฝันยามหลับใหล
ชั่วขณะนี้เขาจึงแยกไม่ออกเลยว่าภาพตรงหน้าคือความจริงหรือความฝัน หากนี่เป็นเพียงมโนภาพ เขาก็เกรงเหลือเกินว่าถ้าเดินเร็วเกินไปหรือลงเท้าหนักจนเกิดเสียง จะทำให้ตนเองพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
ซูจิ่นอวี้ควงแขนคุณแม่นำหน้า โดยมีคุณพ่อเดินตามหลังพากันลงบันไดมา
บรรยากาศชั้นล่างซึ่งเมื่อครู่ยังคึกคักพลันเงียบสงัดลงในพริบตา
ซูอีเฉินวางแท็บเล็ตในมือลง พลันเลิกสนใจข้อมูลและอีเมลงานทั้งหมด
ซูจื่อหลินที่กำลังตรวจการบ้านให้หานหานก็รีบงับสมุดปิดลงทันควัน
พี่น้องหลายคนที่เคยพบซูจิ่นอวี้เมื่อคืนก่อนไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเหมือนคราวแรก แต่กลับมีความรู้สึกเสียดายที่เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก
แต่สำหรับพี่ชายอีกสามคนนั้น…
ซูเยว่เฟยกำลังจะจิ้มผลไม้เข้าปากถึงกับอ้าปากค้างด้วยความโง่งม จนชิ้นผลไม้ร่วงหลุดจากมือ!
ซูจิ่นโม่ขยี้ตาตัวเองอย่างแรง
ส่วนซูเฉาหยุนถึงกับลุกพรวดขึ้นยืน จ้องมองใบหน้าของน้องสาวราวกับเห็นผี
กลุ่มผู้ใหญ่พลันเงียบกริบจน ซูเหอเวิ่นต้องเงยหน้าขึ้นมองตามอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนพบใบหน้าของคุณอาหญิง ที่เคยเห็นเพียงในรูปถ่ายกำลังลอยละล่องลงมาจากชั้นบน
เด็กชายตกใจจนเสียหลักนั่งทรุดลงกับพื้น แต่ดันไปทับบล็อกของเล่นเข้าเต็มแรงจนต้องร้อง “โอ๊ย!” แล้วกระโดดตัวลอยขึ้นมาอีกรอบ
ซูจื่อซี จ้องมองเงาร่างสีขาวสายนั้นด้วยสีหน้ามึนงงถึงขีดสุด ดวงตาคู่เล็กสื่อความหมายว่า ‘คนนี้ดูคุ้นจัง’ ทว่าสมองกลับยังประมวลผลไม่ออกว่า ‘นี่คือใครกันนะ?’ ผิดกับแขนขาดูจะรู้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เพราะพวกมันพลันแข็งทื่อจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว!
หานหาน และ ซูเหอเหวินต่างมีสีหน้ามึนงงไม่ต่างกัน
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมทุกคนถึงนิ่งค้างไปแบบนั้น?’
ซู่เป่าวางของเล่นในมือแล้ววิ่งเข้าไปหาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร่าเริง “คุณยายคะ จะไปไหนกันเหรอคะ?”
คุณยายซูกุมมือน้อย ๆ ของหลานสาวไว้ก่อนตอบว่า “ยายจะไปทำหัวสิงโตรสเผ็ดให้แม่ของหลานจ้ะ แล้วก็จะมีขาไก่แบบไร้กระดูกด้วยนะ”
ซู่เป่าชูมือขึ้นทำตาเป็นประกาย “ซู่เป่าก็อยากกินด้วยค่ะ!”
ซูอีเฉินเดินเข้ามาใกล้พลางก้มหน้าถามหลานสาว “มันเผ็ดนะ หนูทานไหวเหรอ?”
“ไหวค่ะ ซู่เป่าทานได้!”
ในเมื่อคุณแม่ชอบทาน เธอก็อยากลองชิมดูบ้าง วันหน้าเธอจะได้ทานแทนคุณแม่ได้อีกหลาย ๆ อย่าง!
ดังนั้น บรรดาพี่น้องที่เพิ่งจะทานอิ่มกันไปจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกันอีกครั้ง พวกเขาทยอยเดินเข้าครัวไปทีละคน คนหนึ่งช่วยสับเนื้อ อีกคนจัดการล้างขาไก่ ส่วนอีกคนก็คอยหาพริกดอง
เมื่อต้มขาไก่จนสุกและแช่น้ำเย็นเรียบร้อย ทุกคนต่างหยิบกรรไกรมาตั้งหน้าตั้งตาเลาะกระดูกออก
ทว่า ซูเยว่เฟย ซูจิ่นโม่ และ ซูเฉาหยุน กลับยังคงยืนเซ่อซ่าอยู่ตรงประตูห้องครัว
ขณะนี้ในสมองของพวกเขาเปรียบเสมือนมีสายฟ้าฟาดกระหน่ำซ้ำ ๆ ประตูสู่โลกใบใหม่ถูกพังทลายลงด้วยอิทธิฤทธิ์ของความจริงที่ปรากฏตรงหน้า
‘โลกใบนี้… แท้จริงแล้วมีวิญญาณอยู่จริง ๆ งั้นหรือ?’
“จิ่นอวี้…” ซูเยว่เฟยพึมพำเสียงต่ำ
‘การได้เห็นน้องสาวกลับมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเช่นนี้’
‘มันกำลังสั่นคลอนโลกทั้งใบที่เขารู้จักให้พิลึกพิลั่นไปไกลเกินกว่าจะจินตนาการเสียแล้ว!’