ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 284 หลายคนไม่ทันได้บอกลา แค่นี้ก็ดีแล้ว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 284 หลายคนไม่ทันได้บอกลา แค่นี้ก็ดีแล้ว
ภายในห้องครัวอันแสนชุลมุน ซูอี้เชินไม่รู้ไปควานหาโหลพริกดองมาจากซอกไหน เขาชูมันขึ้นพลางเอ่ยถามว่า “แม่ครับ พริกดองเก่านี่ยังทานได้ไหม? ดูเหมือนจะดองมาปีสองปีแล้วนะ”
ซูจื่อหลินเองก็กำลังรื้อหาตะร้าไม้ไผ่ในตู้เก็บของ “แม่ครับตะกร้าอยู่ไหนเอ่ย?”
ส่วนซูโล่วกำลังง่วนกับการสับต้นหอม ขิง และกระเทียมเพื่อทำเครื่องปรุงกลับหากระเทียมไม่เจอ “แม่ครับ กระเทียมหมดแล้วเหรอ?”
ไม่พ้นซูอิงเอ๋อร์ที่ส่งเสียงโวยวายแกมระอา “แม่ครับ กระดูกไก่นี่ต้องเลาะให้เกลี้ยงจริง ๆ เหรอ? มันแกะยากจัง ผมแทะกินไปเลยได้ไหม”
ซูเยว่เฟย, ซูจิ่นโม่ และ ซูเฉาหยุนซึ่งยืนอออยู่หน้าประตูครัวต่างพากันหน้าดำคร่ำเครียดจนมีเส้นสีดำปรากฏบนหน้าผาก เนื่องจากพวกเขาไม่ได้พักอยู่บ้านเป็นประจำ จึงไม่รู้เลยว่าข้าวของเครื่องใช้ถูกเก็บไว้ในตำแหน่งไหนบ้าง…
คุณนายซุถึงกับถลึงตาใส่พร้อมกับไล่ตะเพิด “ไป ๆ พวกแกออกไปให้หมด วัน ๆ เอาแต่เรียกแม่ ๆ ไม่หยุดหย่อนเลยนะ!”
ซูจิ่นอวี้เห็นภาพตรงหน้าแล้วอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา
เธอยื่นมือไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่ออกจากตู้เก็บของฝั่งซ้ายสุด ก่อนเอื้อมหยิบกระเทียมลงมาจากตู้แขวนแล้วเอ่ยอธิบาย “พริกสองปีกินไม่ได้แล้วค่ะแม่ แต่กระปุกนี้แม่เพิ่งดองเมื่อสองเดือนก่อนเอง ส่วนของเก่าแม่เททิ้งไปตั้งนานแล้ว!”
ร่างกายของคุณนายซูพลันแข็งทื่อ ปลายมีดที่กำลังซอยผักหยุดกะทันหัน
ดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำจน ซู่เป่าซึ่งกำลังอุ้มหัวหอมใหญ่หัวเขื่องต้องเงยหน้ามองด้วยความสงสัย “คุณยายขา เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
หญิงชราฝืนยิ้มตอบ “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แค่หั่นหัวหอมแล้วมันแสบตาไปนิด…”
ซู่เป่านึกสงสัยจึงลองใช้นิ้วจิ้มแคะหัวหอมใหญ่ดูบ้าง
‘เจ้าหัวหอมนี่มันเผ็ดเหรอ? ก็ไม่นี่นา! แล้วมันจะทำให้คนเราร้องไห้ได้ยังไงกัน?’
ผลคือเล็บของเธอสะกิดจนเนื้อหัวหอมแตกออก กลิ่นฉุนกึกพลันพุ่งเข้าปะทะดวงตาในทันที จนเด็กน้อยร้องจ๊ากออกมา
“ฮือ ๆ… หัวหอมใหญ่กัดตาจริง ๆ ด้วยค่ะ!” ซู่เป่าทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลพราก พยายามชูหัวหอมใหญ่ให้ห่างตัวสุดเท่าที่จะทำได้
เดิมทีทุกคนกำลังจมอยู่กับความเศร้า คุณนายซูต่างสะเทือนใจ ทว่าพอได้ยินเสียงร้องไห้ฟูมฟายกล่าวโทษหัวหอมของซู่เป่า บรรยากาศที่เคยอึดอัดก็พลันสลายหายไปและกลับมาสดใสขึ้นมาทันที
หญิงชรารีบคว้าหัวหอมออกไปจากมือหลาน “อย่าไปแตะหัวหอมนะลูก ถ้าเดี๋ยวมือเปื้อนแล้วเผลอขยี้ตาจะแสบมากรู้ไหม?”
“หนูขยี้ไปแล้วค่ะ!” เมื่อครู่มันแสบมากจนเธอเผลอขยี้ตาเข้าเต็ม ๆ
‘แย่แล้ว… คราวนี้ซู่เป่าเลยร้องโฮหนักกว่าเดิม’
หานหานวิ่งเข้ามาพร้อมกระดาษทิชชูในมือ “มาแล้ว ๆ พี่จะช่วยเช็ดให้เอง!”
ส่วนซูเหอเวิ่นถือผ้าขนหนูตามมาพลางขมวดคิ้วดุ “ทิชชูแห้ง ๆ มันใช้ไม่ได้หรอก ต้องผ้าขนหนูเปียกสิ!”
ซูจิ่นอวี้รู้สึกทั้งอ่อนใจและขบขันในเวลาเดียวกัน เธอจึงจูงมือน้อย ๆ ของลูกสาว “ไปเร็ว เดี๋ยวแม่พาไปล้างตาจ้ะ”
เพราะเหตุวุ่นวายเล็ก ๆ นี้เอง การปรากฏตัวด้วยความกะทันหันของซูจิ่นอวี้ จึงแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นอย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากจัดการล้างตาให้ลูกสาวเรียบร้อย เด็ก ๆ ก็พากันวิ่งเข้าครัวไปป่วนงาน…
เอ๊ย ไปช่วยงานกันยกใหญ่
ซูจิ่นอวี้ยืนอยู่นอกประตูก่อนพึมพำเรียกเสียงเบา “พี่สาม”
‘ช่างโชคดีเหลือเกิน… แม้ลูกสาวจะเป็นยมทูตน้อย แต่ท้ายที่สุดเด็กคนนี้ก็ทำให้เธอได้รับโอกาสกลับมาพบครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายจนได้’
เพราะกลัวว่าจี้ฉางจะต้องพลอยรับผิดชอบความผิด เธอจึงตัดสินใจไปรบเร้าพวกผู้เฒ่าในยมโลกด้วยตนเอง ตามกฎแล้ว ดวงวิญญาณที่ดับสูญห้ามพบหน้าครอบครัวพร้อมกันทั้งหมด
ทว่าพวกผู้เฒ่าเหล่านั้นถูกเธอตื๊อจนทนรำคาญไม่ไหว จึงทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมองข้ามไปเสีย ก็นับว่าไม่ผิดกฎเสียทีเดียว เพราะ หานหาน และ ซูเหอเวิ่นก็ยังมองไม่เห็นเธอนี่นา
ซูเยว่เฟยเม้มริมฝีปากนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปลูบศีรษะน้องสาวด้วยความอ่อนโยนแล้วคลี่ยิ้ม “ไม่เจอกันนานนะ น้องสาว”
“ไม่เจอกันนานค่ะ พี่สาม!” ซูจิ่นอวี้ยิ้มจนตาหยี
จากนั้นเธอก็หันไปหาพี่ชายอีกคน “พี่หก เครื่องลิโธกราฟฟีของพี่ทำเสร็จหรือยังคะ? นี่มันความลับระดับชาติเลยนะ! ส่วนพี่เจ็ด… พี่ต้องระวังตัวให้มาก ๆ นะคะ สายลับในยุคสงครามเย็นสมัยนี้น่ากลัวขึ้นทุกวัน ดูเหมือนจะมีความวุ่นวายแอบแฝงอยู่เต็มไปหมด”
ซูเฉาหยุนพยักหน้าส่งยิ้มละมุนเหมือนพี่ชายข้างบ้านดูไม่มีพิษมีภัย “จิ่นอวี้ยังจำได้ด้วยเหรอว่าพี่เจ็ดทำงานอะไร?”
ซูจิ่นอวี้บ่นอุบอิบ “แน่นอนสิคะ!”
“พี่รู้สึกว่าเราอ้วนขึ้นนิดหน่อยนะ” ซูเฉาหยุนเดินเข้ามากอดน้องสาวไว้แน่น
“ใช่ไหมคะ? หลังจากที่ตายไป หนูพยายามปั้นรูปร่างน่าดูเลยล่ะ!” ซูจิ่นอวี้ยืดอกยอมรับอย่างภาคภูมิใจ
ซูจิ่นโม่ได้ยินดังนั้นถึงกับหลุดหัวเราะพรืดออกมาทันที
อาหารมื้อดึก ประกอบไปด้วยหัวสิงโตตุ๋นรสเผ็ดในน้ำซุปหมาล่า ขาแกะย่างพริกยี่หร่า และตีนไก่พริกดองไร้กระดูก
ซู่เป่าทานจนเหงื่อท่วมตัวพลางซูดปากระบายความเผ็ดไม่หยุดหย่อน มือหนึ่งคีบอาหาร ส่วนอีกมือก็คว้าแก้วน้ำดื่มตามไปอึกใหญ่
มู่กุยฝานซึ่งก่อนหน้านี้แทบจะกลายเป็นธาตุอากาศอันจืดจาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเอ็นดูกึ่งอึดอัดว่า “ถ้าทานเผ็ดไม่ได้ขนาดนั้นก็อย่าฝืนเลย”
เดิมทีเขาไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของครอบครัวตระกูลซูในยามได้กลับมาพร้อมหน้า เพราะเขารู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การปรากฏตัวของเขาอาจดูเป็นส่วนเกินไปเสียหน่อย แต่ว่าซู่เป่ากลับยืนกรานที่จะลากเขาออกมาร่วมโต๊ะด้วยให้ได้
เด็กน้อยดื่มน้ำไปครึ่งขวดก่อนทำหน้ายู่ด้วยความประหลาดใจ “ทำไมของเผ็ดถึงได้กัดคนแบบนี้ล่ะคะ? แต่แปลกจัง… ยิ่งกินก็ยิ่งอร่อย!”
ทุกคนที่ได้ยินต่างนึกในใจเป็นเสียงเดียวกัน
‘โอเค… สงสัยตระกูลซูจะได้สาวน้อยจอมเผ็ดเพิ่มมาอีกคนแล้ว’
มู่กุยฝานนำขาไก่พริกดองไปล้างน้ำซ้ำหลาย ๆ รอบเพื่อลดความเผ็ดก่อนส่งให้ลูกสาว “เพราะความเผ็ดมันคือความรู้สึกเจ็บปวดทางประสาทสัมผัส ไม่ใช่รสชาติพื้นฐาน มันเลยทำให้คนเราติดใจได้ง่ายกว่าปกติ แต่เด็ก ๆ อย่าทานเยอะนักเลยนะ”
ซู่เป่าซึ่งกำลังแทะตีนไก่จึงถามกลับอย่างสงสัย “ทำไมทุกคนต้องบอกว่าหนูเป็นเด็กด้วยล่ะคะ? แล้วทำไมเด็กถึงห้ามทานเยอะล่ะ?”
คุณนายซูหลุดหัวเราะออกมา “ก็หนูไม่เคยทานของเผ็ดมาก่อน ถ้าจู่ ๆ ทานเข้าไปเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวจะปวดท้องเอานะลูก”
ซูอิงเอ๋อร์ แทะขาไก่เสียงดังกรวบพลา่งเอ่ยสมทบอย่างนึกสนุก “ไม่ใช่แค่ปวดท้องนะยัยหนู พรุ่งนี้เวลาต้องเข้าห้องน้ำ… ก้นของหนูจะแสบจี๊ดเหมือนโดนไฟลวกเลยล่ะ!
ซู่เป่า ถึงกับชะงักค้างด้วยความตกตะลึง
‘โธ่… ทำไมมันถึงน่ากลัวขนาดนี้!’
ลำพังแค่พริกกัดปากก็นับว่าแย่พอแรงอยู่แล้ว แต่นี่เจ้าพริกตัวร้ายยังร้ายกาจถึงขั้นตามไปกัดกระเพาะ ลามไปกัดก้น แม้แต่ตอนทำธุระส่วนตัวก็ยังไม่เว้นอย่างนั้นเหรอ? นี่มันช่างเป็นความทุกข์ทรมานที่ตามติดไปทุกหนทุกแห่งจริง ๆ!
เด็กน้อยรีบวางตีนไก่ลงทันที “ไม่กินแล้วค่ะ! ซู่เป่าไม่กินแล้ว!”
เธอหยุดคิดไปอึดใจหนึ่งก่อนพึมพำ “เอาไว้… พรุ่งนี้ค่อยกินต่อแล้วกัน!”
‘ก็คุณแม่ชอบทานนี่นา ในอนาคตเธอจะต้องช่วยทานแทนคุณแม่ให้ได้!’
ทุกคนต่างพากันหัวเราะลั่น เวลาล่วงเลยไปจนเกือบตีสอง แต่กลับไม่มีใครอยากแยกย้ายไปพักผ่อน
สถานีสุดท้ายแห่งการบอกลา… ซูจิ่นอวี้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจอีกต่อไป เมื่อพ้นผ่านเที่ยงคืนไปก็เข้าสู่เทศกาลปล่อยผีที่วิญญาณมากมายจะปรากฏตัว แต่ตัวเธอกลับต้องจากไปเสียแล้ว
ดวงจิตสาวคงอยู่ในห้องของคุณแม่เพื่อร่วมสนทนากันเนิ่นนาน จนกระทั่งความอ่อนเพลียเข้าจู่โจมจนหญิงชราไม่อาจฝืนกายไหวและเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด เมื่อเห็นดังนั้นซูจิ่นอวี้จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
“แม่คะ… รักษาสุขภาพด้วยนะ” เธอประสานสายตามองพลางกระซิบแผ่วเบา “หนูรักแม่ตลอดไปค่ะ”
จากนั้นจึงเบนสายตาไปยังคุณพ่อซึ่งเข้าสู่การหลับใหลไปก่อนหน้าแล้ว “พ่อคะ… รักษาสุขภาพด้วยนะ พ่อต้องดูแลแม่ให้มีความสุขมาก ๆ นะคะ หนูก็รักพ่อตลอดไปเช่นกัน”
“ถึงเวลาที่หนูต้องไปเกิดใหม่แล้ว… คุณพ่อคุณแม่คะ… ลาก่อนค่ะ”
เธอมองร่างของบุพการีทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทันทีที่เธอพ้นประตูห้องมา หยาดน้ำตาพลันรินไหลออกมาจากหางตาของคุณนายซู ขณะที่ผู้เป็นสามียื่นมือมาช่วยเช็ดน้ำตาให้ภรรยาด้วยความอ่อนโยน
ชายชราพึมพำเสียงเบา “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา พระจันทร์มีมืดมิดมีกระจ่าง มีเต็มดวงและเว้าแหว่ง…”
เดิมทีพวกเขาไม่เคยคาดหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง
แแต่ปาฏิหาริย์นี้กลับทำให้ได้กล่าวคำอำลาต่อกัน
แค่นี้ก็ดีมากแล้ว… ดีเท่าที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะคาดหวังได้
มีคนอีกมากมายบนโลกที่ไม่ทันได้กล่าวแม้คำลาจนต้องกลายเป็นความเสียใจชั่วนิรันดร์
เมื่อลูกเติบใหญ่ พวกเขาก็ต้องจากอ้อมอกไปเสมอ
ก็คิดเสียว่าจิ่นอวี้เพียงแค่ออกเดินทางไกล ไปยังดินแดนแสนไกลโพ้นเท่านั้นเอง…
เมื่อซูจิ่นอวี้เดินออกมาก็พบว่าพี่ชายทั้งแปดคนยังคงนั่งเงียบสงบอยู่ชั้นล่าง ซู่เป่าง่วงนอนเต็มทีจนต้องใช้นิ้วเล็ก ๆ พยายามถ่างเปลือกตาตัวเองเอาไว้
“ลุงใหญ่ขา… ซู่เป่าอยากได้เทปค่ะ” เสียงเล็ก ๆ พึมพำด้วยน้ำเสียงงัวเงียช่างน่าเอ็นดู แม้จะง่วงจนตาจะปิด แต่เธอก็ยังยืนกรานจะเอาเทปใสมาติดตรึงเปลือกตาไว้ หลังจากติดเสร็จเรียบร้อย เธอก็เห็นคุณแม่ของตนลอยลงมาพอดี
ซู่เป่าเบิกตากว้างขึ้นทันทีพร้อมกับถลาเข้าสู่อ้อมกอดของซูจิ่นอวี้ “คุณแม่… คุณแม่จะไปแล้วเหรอคะ?”
ซูจิ่นอวี้ลูบศีรษะลูกสาว “ต่อไปนี้ต้องเชื่อฟังคุณยายนะลูก ฟังคำสั่งสอนของคุณลุงทุกคนด้วย”
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “และ… เชื่อฟังคุณพ่อด้วยนะ”
มู่กุยฝานซึ่งยืนพิงขอบประตูห้องชั้นสองอยู่ท่ามกลางความสลัว พลันชะงักนิ่งไปในทันทีที่ได้ยินคำฝากฝังนั้น ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วร่างจนเขาไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ ในดวงตาที่เคยเย็นชากลับสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกอันท่วมท้น
มันไม่ใช่แค่คำขอร้อง แต่มันคือการยอมรับและมอบความไว้วางใจให้แก่เขา…