ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 290 ลูกสาวทำมากเพียงใดก็ไม่เท่าลูกชาย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 290 ลูกสาวทำมากเพียงใดก็ไม่เท่าลูกชาย
หวังเจียเจียเพิ่งก้าวเท้าเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์กรีดร้องขึ้นมาทันที เมื่อกดรับสายเธอกลับต้องประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน
‘จากราคาห้าแสน เพียงไม่ถึงชั่วโมงกลับร่วงลงมาเหลือแค่สามแสนเนี่ยนะ?’
‘มันช่างผิดปกติจนดูมีพิรุธและไม่ชอบมาพากลเอาเสียเลย!’
ทว่าปลายสายยังคงคะยั้นคะยออย่างกระตือรือร้น “นี่เป็นโอกาสที่ผมเฝ้าอ้อนวอนหัวหน้ามาทั้งเช้าเลยนะครับ คุณรีบมาจองเถอะก่อนที่สิทธิ์จะหลุดไป ส่วนลดมหาศาลขนาดนี้ คุณมีแต่ได้กับได้จริง ๆ! ให้ผมช่วยล็อคที่ไว้ให้เลยไหมครับ?”
เธอตอบกลับด้วยความระแวดระวัง “ขอฉันไปดูด้วยตาตัวเองก่อนแล้วกันค่ะ” เมื่อพูดจบเธอก็ชิงวางสายไปทันที
อี้กวง น้องชายซึ่งยืนแอบฟังอยู่ข้าง ๆ พลันร้อนรนจนนั่งไม่ติด “พี่! จะมัวไปดูอะไรอีกเดี๋ยวที่ก็หลุดหรอก! รีบโทรบอกเขาไปเลยว่าจอง!”
“ลดไปตั้งสองแสนเชียวนะพี่ คราวนี้พี่ก็ไม่ต้องไปลำบากยืมเงินใครแล้ว แถมเงินที่ประหยัดได้น่ะ ยังเหลือเฟือพอจะซื้อรถให้ผมด้วย!”
“ฉันจะไปเอง นายไม่ต้องตามมา” หวังเจียเจียลุกขึ้นยืนด้วยความเหนื่อยล้าเต็มที
อี้กวงกลับสปริงตัวลุกขึ้นทันควัน “ได้ยังไงกันพี่ นี่เป็นการเลือกบ้านหลังสุดท้ายให้พ่อนะ ในฐานะลูกชายผมจะนิ่งดูดายได้ยังไง!”
หญิงสาวคร้านจะเสวนากับเธอจึงเดินหนีออกมาทันที
ชั้นล่าง สองพี่น้องบังเอิญเจอกับคุณพ่อและคุณแม่ที่เพิ่งกลับจากการเดินเล่นยามเย็น
“จะออกไปข้างนอกกันอีกแล้วเหรอ?” คุณพ่อหวังเอ่ยถามพลางยิ้ม
หวังเจียเจียนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา อี้กวงจึงรีบชิงตอบแทน “ไม่มีอะไรครับพ่อ พ่อไม่ต้องห่วงหรอก”
“เจียเจีย มีเรื่องอะไรหรือเปล่าลูก?” คุณแม่มองหน้าลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ เดี๋ยวกลับมาหนูจะพาแม่ไปซื้อผักนะ พ่อกับแม่เข้าบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ” เจียเจียตัดบทก่อนก้าวออกจากบ้านไป
“ลูกชายลูกสาวบ้านคุณนี่กตัญญูจริง ๆ เลยนะ ว่าแต่พวกเขาจะไปไหนกันล่ะนั่น?” เพื่อนบ้านละแวกนั้นต่างพากันชื่นชม
คุณพ่อหวังส่ายหน้าพร้อมกับแย้มยิ้มอย่างภูมิใจ “คงไปจองที่ดินที่สุสานชิงซานให้ผมนั่นแหละครับ”
ในหมู่บ้านนี้ใครต่างก็รู้ดีว่าคุณพ่อหวังป่วยเป็นมะเร็ง ทุกคนจึงพากันปลอบใจ “อย่าคิดมากเลย ดูสิยามคุณเข้าโรงพยาบาล ลูกชายคุณก็วิ่งวุ่นจัดการทุกอย่าง ทั้งออกเงินทั้งอยู่เฝ้าไข้ตอนกลางคืนไม่ใช่เหรอ? ช่างหายากจริง ๆ นะลูกชายกตัญญูขนาดนี้ ขนาดตอนนี้ยังอุตส่าห์ไปจองที่ทางไว้ให้คุณอีก”
พวกคนเฒ่าคนแก่เริ่มสนทนาเรื่องความเป็นความตายราวกับเป็นเรื่องตลกขบขัน
“สุสานชิงซานน่ะดีจะตาย มีแต่พวกเศรษฐีอยู่ที่นั่น คุณมีลูกชายแบบนี้ถือว่าโชคดีมีบุญจริง ๆ!”
“นั่นสิ ลูกชายคุณนี่พึ่งพาได้จริง ๆ เลยนะ!”
คุณพ่อหวัง เคลิบเคลิ้มไปกับคำเยินยอและสายตาอิจฉาของเพื่อนบ้านจนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เขากลับเลือกปิดบังความจริงไว้ภายใต้รอยยิ้มนั้น…
ความจริงที่ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลล้วนกลั่นมาจากหยาดเหงื่อของลูกสาว
และคนเดียวที่ยอมอดนอน คอยดูแลข้างเตียงคนป่วยตลอดทั้งคืน
ก็คือลูกสาวคนเดิมที่เขาแทบไม่เคยเอ่ยชม
คุณแม่หวังซึ่งยืนฟังอยู่ข้างกายพยายามระงับอารมณ์อัดอั้นอย่างสุดความสามารถ ทว่าสุดท้ายเธอก็เลือกจะนิ่งเฉย ก่อนจูงมือสามีเดินกลับเข้าบ้านไป
เมื่อพ้นสายตาคนนอก เธอจึงเริ่มบ่นออกมาด้วยความอัดอั้น “เจียเจียออกเงินตั้งมากมาย คุณกลับไม่พูดถึงเธอเลยสักคำ วัน ๆ เอาแต่เยินยอว่าลูกชายดีอย่างนั้นอย่างนี้”
“หรือคุณจะบอกว่าอี้กวงไม่ดีล่ะ?” คุณพ่อหวังพลันหน้าบึ้งด้วยความไม่พอใจ
สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่เจียเจียทำล้วนเป็นหน้าที่ของคนเป็นลูกสาว แม้ลูกชายจะแวะมาเยี่ยมเยียนเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เขากลับรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งกว่า
‘ต้องรู้ไว้ซะบ้างนะ… คนป่วยคนอื่น ๆ น่ะ ลูกชายอยู่ต่างเมืองไม่ยอมกลับมาดูดำดูดีก็ตั้งเยอะแยะ!’
‘ลูกชายของเขาไม่เพียงมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล แต่ตอนนี้ยังลงแรงไปดูสุสานด้วยตัวเอง’
‘นี่สิถึงจะเรียกว่ายอดคนกตัญญู ใครก็เทียบไม่ได้!’
“ฉันไม่ได้บอกว่าอี้กวงไม่ดี แต่ตอนคุณนอนพะงาบ ๆ อยู่โรงพยาบาล เจียเจียต้องลางานมาวิ่งเต้นให้คุณนะ ทั้งเฝ้าไข้ทั้งคืน พอรุ่งเช้าก็ต้องไปทำงานแล้วยังอุตส่าห์ทำอาหารมาส่งให้คุณอีก” คุณแม่หวังขมวดคิ้วมุ่น
ลูกสาวกลัวแม่จะเหนื่อยจึงไม่ยอมให้แม่เฝ้ากลางคืนเลยสักครั้ง
เธอเคยเสนอให้พี่น้องผลัดกันเฝ้า อี้กวงกลับอ้างว่ากลางวันต้องทำงาน หากอดนอนกลางคืนจะไม่มีสมาธิ… สุดท้ายก็ทิ้งภาระให้แม่แก่ ๆ หรือไม่ก็พี่สาวรับไปแทน โดยอ้างว่าการเฝ้าไข้กลางคืนก็เหมือนการนอนโรงพยาบาลนั่นแหละ ไม่เห็นลำบากตรงไหน
ซึ่งคุณพ่อหวังเองก็เห็นดีเห็นงามกับความคิดนั้น
สุดท้ายเจียเจียซึ่งทนเห็นแม่ลำบากไม่ไหวจึงต้องกัดฟันเฝ้าไข้เองจนร่างกายทรุดโทรม
“เมื่อกี้ที่คุณพูดแบบนั้น ถ้าเจียเจียมาได้ยินเข้า เธอไม่เสียใจแย่เหรอ?”
หากไม่เห็นว่าสามีกำลังป่วยหนัก และเกรงว่าการฉีกหน้าเขาต่อหน้าเพื่อนบ้านจะส่งผลต่อจิตใจ เธอคงตะโกนความจริงออกไปให้รู้แล้วรู้รอดแล้ว
แต่คุณพ่อหวังกลับไม่นำพา “นี่ไม่ใช่สิ่งที่ลูกสาวควรทำอยู่แล้วหรือไง? มีอะไรน่าพูดถึงนักหนา แล้วผมเตือนคุณไว้นะ อย่าไปเที่ยวโพนทะนาเรื่องนี้ให้พวกยายแก่ในหมู่บ้านฟังเด็ดขาด ถ้าคนอื่นรู้ว่าอี้กวงไม่มีเงินเก็บ ใครเขาจะยอมแต่งงานเข้าบ้านเรา!”
คุณแม่หวังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ สุดท้ายก็จำต้องนิ่งเงียบ
จริงอย่างเขาว่า… ลูกชายยังไม่ได้แต่งงาน หากคนภายนอกรู้ว่าเขาทั้งขี้เกียจ ทั้งไร้ความสามารถ แม้แต่พ่อแท้ ๆ ที่ป่วยหนักยังไม่คิดจะดูแล
ใครเล่าจะกล้าฝากชีวิตไว้ด้วย… สุดท้ายคนที่จะต้องรับภาระก็คงไม่พ้นลูกสาวอีกตามเคย
“ตอนนั้นเจียเจียเหนื่อยจนแทบขาดใจ พอเธอบอกจะจ้างพยาบาลคุณก็ดันไม่ยอม”
ใครจะคาดคิดว่าสามีตัวดีจะโพล่งสวนกลับมาอย่างหน้าตาเฉย “จะจ้างพยาบาลไปทำไมให้เปลืองเงิน? ขืนคนนอกรู้เข้า เขาได้เอาไปโพนทะนานินทาพอดีว่าบ้านเราสิ้นไร้ไม้ต่อจนไม่มีลูกหลานมาคอยดูแล!”
“……” เธอจุกจนพูดไม่ออก ได้แต่ทอดถอนใจให้กับความดื้อรั้นของชายตรงหน้า ก่อนพึมพำลอดไรฟันด้วยความขุ่นเคือง “ไอ้พวกสมองทึบ… โง่งมกันไปหมด!”
ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เหนือศีรษะของชายชรานั้นมีวิญญาณผีร้ายตนหนึ่งเกาะหนึบอยู่จริง ๆ
มันหัวเราะคิกคักแล้วพึมพำเลียนแบบ “ถูกต้องแล้ว… ก็ไอ้พวกโง่งมนั่นแหละ!”
ปีศาจร้ายชอบใจยิ่งนัก ครอบครัวนี้เต็มไปด้วยคนเขลาเบาปัญญา ลูกชายโง่เง่าไม่รู้จักกตัญญู ไม่คิดพยายาม วัน ๆ เอาแต่ยื่นมือขอเงิน และพ่อที่หูตาฝ้าฟางลำเอียงจนกู่ไม่กลับ…
‘ช่างเป็นอาหารรสโอชะของมันเสียจริง!’
คนแก่ทั้งคู่ต่างก็โง่เขลาเบาปัญญา ด้วยหลงคิดไปเองว่าในเมื่อลูกสาวมีความสามารถและฐานะความเป็นอยู่ดีกินดี ส่วนลูกชายยังยากจนข้นแค้น พี่สาวจึงควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือน้องชายตนเอง ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว
แต่คนโง่เขลาที่สุดกลับเป็นหวังเจียเจีย ทั้งที่รู้เต็มอกว่าคนในครอบครัวเป็นพวกปลิงคอยดูดเลือด แต่เธอกลับพยายามกล่อมตนเองว่าพ่อแม่แก่ชราแล้วไม่ควรถือสา
ส่วนน้องชายก็ยังเด็กไม่เดียงสาจึงทำอะไรไม่ได้ ผลสุดท้ายเธอจึงต้องแบกรับภาระครอบครัวใหญ่เอาไว้เพียงลำพัง จนปล่อยให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของตนเองต้องระส่ำระสายวุ่นวายไปหมด…
‘ช่างโง่เขลาจริง ๆ…’
‘วิญญาณร้ายพึงพอใจยิ่งนัก มันเฝ้ารอเวลาให้ชายชราสิ้นใจ เพื่อจะได้ย้ายไปสิงสู่ในร่างของหวังเจียเจียต่อไป’
‘ผีโง่งมลอบถอนหายใจออกมาอย่างสำราญใจ ก่อนนั่งไขว่ห้างฮัมเพลงงิ้วอย่างอารมณ์ดี’
*
อีกด้านหนึ่ง ขบวนรถตระกูลซูได้เคลื่อนย้ายมาถึง สุสานพิงชวนเป็นที่เรียบร้อย
ผู้จัดการฝ่ายขายของสุสานพิงชวนถึงกับยืนตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้จัดการจากสุสานชิงซานซึ่งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ เพิ่งมาคุยโวโอ้อวดใส่เขาว่ายอดขายพุ่งกระฉูดเพียงใด ทั้งยังอวดอ้างเรื่องค่าคอมมิชชั่นมหาศาลจนถอยรถคันใหม่ได้
ซ้ำยังเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่าตระกูลซูคือป้ายโฆษณาชั้นดี ตราบใดที่ฮวงจุ้ยตระกูลซูยังตั้งอยู่ที่นั่น สุสานชิงซานก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องรายได้อีกต่อไป
ทว่าวันนี้… มหาเศรษฐีตระกูลซูกลับหอบหิ้วกันมาที่นี่อย่างกะทันหัน!
ผู้จัดการจ้าวแห่งสุสานพิงชวนตกใจจนลนลาน เขาเร่งจัดการดูแลทุกรายละเอียดสุดฝีมือเพื่อต้อนรับตระกูลซูให้สมเกียรติ
แม้ทุกอย่างถูกเตรียมการเอาไว้นานแล้ว เหตุการณ์นี้กลับกะทันหันเกินไป โดยปกติแล้วป้ายวิญญาณต้องสั่งทำเป็นพิเศษ ต่อให้เร่งแกะสลักเพียงใดก็ยังไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ในทันที
ผู้จัดการจ้าวซับเหงื่อพลางเอ่ยละล่ำละลัก “คุณซูครับ คือว่า… ป้ายหลุมศพยังแกะสลักไม่เสร็จเลยครับ…”
ซูอีเฉินตอบกลับเสียงเรียบ “ไม่เป็นไร ขอให้เสร็จก่อนสี่โมงเย็นก็พอ”
ผู้จัดการจ้าวพยักหน้าหงึกหงักรัวเร็ว “แน่นอนครับ! ทันแน่นอน!”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!” ซู่เป่าพลันส่งเสียงขัดขึ้นมา เธอมองไปยังคุณทวดที่ร่วมเดินทางมาด้วย ซึ่งกำลังยืนทำหน้าลุ้นอยู่ข้าง ๆ
พวกซินแสหมอดูเหล่านั้นพึ่งพาไม่ได้เลยสักคน เด็กน้อยจึงต้องรับหน้าที่จูงมือท่านปู่ทวดนำทางมาตลอดทั้งสาย
ระหว่างทาง เธอแอบกระซิบถามท่านทวดว่าอยากได้บ้านหลังใหม่รูปทรงแบบไหน ท่านบอกว่าอยากได้ทรงเมฆมงคล
ส่วนหลุมฝังศพของบรรพบุรุษรุ่นอื่น ๆ นั้น ชายชราเล่นร่ายยาวถึงสิบรูปแบบแตกต่างกันในคราวเดียว เห็นได้ชัดว่าท่านตั้งใจออกแบบมาเพื่อความสุนทรีของตนเองโดยแท้…
ซู่เป่าเริ่มนับนิ้วพลางเจรจาเจื้อยแจ้ว “ปู่ทวดบอกว่าอยากได้ป้ายหลุมศพรูปทรงเมฆมงคลค่ะ ท่านเบื่อทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบเดิม ๆ จะแย่อยู่แล้ว! แล้วท่านยังฝากบอกอีกว่า คุณปู่รุ่นที่สี่อยากได้ทรงโบว์ คุณย่ารุ่นที่สี่ขอเป็นทรงดอกไม้ ส่วนคุณยายต้องการรูปหงส์ และคุณตาก็อยากได้รูปมังกรด้วยค่ะ…”