ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 291 คนที่น่าสงสาร มักมีด้านที่น่าเกลียดซ่อนอยู่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 291 คนที่น่าสงสาร มักมีด้านที่น่าเกลียดซ่อนอยู่
ณ สุสานชิงซาน
ผู้จัดการหลี่แทบกระอักเลือดเมื่อได้ข่าวว่าตระกูลซูย้ายไปสุสานพิงชวนเรียบร้อยแล้ว ซ้ำร้าย ผู้จัดการจ้าว คู่แข่งคนสำคัญยังวิ่งวุ่นจัดแจงสร้างหลุมฝังศพให้มหาเศรษฐีกลุ่มนี้โดยสุดกำลัง
เขาแว่วมาว่าทางนั้นถึงกับยอมทำตามคำขอพิลึกพิลั่นสารพัดรูปแบบ ทั้งป้ายวิญญาณทรงโบว์ ทรงเมฆมงคล ไปจนถึงทรงลูกท้ออายุยืน… ผู้จัดการหลี่โกรธจนหลุดด่าอีกฝ่ายว่าเป็นพวกสอพลอไร้ศักดิ์ศรี ทว่าสุดท้ายก็ได้แต่จ้องมองความสำเร็จของคนอื่น
ผลจากการที่ตระกูลซูย้ายไปสุสานพิงชวน ทำให้ที่ดินซึ่งปกติเคยค้างสต็อกข้ามปีกลับขายหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา ในขณะที่สุสานชิงซานของเขา ไม่เพียงถูกยกเลิกสัญญาจนแทบเกลี้ยง ยังมีเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเรื่องใหญ่ตามมา
สุสานชิงซานถูกตระกูลซูฟ้องร้องข้อหาแอบอ้างชื่อเสียง และนำหลุมฝังศพของพวกเขาไปใช้เป็นป้ายโฆษณาเพื่อหาผลประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้จัดการหลี่กัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองลึก ๆ เขามั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือของไอ้แซ่จ้าวที่คอยเป่าหูใส่ร้ายเขาอยู่เบื้องหลังแน่นอน…
สำนักงานขายของสุสานชิงซาน
เหล่าพนักงานขายต่างพยายามงัดทุกกลเม็ดและคำพูดสละสลวยมาใช้เพื่อรั้งลูกค้าไว้
จากเมื่อเช้า เคยปั้นหน้าดูถูกคนที่มีกำลังซื้อไม่ถึง ยามนี้กลับยอมก้มหัวโค้งคำนับ คอยยกน้ำชาเทน้ำท่าเอาอกเอาใจ
พนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งปิดการขายกับพี่น้องตระกูลหวังอย่างกระตือรือร้น เขาพยายามประจบประแจง หวังอี้กวงเต็มที่เพราะดูทรงแล้วน่าจะเป็นคนคุมเกม
หวังอี้กวงถือแก้วชาพลางนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางพึงพอใจ เมื่อเห็นพี่สาวมีท่าทีลังเล เขาก็รีบเร่งรัดทันที “พี่ครับ! จะมัวดูอะไรนักหนา เมื่อเช้าก็สำรวจจนทั่วแล้วไม่ใช่เหรอ? รีบตัดสินใจเถอะน่า!”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้พนักงานขายมั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือผู้มีอำนาจตัดสินใจ จึงยิ่งโหมประจบหนักขึ้นไปอีก
หวังอี้กวงหลงระเริงไปกับการได้รับการปรนนิบัติเยี่ยงวีไอพี เขาฉีกยิ้มพลางเอ่ยว่า “สุสานชิงซานเนี่ยพวกเราเล็งมานานแล้ว ผมค่อนข้างพอใจที่นี่มาก…”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค หวังเจียเจียกลับวางสัญญาลงบนโต๊ะพลางขัดขึ้น “ฉันขอตัวไปเปรียบเทียบกับที่อื่นดูอีกหน่อยแล้วกันค่ะ!”
หวังอี้กวงถึงกับชะงักค้าง อารมณ์ขุ่นมัวพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
‘จะมัวลังเลอะไรนักหนา!’
เขามุ่นหัวคิ้วขณะเอ่ยตำหนิ “พี่! พี่จะทำอะไรเนี่ย? ตอนนี้เขาลดให้ตั้งสองแสน ผมว่าราคานี้มันสมเหตุสมผลแล้วนะ รีบตัดสินใจเถอะ!”
เขากังวลลึก ๆ ว่าหากหมดช่วงโปรโมชั่นนี้ไป พี่สาวของเขาต้องมานั่งเสียใจภายหลัง
“งั้นนายก็ตัดสินใจเองสิ ฉันไม่ห้ามหรอก” หวังเจียเจียแค่นหัวเราะเย้ยหยัน
คำสวนกลับนั้นทำเอาน้องชายหน้าชาด้วยความโกรธจัด
หากเขามีเงินเองคงไม่ต้องมานั่งง้อเธอแบบนี้ใช่ไหม?
ในความคิดของเขา การเลือกสุสานให้พ่อควรเป็นหน้าที่ของลูกชายผู้เป็นเสาหลัก เขาจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่สาวถึงต้องเข้ามาวุ่นวายและทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาเคยรบเร้าขอให้เธอส่งเงินมาให้เขาจัดการเองทั้งหมด แต่เธอกลับปฏิเสธเสียงแข็ง แล้วตอนนี้ยังมาทำท่าทีเรื่องมากอีก!
หวังเจียเจียเมินเฉยต่ออารมณ์ของน้องชาย เธอรีบลุกขึ้นและเดินออกไปทันที
พนักงานขายคนดังกล่าวได้แต่ยืนหงุดหงิดใจ คุยมาตั้งนานแทบตาย สุดท้ายกลับประจบผิดคนเสียอย่างนั้น!
โดยปกติคนมาเลือกที่ทางให้บรรพบุรุษมักเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงมักมาแค่เป็นเพื่อน ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะพลาดประเมินสถานการณ์ผิดไปถนัดตา
“ก็ได้ครับ งั้นคุณลูกค้าลองไปทบทวนดูอีกที แต่ผมต้องย้ำนะครับว่าโปรโมชั่นนี้มีผลถึงแค่วันนี้เท่านั้น พรุ่งนี้ถ้าคุณกลับมา ผมคงรับประกันราคาเดิมไม่ได้นะครับ!” พนักงานขายยังคงทิ้งท้ายอย่างไม่ลดละ
หวังอี้กวงพยักหน้ารับส่ง ๆ ก่อนรีบก้าวเท้าตามพี่สาวออกไปข้างนอกพร้อมกับโวยวายราวกับไม่พอใจ “พี่ทำบ้าอะไรของพี่เนี่ย!”
“นายไม่สังเกตเหรอ? เมื่อเช้าตอนเรามาถึง พวกเขาเอาแต่ยกชื่อตระกูลซูขึ้นมาอ้างตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับเงียบกริบไม่เอ่ยถึงสักคำ แสดงว่าที่นี่ต้องมีปัญหาอะไรแน่ ๆ” เจียเจียพยายามอธิบาย
อี้กวงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วสวนกลับด้วยความรำคาญ “แค่นี้เองเหรอ?”
เขาไม่เข้าใจเลยว่าการที่พนักงานจะพูดถึงตระกูลซูหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับการซื้อสุสานของครอบครัวเขาตรงไหน
“พี่จะไปสนใจเรื่องของคนอื่นทำไม ต่อให้ที่นี่มีปัญหาจริง นั่นก็ยิ่งเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ของถูกไม่ใช่เหรอ? ซื้อตอนนี้แหละคือการได้ประโยชน์!” อี้กวงพ่นคำพูดออกมาไม่หยุด
“อีกอย่าง เมื่อกี้คุณลี่เขาก็บอกแล้วไงว่าบ่ายนี้มีการประชุมกระตุ้นยอดขาย โครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดวันนี้ต้องรีบระบายให้หมดไม่งั้นจะโดนลงโทษ เขาถึงได้ยอมหั่นราคาให้เราขนาดนี้ พ้นวันนี้ไปราคาก็ดีดกลับไปเท่าเดิมแล้ว!”
หวังเจียเจียหัวเราะเยาะในความอ่อนต่อโลกของน้องชาย “นายเชื่อคำลวงพวกนั้นจริง ๆ เหรอ? อย่างน้อยฉันก็ไม่เชื่อ ฉันขอรอดูสถานการณ์อีกนิดดีกว่า”
อี้กวงเริ่มร้อนรนจนทนไม่ไหว “ดูต่อก็ไม่มีแล้ว! พี่ไม่เห็นเหรอ ข้างในมีตั้งกี่คนกำลังเซ็นสัญญา! แล้วพี่ไม่รู้หรือไงว่าพ่ออยากมาที่นี่ แค่พ่อดีใจก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ”
ในสายตาของชายชรา การมีที่ดินในสุสานชิงซานคือเครื่องหมายเชิดหน้าชูตาและประกาศฐานะ
ในเมื่อพ่อต้องการเกียรติยศนี้ เขาก็แค่หยิบยื่นให้ไปเสียก็สิ้นเรื่อง!
อี้กวงยังคงพล่ามต่อไปไม่หยุด “พ่อก็ระยะสุดท้ายแล้ว จะอยู่ได้อีกกี่วัน ต่อให้พี่ไปบอกตอนนี้ว่าที่นี่ไม่ดี เขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี สู้ซื้อให้เขาไปเลย พ่อดีใจ ร่างกายก็จะดีขึ้นบ้าง พี่จะจริงจังอะไรนักหนา”
เมื่อได้ยินเหตุผลเรื่องความรู้สึกของพ่อ เจียเจียก็เริ่มมีท่าทีลังเลอีกครั้ง
สิ่งที่น้องชายพูดมานั้นมีส่วนถูก…
พ่อของเธอเป็นคนดื้อรั้น หากท่านปักใจเชื่อไปแล้วว่าที่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ต่อให้เธอหาเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง พ่อก็คงมองว่าเธอกำลังหาข้ออ้างเพื่อประหยัดเงินเสียมากกว่า
“งั้นก็ได้…” เจียเจียถอนหายใจยาว
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น เป็นสามีของเธอ
ปลายสายกรอกเสียงเข้มด้วยความเย็นชา “หวังเจียเจีย… ฟังนะ วันนี้ถ้าคุณขืนเอาเงินเก็บของเราไปซื้อสุสานพรรค์นั้น กลับมาเราหย่ากันแน่!”
“คุณ… ช่วยพูดจาให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม? คุณก็รู้ว่าพ่อฉันป่วยหนักขนาดไหน เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว… มีเรื่องอะไรทำไมไม่รอคุยกันที่บ้านล่ะ…” เจียเจียขมวดคิ้วมุ่นอย่างขุ่นเคือง
ในใจของเธอคิดเพียงว่า ‘ไม่ว่าอย่างไร เขาก็คือพ่อของเธอ คนจะตายอยู่แล้ว จะให้เธอไปคิดเล็กคิดน้อยได้ยังไง’
‘ให้เธอยืนดูพ่อแท้ ๆ ทรมานตายไปต่อหน้า เธอทำไม่ได้…จริง ๆ ทำไม่ได้’
ในฐานะลูกสาว เจียเจียเพียงต้องการทำหน้าที่ที่ควรทำ และปรารถนาให้หัวใจของตนเองไม่ต้องถูกพันธนาการด้วยความรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
“การปรนนิบัติพ่อแม่ยามแก่เฒ่ารวมถึงการจัดงานศพให้สมเกียรติ ไม่ใช่หน้าที่พื้นฐานที่ลูกควรทำหรอกหรือ?” หวังเจียเจียเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้า
ทว่าเสียงเยาะหยันของสามีกลับสวนกลับมาตามสาย “ใช่ ควรทำ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควร แต่ต้องเป็นคุณกับน้องชายคุณด้วยกันสิ ทำไมต้องเป็นคุณคนเดียว?”
“ถ้าน้องชายคุณออกด้วย ผมไม่ต้องถึงครึ่งหรอก แค่สองแสนให้น้องคุณออกห้าหมื่น ผมก็ไม่ว่าอะไรแล้ว!”
หวังเจียเจียถึงกับน้ำท่วมปาก เธอกล่าวตะกุกตะกัก “แต่คุณก็รู้… ว่าน้องชายฉันไม่มีเงิน…”
ปลายสายแค่นยิ้มหยัน “ไม่มีเงินมันใช่ข้ออ้างที่ไหนกัน! ผมขี้เกียจจะเสวนากับคุณแล้ว เอาเป็นว่าผมยื่นคำขาดไว้แค่นี้!” พูดจบเขาก็ตัดสายทิ้งทันที
“พี่เขยว่ายังไงบ้างพี่?” อี้กวงรีบถามขึ้นด้วยความอยากรู้
เจียเจียหันไปมองน้องชายแล้วตอบด้วยอารมณ์ขุ่นมัว “เขาบอกว่า การซื้อที่ดินสุสานควรเป็นหน้าที่ของนายกับฉันที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน อย่างน้อยนายต้องออกเงินห้าหมื่น ไม่งั้นเขากลับไปหย่ากับฉันแน่”
อี้กวงถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนโวยวายออกมาอย่างไม่พอใจ “พี่เขยช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย! นี่มันเรื่องภายในครอบครัวเรา เขาจะมายุ่มย่ามทำไม? เงินนั่นพี่ก็หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองแท้ ๆ ไม่ใช่เงินเขาสักนิด จะมาเดือดร้อนอะไรด้วย”
“พี่… ผมบอกเลยนะ คนแบบนี้ถ้าจะหย่าก็ปล่อยให้หย่าไปเลย อย่าไปยอมตามใจเขาเด็ดขาด!”
เจียเจียนิ่งเงียบไม่ยอมปริปาก
‘หย่าอย่างนั้นหรือ? เขาพูดออกมาได้ง่ายดายเหลือเกิน’
หญิงสาวรู้สึกหนักอึ้งในใจ เงินจำนวนนี้เธอจ่ายไหวและพร้อมจะสละเพื่อความกตัญญู แต่ผลที่ตามมาคือชีวิตคู่ต้องพังทลาย แต่หากไม่จ่าย… เธอจะเอาหน้าไปสู้พ่อได้อย่างไร?
นี่เธอกลายเป็นคนผิดไปแล้วหรือ? ทั้งที่เธอมีกำลัง มีความสามารถ และเพียงแค่อยากส่งเสียพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายให้จากไปให้สงบ แต่วันนี้ชีวิตกลับเหมือนติดอยู่ในทางตันมองไม่เห็นแสงสว่าง
ในจังหวะที่ความสับสนเข้าจู่โจมจนมืดแปดด้าน คำเตือนของซู่เป่าก็ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง
“คุณป้าคะ… คนเราควรมองข้ามในสิ่งที่ควรปล่อยผ่าน แต่ในสิ่งที่ ‘ไม่ควรมองข้าม’ ป้าต้องคิดให้ชัดเจนนะคะ!”
หวังเจียเจียตัดสินใจเด็ดขาดในวินาทีนั้น “ถ้าจะซื้อที่ดินผืนนี้จริง ๆ ในราคาสองแสนห้าหมื่น ฉันออกให้แค่แสนห้าเท่านั้น ส่วนนายซึ่งเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ต้องรับผิดชอบหนึ่งแสนที่เหลือ… ฉันมองว่ามันก็ไม่ได้เกินกำลังนายหรอกนะ”
อี้กวงถึงกับตาค้างด้วยความคาดไม่ถึง
วินาทีต่อมาเขาก็แผดเสียงอย่างตื่นตระหนก “ผมจะไปหาเงินมาจากไหนกันเล่า! ผมไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว! ทำไมพี่ต้องไปหลงเชื่อคำขู่ของพี่เขยขนาดนั้นด้วย พ่อของเราไม่มีความหมายสำคัญกว่าเขาหรือไงกัน?!”
เจียเจียเมื่อตัดสินใจแล้วย่อมไม่ยอมถอยหลังกลับ “นายก็ไปหาหยิบยืมมาสิ หรือถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็ขายบ้านของนายทิ้งซะ”
เมื่อสองปีก่อน เธออุตส่าห์เจียดเงินดาวน์ซื้อบ้านให้เขาไว้หนึ่งหลัง ยามนี้ราคาพุ่งสูงขึ้น หากขายทิ้งก็น่าจะได้เงินกลับมาไม่ต่ำกว่าล้าน
อี้กวงยิ่งพลุ่งพล่านหนักกว่าเดิม “ไม่มีทาง! เรื่องอะไรผมต้องขายบ้านด้วย? พี่ก็มีเงินกองอยู่เต็มกระเป๋าแต่กลับมาบังคับให้ผมขายที่ซุกหัวนอน พี่เป็นพี่สาวภาษาอะไรกันเนี่ย?”
“ดูพี่สาวบ้านอื่นสิ อย่างพี่สาวเพื่อนผมนะ ทั้งซื้อบ้านซื้อรถให้ แถมยังจัดการเรื่องค่าสินสอดงานแต่งงานให้อีกสารพัด พี่สาวเขาทำให้ทุกอย่าง! แต่พี่มีเงินแท้ ๆ กลับไม่ยอมควักออกมา ยังมาไล่ให้ผมขายบ้านตัวเองอีก…”