ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 293 น้องชายเธอยังไม่แต่งงาน ก็อดทนให้เขาหน่อย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 293 น้องชายเธอยังไม่แต่งงาน ก็อดทนให้เขาหน่อย
ซู่เป่ามองไปทางซูเหอเวิ่นด้วยความประหลาดใจ
‘ทำไมพี่ชายยังคิดจะออกไปข้างนอกตอนกลางคืนอีกนะ?’
“เทศกาลจงหยวนมีข้อห้ามสารพัดเลยนะคะ!” เด็กน้อยเริ่มนับนิ้วไล่ไปทีละข้อ “ตอนกลางคืนไม่ควรออกไปข้างนอก แต่หากจำเป็นต้องไปจริง ๆ ห้ามตะโกนเรียกชื่อใครสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด ไม่งั้นจะถูกวิญญาณจำชื่อเอาไว้”
“ข้อสอง ห้ามสวมเสื้อผ้าที่มีชื่อตัวเองปักอยู่”
“ข้อสาม ห้ามตบไหล่คนอื่น และถ้าถูกใครตบไหล่ก็อย่าหันหลังกลับไปมอง หรือถ้าได้ยินเสียงใครเรียกจากด้านหลัง ก็ห้ามขานรับเป็นอันขาด!”
หานหานรีบแทรกขึ้นมาทันควัน “ถ้าอย่างนั้นฉันจะไม่หันหลัง แต่จะกระโดดหมุนตัวกลับไปประจันหน้าเหมือนผีดิบกระโดดได้เลยดีไหม? จะได้ขู่ให้ผีมันตกใจจนขวัญกระเจิงไปเลย ใช้ได้หรือเปล่าซู่เป่า?”
“พี่สาวเจ๋งที่สุดเลยค่ะ!” ซู่เป่าชูนิ้วโป้งให้
“เธอต่างหากจะตายเพราะผีทำให้ตกใจก่อนใครเพื่อน” ซูเหอเวิ่นหัวเราะหึในลำคอ
เขาลองจินตนาการถึงซูจื่อซีและหานหาน สองพี่น้องที่มีระบบประสาทเฉื่อยชาเป็นพิเศษ
‘ช่างเถอะ… ต่อให้สองคนนั้นหันไปเจอผีก็คงยืนนิ่งทื่อเป็นหิน แล้วจ้องตาผีกลับไปแบบตาไม่กระพริบแน่ ๆเผลอ ๆ ผีนั่นแหละ ที่จะเป็นฝ่ายสู้สายตาไม่ไหวจนต้องกลอกตาหนีกลับไปเอง!’
“แล้วมีอะไรอีกไหม?” ซูเหอเวิ่นถามต่อ
ซู่เป่าขมุบขมิบปากก่อนพูดต่อ “ห้ามสวมกางเกงในสีแดงแล้วไปนั่งในที่ที่ไม่ควรนั่งค่ะ!”
“อย่างเช่นที่ไหน?”
“ก็เช่น… ไปนั่งทับบนหลุมศพคนอื่นยังไงล่ะคะ!” น้องสาวพูดไปพลางงับน่องเป็ดคำโตที่คุณยายตั้งใจปรุงให้อย่างเอร็ดอร่อย
“ใครจะบ้าไปนั่งบนหลุมศพคนอื่นกัน…” ซูเหอเวิ่นพึมพำกับตัวเอง
ทว่าเขากลับเหลือบไปเห็นหานหานอ้าปากค้างด้วยความตระหนก วันนี้เธอเล่นซนจนหมดแรง และจำได้เลือนลางว่าเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลงบนก้อนหินแปลก ๆ ก้อนหนึ่งเข้าโดยไม่ทันสังเกต
‘เอ่อ… หวังว่านั่นคงไม่ใช่ที่ทางของใครหรอกนะ…’
เด็กหญิงรีบแอบดึงขอบกางเกงตรวจสอบดู ยังดีที่วันนี้เธอไม่ได้ใส่สีแดง
“แล้วมีอะไรต้องระวังอีกไหม?” หานหานถามเสียงสั่น
“แล้วก็ห้ามถ่ายรูปซี้ซั้วนะระวังจะติดแขกไม่ได้รับเชิญกลับมาบ้านด้วย! ห้ามแอบกินของเซ่นไหว้ ห้ามไปแย่งอาหารกับเจ้าที่เจ้าทางเพราะจะนำพาความซวยมาให้ ห้ามเหยียบย่ำไปมั่วซั่ว ห้ามเผากระดาษเงินกระดาษทองแบบไม่ดูทิศดูทาง ห้าม…”
ซู่เป่าร่ายยาวเป็นพรวนจนซูเหอเวิ่นถึงกับอึ้ง ไม่คิดเลยว่ากฎระเบียบในโลกวิญญาณจะยิบย่อยขนาดนี้ ส่วนหานหานเริ่มปวดหัวตุบ ๆ ขึ้นมาทันที ใครจะไปจำหมดไหวกันล่ะเนี่ย!
*
อีกด้านหนึ่ง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของตระกูลหวัง กลับหม่นหมองจนหายใจลำบาก
เมื่อคุณพ่อหวังได้ยินว่าเรื่องที่ฝังศพยังไม่มีข้อสรุป ริมฝีปากของเขาก็เม้มแน่นจนบึ้งตึงเสียยิ่งกว่าเดิม
หวังเจียเจียกล้ำกลืนข้าวไม่ลง เธอวางตะเกียบลงก่อนเอ่ยปลอบ “พ่อคะ อย่าเพิ่งคิดมากเลย ไม่ใช่ว่าหนูจะไม่จัดการให้…”
ยังพูดไม่ทันจบ ชายชราก็โบกมือตัดบท “เฮ้อ! จะพูดถึงมันอีกทำไม? ไม่พูดแล้ว! ไม่คุยแล้ว!”
เขาบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉันมันคนใกล้ตาย อยู่ได้อีกไม่กี่วันก็ต้องไป หาที่ฝังสักแห่งก็พอแล้ว พวกลูก ๆ ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อ ยังต้องกินต้องใช้ ฉันไม่เป็นไรหรอก…”
เจียเจียถึงกับน้ำท่วมปาก
ตามปกติแล้วไม่มีครอบครัวไหนอยากหยิบยกเรื่องความตายขึ้นมาคุยบนโต๊ะอาหาร แต่เป็นพ่อเธอเองนั่นแหละที่เริ่มเอาแผ่นพับโฆษณาสุสานหรูหรากลับมาบ้านวันก่อน
หากมองว่าครอบครัวนี้เปิดกว้างเรื่องเป็นเรื่องตายก็คงฟังดูดีเกินไป เพราะความจริงแล้วมันเต็มไปด้วยความอึดอัดที่บรรยายไม่ถูก
“ฉันอิ่มแล้ว พวกเธอตามสบายเถอะ” ชายชราวางตะเกียบแล้วลุกขึ้นอย่างสั่นเทา แล้วก็เดินกะเผลกกลับเข้าห้องไป
ทันทีที่เสียงประตูห้องปิดลง หวังอี้กวงก็ระเบิดอารมณ์ใส่พี่สาวทันที
“พี่ดูสิ! ทำไมต้องทำตัวให้พ่อลำบากใจขนาดนี้ด้วย? ท่านก็ชรามากแล้ว อยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ พี่จะตามใจท่านหน่อยไม่ได้หรือไง!”
“ใช่! ฉันมันคนไร้ความสามารถ เดือนหนึ่งหาได้แค่สี่พันหยวน ลำพังแค่เงินซื้อที่ฝังศพให้พ่อยังไม่มีเลย! ถ้าฉันมีเงินนะ ฉันจะไม่ปริปากบ่นสักคำ และจะเนรมิตทุกอย่างให้ตามใจพ่อเดี๋ยวนั้นเลย!”
“ลองส่องกระจกดูตัวเองเถอะพี่… พี่น่ะมันเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว!”
พูดจบอี้กวงก็สะบัดหน้า เดินเข้าห้องตามพ่อไปทิ้งให้บรรยากาศเย็นชาจนแทบจับต้องได้
หวังเจียเจียพยายามเม้มปากอดทนมาตลอด สุดท้ายก็พังทลาย น้ำตาหยดแรกร่วงเผาะลงบนตักด้วยเสียงสะอื้นที่กั้นไว้ไม่อยู่
‘นี่เธอทำผิดไปจริง ๆ หรือ? การที่เธอต้องคิดคำนวณรอบคอบเพื่ออนาคตตัวเองมันกลายเป็นความผิดมหันต์เลยหรือไง?’
“เฮ้อ… เจียเจีย อย่าเก็บมาใส่ใจเลย พ่อเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละลูก” คุณแม่หวังถอนหายใจยาว
“แม่… หนูผิดเหรอคะ? สามีหนูบอกว่าถ้าหนูออกเงินทั้งหมดเพียงคนเดียว เขาจะหย่ากับหนู…” เจียเจียพยายามสะกดกลั้นน้ำตา
ในภาวะสับสน เจียเจียลืมไปว่าคำพูดบางอย่างไม่ควรหลุดออกจากปาก ถึงแม้เป็นแม่ลูกที่สนิทกัน เพราะหลังจากนี้ไป ความสัมพันธ์ระหว่างลูกเขยกับแม่ยายคงมีความห่างเหินและรอยร้าวเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
คุณแม่หวังนิ่งเงียบ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“แม่รู้ว่าลูกลำบาก…” เธอถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า “แต่น้องชายลูกเขายังไม่ได้แต่งงาน ลูกช่วยอดทนเพื่อเขาอีกสักหน่อยได้ไหม?”
“ลูกลองคิดดูสิ อี้กวงเขากำลังคบหากับแฟนอยู่ ถ้าฝ่ายหญิงรู้ว่าเขาเป็นผู้ชายไร้ความสามารถพึ่งพาตัวเองไม่ได้ เรื่องนี้คงต้องพังไม่เป็นท่าแน่”
“พ่อลูกก็เหลือเวลาไม่มากแล้ว แม่เองก็อยากจะเร่งให้อี้กวงรีบแต่งงาน แต่ทางบ้านผู้หญิงเขาก็ยังรอดูท่าทีพวกเราอยู่…”
หากฝ่ายหญิงรู้ความจริงว่าครอบครัวนี้มีเบื้องหลังที่ลูกชายแทบจะเกาะพี่สาวกินไปทุกเรื่อง คงไม่มีใครยอมตกลงปลงใจด้วยเป็นแน่
‘หากเรื่องการแต่งงานต้องพังลงก็ช่างเถอะ แต่ถ้ากิตติศัพท์ความไร้ความสามารถนี้แพร่ออกไป ลูกสาวบ้านไหนจะกล้าตบแต่งเข้ามาในบ้านหลังนี้อีก?’
คนเป็นแม่เองก็ลำบากใจ ไม่อาจทนเห็นลูกชายเพียงคนเดียวต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้สร้างรากฐานครอบครัว…
หวังเจียเจียแย้งขึ้นด้วยความดื้อรั้น “แต่ทำไมหนูต้องเป็นคนแบกรับภาระทั้งหมดด้วยล่ะคะแม่? หนูเองก็มีครอบครัวที่ต้องดูแล ตอนเขาซื้อบ้าน หนูก็เป็นคนควักเงินดาวน์ให้”
“พอพ่อเข้าโรงพยาบาลทำคีโมจนหมดเงินไปหลายแสน หนูก็เป็นคนออกให้ทั้งหมด”
“แล้วทำไมตอนนี้แค่อยากให้อี้กวงออกเงินแสนเดียวเพื่อซื้อบ้านหลังสุดท้ายให้พ่อ เขาถึงทำไม่ได้!”
“ก็เขาไม่มีเงินนี่ลูก…” คุณแม่หวังได้แต่ทอดถอนใจ
จู่ ๆ หวังอี้กวงก็ผลักประตูพรวดพราดออกมาพลางตะโกนเสียงดัง “แม่! รู้ไหมว่าพี่สาวสุดที่รักพูดอะไรออกมา? พี่เขาบอกให้ผมขายบ้านทิ้งเลยนะ!”
“หวังอี้กวง!” เจียเจียโกรธจนสั่นไปทั้งตัว
“ทำไม? พูดความจริงแค่นี้ทำเป็นรับไม่ได้หรือไง? คำพูดหลุดมาจากปากพี่เองแท้ ๆ เพิ่งมารู้สึกว่ามันเกินไปหรือไงกัน!” อี้กวงยังคงบ่นอุบอิบไม่เลิก
คุณแม่หวังชะงักไปด้วยความตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่มองดูพี่น้องสายเลือดเดียวกันยืนประจันหน้าทะเลาะกันรุนแรง เธอพยายามเข้าไปห้ามทั้งสองฝ่าย จนสุดท้ายก็เดินกลับเข้าห้องไปอย่างหมดแรง
ฝ่ายคุณพ่อหวังซึ่งแอบฟังอยู่หลังประตูมาตลอด พอได้ยินเสียงภรรยาเปิดประตูเข้ามา ก็รีบทรุดตัวลงนั่งลงตรงขอบเตียงทำทีเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว
“เห็นไหมล่ะ… ปล่อยให้เด็กสองคนนั้นทุ่มเถียงกันจนบ้านแตก คุณทำแบบนี้มันถูกแล้วหรือ?” ภรรยาเริ่มบ่นพึมพำ
“เอาเข้าจริงเจียเจียทำไม่ถูกนะ ไปกดดันให้อี้กวงขายบ้านแบบนั้น!” คุณพ่อหวังเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์
เขานึกค่อนขอดในใจว่า ลูกสาวคนนี้ช่างกระไร มีเงินทองล้นมือแต่กลับใจแคบ ไม่คิดแบ่งปันให้น้องชายได้หยิบจับให้ลืมตาอ้าปากได้บ้างเลย ส่วนที่อ้างว่าลูกเขยขู่จะหย่าร้างนั้น เขายิ่งไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด ก็ในเมื่อลูกเขยเองก็มีรายได้มหาศาล แถมฐานะครอบครัวของเจียเจียก็มั่นคงออกปานนั้น จะมาหย่ากันด้วยเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร
ทว่าพอย้อนกลับมามองลูกชาย… อี้กวงกลับต้องใช้ชีวิตอย่างขัดสน รายได้ต่อเดือนยังเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในสิบของพี่สาวเสียด้วยซ้ำ แล้วพี่น้องไม่ควรเกื้อกูลกันหรอกหรือ? ในสายตาของเขา ใครที่ลำบากกว่าย่อมสมควรได้รับหยิบยื่นความช่วยเหลือมากกว่าสิถึงจะถูก!
ซ้ำร้ายเรื่องงานแต่งของอี้กวงก็ยังยืดเยื้อคาราคาซังไม่จบสิ้น เพียงเพราะทางฝ่ายหญิงเรียกค่าสินสอดสูงถึงสองแสนหยวน ซึ่งตามที่เขาวาดหวังเอาไว้ เจียเจียในฐานะพี่สาวควรจะเป็นคนจัดการภาระเรื่องงานแต่งของน้องชายให้เสร็จสรรพเสียด้วยซ้ำ เพื่อให้เขาได้จากไปได้หมดห่วงและนอนตายตาหลับได้จริง ๆ
เขายังคงคิดวนเวียนอยู่แต่ว่า ลูกสาวที่ดีย่อมต้องรู้จักหน้าที่และกตัญญู ไม่ใช่ทิ้งภาระไว้เบื้องหลังจนบุพการีที่แก่ชราต้องมานั่งทุกข์ระทมกินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นนี้ แต่นี่อะไร… นอกจากจะไม่ช่วยแบ่งเบาแล้ว ยังกลับมาจุดชนวนให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งจนวุ่นวายไปทั้งบ้านเสียอีก!