ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 294 พบผีกลางดึก
ในอกของคุณยายหวังเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดและรู้สึกผิดต่อลูกสาว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลูกชายก็ยังไม่ลงหลักปักฐาน คู่หมั้นของเขายื่นคำขาดเรียกสินสอดถึงสองแสนหยวน หากเจียเจียผู้เป็นพี่ไม่ยอมยื่นมือมาช่วยแบกรับภาระนี้ไว้บ้าง
งานแต่งงานของลูกชายจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?
เธอนึกถึงเรื่องเล่าโบราณเกี่ยวกับคุณยายที่มีลูกชายสองคน คนโตขายเกลือ คนเล็กขายร่ม ยามฟ้าใสเธอก็กังวลแทนลูกคนเล็กว่าจะขายร่มไม่ได้ แต่พอฝนพรำเธอก็กลับห่วงลูกคนโตว่าจะตากเกลือไม่แห้ง…
ยามนี้สภาวะจิตใจของเธอไม่ต่างจากในนิทาน เธอห่วงว่าลูกสาวจะแตกหักกับลูกเขยเพราะเรื่องเงิน ทว่าก็กังวลไม่แพ้กันว่าหากเจียเจียไม่ช่วยออกทุน ลูกชายของเธอก็คงไม่มีโอกาสได้สร้างครอบครัว
ช่างน่าเวทนาหัวอกคนเป็นพ่อแม่… ไม่ว่าจะเป็นหน้ามือหรือหลังมือล้วนเป็นเนื้อเดียวกันทั้งสิ้น เธอเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว
คุณยายหวังแอบซับน้ำตาอยู่ในมุมมืดของห้อง ในขณะที่คุณตาก็ยังคงพ่นวาจาตำหนิลูกสาวไม่เลิกรา โทษฐานเรื่องเงินทองมากมาย แต่กลับใจแคบไม่ยอมเหลือน้ำใจให้น้องชาย…
จากนั้น เสียงทุ่มเถียงเรื่องเงินระหว่างพี่น้องก็ระเบิดขึ้นอีกครั้งกลางห้องนั่งเล่น
ผีจอมโง่งมที่สิงสถิตอยู่บนศีรษะของคุณตาบิดขี้เกียจ และยืดเส้นยืดสายอย่างสำราญใจ พลางฮัมเพลงด้วยจังหวะร่าเริงขึ้นเรื่อย ๆ
‘การจะหาร่างที่ถูกใจสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย’
‘แต่นับว่าเขาช่างโชคดีเหลือเกิน ได้มาเจอขุมทรัพย์ขนาดนี้!’
รังของเหล่าคนโง่เขลาเบาปัญญา ทั้งครอบครัวตั้งแต่บนยันล่างล้วนตกอยู่ในกงล้อแห่งความสับสนมืดมน ชีวิตเล็ก ๆ ของปีศาจร้ายเช่นเขาช่างสุขสบายเสียจริง!
ผีจอมโง่งมแปรเปลี่ยนร่างเป็นเงาผีทอดยาว ฝังรากมั่นคงบนศีรษะคุณตาพลางยืดกายออกไปไม่มีสิ้นสุด เพื่อเตรียมเกาะกินเหยื่อรายต่อไป…หวังเจียเจีย
มันตั้งเป้าไว้ว่าทันทีหลังจากชายชราสิ้นใจ มันจะย้ายร่างเข้าสิงสู่เจียเจียทันที เพราะที่ผ่านมามันได้แอบสะสมพลังอาถรรพ์ไว้บนตัวเธอไม่น้อยแล้ว
ทันทีที่มืดดำของมันสัมผัสถูกตัวเธอ กลับมีเสียง จี๊ด! ดังขึ้น
ผีร้ายตนนั้นสะดุ้งสุดตัวรีบชักมือกลับ พร้อมกับจ้องมองเศษกระดาษเหลืองที่ลุกไหม้พรึบพรับด้วยแววตาเหยียดหยัน
“ดูเหมือนจะมีนักพรตเต๋าคนไหนแอบจับตาดูฉันอยู่สินะ? ฮ่า ๆ ๆ! แต่วิชาขี้ปะติ๋วแค่นี้คิดจะมาสยบฉันงั้นเหรอ?”
มันไม่มีท่าทีเกรงกลัวเลยสักนิด!
ผีจอมโง่งมหยิบเศษเถ้าจากกระดาษเหลืองขึ้นมา ก่อนเป่าลมพรวดเดียวให้ละอองขี้เถ้ากระจายหายไปในอากาศ
หวังเจียเจียและหวังอี้กวงคุยกันไม่รู้เรื่องเป็นหนที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ เธอโกรธจนตัวสั่นจึงคว้ากระเป๋าเดินสะบัดหน้าออกจากบ้าน
ที่นี่คือบ้านเดิมของพ่อแม่ ซึ่งช่วงหลายวันที่ผ่านมาเธอมาพักอยู่เพื่อจัดการเรื่องสุสานให้คุณพ่อ
นับตั้งแต่พ่อออกจากโรงพยาบาล เธอมักปลีกตัวมาทำอาหารคาวหวานให้ท่านเสมอ เพราะลำพังอี้กวงก็ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อผักปลา จึงต้องมาฝากท้องอยู่กับพ่อแม่
เจียเจียกลัวว่าคุณแม่จะประหยัดจนไม่ยอมซื้อของดี ๆ มาบำรุงพ่อ จึงยอมแบกรับภาระค่าอาหารทั้งหมดเอง
ท่ามกลางม่านน้ำตาที่บดบังทัศนียภาพจนพร่ามัว เธอกลับนึกถึงลูกสาววัยเพียงสามขวบขึ้นมาจับใจ… เนิ่นนานเท่าไหร่แล้วที่เธอหลงลืมและไม่ได้ใส่ใจลูกน้อยคนนี้?
ตอนโรงเรียนอนุบาลยังเปิดภาคเรียนอยู่ ในทุกเช้าเธอต้องทำหน้าที่ไปส่งลูกให้ทันเวลา จากนั้นก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานงก ๆ ตลอดทั้งวัน พอถึงช่วงพักเที่ยงรวมถึงหลังเลิกงาน เธอก็ยังต้องรีบแจ้นมาจัดแจงอาหารคาวหวานให้บุพการีในบ้านหลังนี้จนแทบไม่มีเวลาหายใจ
หลังปิดเทอม เธอรับภาระไม่ไหวจึงต้องจำใจส่งลูกกลับไปอยู่กับปู่ย่าในต่างจังหวัด เธอทุ่มเทกายใจไปมหาศาล แต่คนในครอบครัวกลับมองความเสียสละนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียหมด
หวังเจียเจียคิดถึงความลำบากเหล่านี้แล้วน้ำตาก็ไหลพรากออกมาราวกับกลั้นไว้ไม่ได้อีกต่อไป
บ้านพ่อแม่กับบ้านของเธอนั้นตั้งอยู่ห่างกันหลายหมู่บ้าน ระยะทางราวสามถึงห้ากิโลเมตร เจียเจียรู้สึกหงุดหงิดจนไม่อยากนั่งรถสาธารณะ จึงเลือกเดินเท้าเพียงลำพังไปบนถนนเงียบเชียบ
เดิมทีบนถนนยังพอมีเสียงรถลาวิ่งผ่านอยู่บ้าง พอยิ่งก้าวเดินไปเรื่อย ๆ เธอก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลง ไม่ใช่แค่ไม่มีคนเดินเท้า แต่แม้แต่เงารถสักคันก็ไม่มีให้เห็น
หมู่บ้านของพ่อแม่เธอตั้งอยู่ริมแม่น้ำหยงเจียงและเขตทะเลสาบ ไม่มีเขตสถานศึกษาหรือย่านการค้า ผู้คนจึงมักบางตาในยามค่ำคืนอยู่แล้ว
ทว่าถนนเส้นนี้ เมื่อผ่านแยกไฟแดงไปก็จะถึงสะพานข้ามแม่น้ำ ซึ่งปกติในยามค่ำคืนควรมีรถวิ่งขวักไขว่ ไม่น่าเงียบเหงาวังเวงถึงเพียงนี้…
เจียเจียนึกขึ้นได้ทีหลังว่าวันนี้คือเทศกาลปล่อยผี ความหวาดกลัวก็เริ่มจู่โจมหัวใจทันที
ในจังหวะนั้น ลมเย็นเยือกพัดผ่านมา เธอจึงเผลอเสยผมตามสัญชาตญาณ กลับพบว่ามือของเธอเต็มไปด้วยขี้เถ้าสีดำ!
หวังเจียเจียตกใจจนใบหน้าซีดเผือด มือไม้สั่นเทาจนแทบประคองไม่อยู่ เธอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาสามีเพื่อขอความช่วยเหลือ
“คุณ… ฉัน… ฉันอยู่ที่ถนนซีอัน คุณช่วยมารับฉันหน่อยได้ไหมคะ…”
“ไม่ว่าง ผมกำลังประชุมอยู่” เสียงจากปลายสายกลับเย็นเยียบและไร้เยื่อใย พูดจบเขาก็ตัดสายทิ้งไปทันที
เจียเจียรู้สึกเจ็บแปลบดั่งถูกของแหลมทิ่มแทงหัวใจ น้ำตายิ่งพรั่งพรูออกมาหนักกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ตอนคุณพ่อเริ่มมีอาการป่วย มีญาติคนหนึ่งมาเปรยกับเธอว่า มีครอบครัวแล้วอย่ามัวแต่ห่วงแต่ตัวเองจนลืมกตัญญูต่อพ่อแม่
เจียเจียรู้ทันทีว่าคุณพ่อคงไปบ่นให้น้อยใจให้ญาติฟังว่าลูกสาวไม่สนใจ
ด้วยความรู้สึกผิดที่เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ เธอจึงรีบพาท่านไปตรวจจนพบว่าเป็นมะเร็งร้าย…
ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงทุ่มเทดูแลพ่อแม่จนละเลยครอบครัวตนเอง ทำให้สามีเริ่มมีปากเสียงและไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนชีวิตคู่กำลังพังทลาย
เจียเจียไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้ ราวกับว่าไม่ว่าเธอทำอะไรก็ผิดไปเสียหมด
หนึ่งในข้อห้ามสำคัญของเทศกาลผีคือ ‘อย่าร้องไห้บนถนนตอนกลางคืน’
เจียเจียผู้โชคร้ายไม่เคยรู้ถึงข้อห้ามนี้ ซ้ำร้ายเธอยังถูกปีศาจงุนงงเล่นงานจนร่างกายเต็มไปด้วยพลังอัปมงคล จึงดึงดูดเงาวิญญาณรอบข้างได้อย่างง่ายดาย
ปั๊บ… ปั๊บ…
เสียงรองเท้าส้นสูงดังสะท้อนมาจากด้านหลัง เจียเจียเหลียวมองตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า…
‘เป็นไปไม่ได้ เธอได้ยินมันชัดเจนขนาดนั้น!’
ในวินาทีนั้นเอง เสียงหัวเราะแหลมเล็กของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างใบหู!
คราวนี้เจียเจียไม่กล้าหันไปมองอีกต่อไป เธอออกวิ่งสุดฝีเท้า ความหวาดกลัวโอบล้อมเธอไว้จนมืดมิด เธอวิ่งพล่านดั่งแมลงวันไร้หัวเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน
เสียงรองเท้าส้นสูงด้านหลังยังคงดังกระชั้นชิดไม่ยอมห่าง ไม่ว่าเธอจะเร่งฝีเท้าเพียงใด เสียงนั้นก็ยังตามติดอยู่เบื้องหลังเสมอ
เมื่อถึงทางแยกไฟแดง เจียเจียชะงักหยุดตามความเคยชิน จังหวะนั้นเอง กลับมีมือเย็นเยียบข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของเธอ
โดยไม่ต้องหันไปมอง เธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่งกำลังปีนป่ายขึ้นมาบนหลัง ใบหน้าของมันค่อย ๆ ยื่นออกมาจากไหล่เพื่อจ้องมองเธอ
หวังเจียเจียตัวแข็งทื่อด้วยความสยองขวัญ เธอไม่สนใจสัญญาณไฟแดงกะพริบเตือนอีกต่อไป ออกตัววิ่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า…
ทันใดนั้น เสียงแหลมลึกของโลหะก็บาดหู รถเมล์เก่าคร่ำคร่าคันหนึ่งปรากฏขึ้นกลางความว่างเปล่าราวกับผีสิง และพุ่งเข้าชนเธอเข้าอย่างจัง!
เวลาตีสามครึ่ง
สามีของหวังเจียเจียพบว่าแม้ตนเองจะสะสางงานจนเสร็จสิ้นแล้ว แต่ภรรยาก็ยังไม่กลับถึงบ้าน เดิมทีเขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัวเอาไว้ไม่อยากจะแยแส แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนล่วงเข้าสู่ช่วงเช้ามืดเขาก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ
ชายหนุ่มเริ่มกดโทรศัพท์หาเจียเจีย แต่ไม่ว่าจะพยายามติดต่อกี่ครั้ง ปลายสายก็มีเพียงความว่างเปล่า
ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มเกาะกินใจ เขาจึงรีบขับรถออกตามหา จนกระทั่งไปพบเจียเจียนอนหมดสติอยู่ริมทาง ณ ปลายถนนฝั่งตะวันตก
สิ่งที่ดวงตามนุษย์ของเขามองไม่เห็นก็คือ… วิญญาณร้ายสี่ห้าตนกำลังรุมทึ้งอยู่บนร่างของเธอ และพากันกัดกินพลังชีวิตด้วยความบ้าคลั่ง
“เจียเจีย?!” สามีของเธอถลันเข้าไปพยุงร่างนั้นขึ้นมา
ความคิดแรกผุดขึ้นมาคือเธออาจถูกรถชน ทว่าเขากลับต้องชะงักเมื่อเห็นใบหน้าของภรรยากลายเป็นสีเขียวคล้ำ ดวงตาเบิกกว้างจ้องเขม็งมายังเขาเอาเป็นเอาตาย
สามีของเจียเจียขวัญกระเจิงจนตัวสั่นเทิ้ม เผลอปล่อยมือแล้วโยนร่างในอ้อมแขนออกไปทันทีด้วยความตกใจ!
ร่างของเจียเจียกระแทกเข้ากับขอบถนน เสียงที่ดังขึ้นนั้นฟังดูแข็งกระด้างราวกับท่อนไม้กระทบพื้น หรือคล้ายกับก้อนน้ำแข็งมหึมาตกลงมาแตกกระจาย
มันเป็นเสียงชวนให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านลึกเข้าไปถึงกระดูกโดยไร้สาเหตุ
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกผิดที่เผลอโยนภรรยาทิ้ง เมื่อเขาสังเกตดูให้ดี เจียเจียยังคงจ้องมองมาด้วยแววตาอาฆาตมาดร้ายไม่เปลี่ยน
ยามนี้เขารู้สึกเกร็งไปทั้งร่าง ท่ามกลางความมืดมิดปกคลุมทุกพื้นที่ แว่วเสียงใครบางคนกำลังเพรียกเรียกชื่อตนเอง
เสียงนั้นดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากทางเบื้องหลัง และดูเหมือนจะขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
คนไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติเช่นเขา พลันหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ แต่พอกลับตัวไป เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับใบหน้าหนึ่งประชิดติดอยู่ตรงหน้าทันที!
มันอยู่ใกล้เสียจนเขาแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี
สิ่งที่เห็นมีเพียงใบหน้าขาวซีดเผือดกำลังบิดเบี้ยวปรากฏรอยยิ้มพิลึกพิลั่น…