ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 295 ช่วงเที่ยงคืน แย่งชิง KPI กันสุดชีวิต!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 295 ช่วงเที่ยงคืน แย่งชิง KPI กันสุดชีวิต!
สามีของหวังเจียเจียตกอยู่ในอาการสมองมึนงง นัยน์ตาเหม่อลอยไร้สติ เขากำลังลากร่างของภรรยามุ่งหน้าไปยังสะพานใหญ่…
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เดี๋ยวก็ต้องเกิดเรื่องแน่!
ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะพุ่งตัวกระโดดลงจากสะพานพร้อมกันนั้นเอง รถออฟโรดคันหนึ่งก็แล่นทะยานมาอย่างรวดเร็ว ก่อนเบรกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ข้างกายทั้งสองคน!
ร่างเล็กจ้อยกระโดดพรวดลงจากรถพร้อมแผดเสียงร้อง “ฮ่า!” พลางสะบัดมือโยนแผ่นยันต์ออกไปทันที
ฟู่…
เปลวเพลิงสีเขียวลุกโชนขึ้นกลางอากาศ ตามด้วยเสียงหวีดร้องโหยหวนชวนให้ขนลุกซู่ สามีของเจียเจียเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา
เขาพบว่าตนเองยืนหมิ่นเหม่ยอยู่บนขอบสะพาน ในมือยังคงกำร่างของภรรยาแน่นในท่าทางพร้อมจะเหวี่ยงเธอลงไปเบื้องล่าง
เหยื่อเย็นไหลโซกไปทั่วแผ่นหลังด้วยความหวาดเสียว เขาเร่งดึงตัวเจียเจียกลับมาแนบกายทันที
พอเหลียวหลังกลับไปมอง ก็พบเด็กน้อยสองคนยืนอยู่เบื้องหลัง เป็นเด็กชายอายุราวเจ็ดแปดขวบ และเด็กหญิงตัวเล็ก ดูแล้วน่าจะอายุเพียงสี่ห้าขวบเท่านั้น
“น้อง… รอพี่… รอพี่ด้วย…” เด็กชายเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
สามีของเจียเจียถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ ทั้งยังรู้สึกขนพองสยองเกล้าขึ้นมาดื้อ ๆ
แต่ว่าเด็กน้อยกลับเอ่ยปลอบเสียงใส “คุณลุงไม่ต้องกลัวนะคะ หนูไม่ใช่ผีหรอกค่ะ!”
ยามนั้น ชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถ ในมือถือตาข่ายที่มีกระดิ่งส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งไม่หยุดหย่อน
“ทันไหมลูก?” เขาเอ่ยถาม
“ทันเวลาพอดีเลยค่ะ!” เด็กน้อยรีบตอบ
“น้องสาว… ยัง… ยังมีผีอีกไหม?” ซูเหอเวิ่นถามย้ำอีกครั้ง
ดูเหมือนในหัวของเขามีเพียงเรื่องการตามล่าวิญญาณเท่านั้น
“พวกคุณเป็นใครกันครับ?” สามีของเจียเจียยังคงจมอยู่ในความพิศวง
“พูดไปคุณอาจไม่เชื่อ… พวกเราแค่มาหาจับปลาน่ะครับ” มู่กุยฝานคลี่ยิ้มบางพลางตอบด้วยท่าทีทีเล่นทีจริง
ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก… มาหาปลาบนสะพานใหญ่ตอนดึกสงัดเนี่ยนะ? แม้แต่ผียังไม่เชื่อเลย!
ซู่เป่านั่งยอง ๆ ลงข้างร่างของหวังเจียเจีย ยื่นมือนุ่มนิ่มไปเคาะศีรษะของหญิงสาวเบา ๆ
ตึก~ ตึก~ ตึก~
“ว้าว! แข็งเป๊ะเลย!” ซู่เป่าสรุปสั้น ๆ ทำเอาทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นถึงกับนิ่งอั้นไปตาม ๆ กัน
เด็กน้อยเริ่มพึมพำคาถา “ไก่ทองขานรับรับอรุณ แสงทองส่องหล้า เปลือกตาปิดสนิทถึงพวงแก้ม… ไก่ทองคำจงประกาศก้อง เร่งรุดจากเตียงตระหง่าน ขันขานสามคราให้เสนียดจัญไรมลายสิ้น…”
หลังจากนั้นก็เกิดเสียงอื้ออึงสะท้อนก้อง
มู่กุยฝานและซูเหอเวิ่นต่างจับจ้องไปยังเด็กน้อย ในมือของเธอปรากฏระฆังทองคำ ส่งเสียงกังวานสนั่นถึงสามครั้ง
สามีของเจียเจียลอบคิดในใจว่า เด็กคนนี้เป็นนักพรตอาชีพหรือเปล่านะ? ท่าทางดูเชี่ยวชาญไม่เบา…
ทว่าวินาทีถัดมา ภาพพจน์นักพรตก็พังทลาย เมื่อเห็นเด็กน้อยพยายามงัดปากหวังเจียเจียสุดแรงเกิด จนร่างเล็ก ๆ เกือบหงายหลังล้มตึง
“ว้า~” เธอร้องเสียงหลง
เมื่อปากของเจียเจียถูกงัดออกในที่สุด ซู่เป่าก็รีบยัดเครื่องรางสีเหลืองเข้าไปทันควัน
มีเครื่องรางชิ้นหนึ่งหล่นพื้น เด็กน้อยรีบคว้าขึ้นมาเป่าฝุ่นพร้อมกับพึมพำ “ไม่เป็นไร ๆ หยิบขึ้นมาภายในสามวินาที ยังถือว่าสะอาดอยู่ค่ะ!”
‘ดูเหมือนเขาจะรีบสรุปว่าเธอเป็นมืออาชีพเร็วไปจริง ๆ’
เครื่องรางในปากของเจียเจียลุกพรึบเป็นเปลวไฟสีเขียว ก่อนจะพ่นควันสีดำทมิฬออกมา
ทว่าในสายตามนุษย์ทั่วไป สามีของเธอเห็นเพียงกระดาษเหลืองถูกยัดเข้าปาก แล้วจู่ ๆ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปอย่างปาฏิหาริย์
“คุณป้าโดนของค่ะ กินธุลีโอสถเข้าไปเดี๋ยวก็หายนะคะ!” ซู่เป่ารีบอธิบายด้วยเจตนาดี
ชายหนุ่มนึกถึงพิธีกรรมความเชื่อโบราณในชนบทขึ้นมาทันที นี่มันไร้สาระสิ้นดี!
“วิธีนี้ไม่ได้ผลหรอกครับ ผมจะพาเธอไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้…” เขาพยายามย้ำกับตัวเองว่าต้องเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์
ยังพูดไม่ทันจบ หวังเจียเจียก็ลุกพรวดขึ้นมามองรอบกายด้วยความงุนงง
“เอ๊ะ… คุณเหรอคะ?” เธอมองสามีก่อนหันไปมองซู่เป่า “หนูน้อย มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง…”
คำพูดเรื่องพาไปโรงพยาบาลของฝ่ายชายถูกกลืนกลับลงคอไปในทันที
ซู่เป่าถอนหายใจยาว “คุณป้าฟื้นแล้วนะคะ! พอดีพวกเราผ่านมาทางนี้ กะว่าจะออกไป… เอ่อ จับปลาน่ะค่ะ”
“แล้วบังเอิญเห็นคุณป้าหมดสติอยู่พอดี ส่วนคุณลุงคนนี้ก็กำลังแบกคุณป้ากลับบ้านครับ” ซูเหอเวิ่นรีบช่วยเสริมประโยค
เจียเจียหันไปมองคนรัก ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้หวนคืนมาพร้อมความน้อยใจจนน้ำตาพรั่งพรู
“คุณมายุ่งกับฉันทำไม!” เธอเอ่ยเสียงแข็ง “ฉันไม่ต้องการให้คุณมาสนใจ”
สามีของเธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ แม้อยากเถียงกลับแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พ่นคำพูดร้ายกาจออกมา
“ลุกไหวไหม?” เขาถามห้วน ๆ “ถ้าไม่ไหว เดี๋ยวผมจะแบกคุณเอง”
เจียเจียพยายามหยัดกายขึ้นโดยยึดราวสะพานไว้ แต่ขากลับอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่ สุดท้ายสามีจึงจำต้องแบกเธอขึ้นหลังไป ท่ามกลางความเงียบงันของคนทั้งคู่
“โอ๊ย… ผู้ใหญ่นี่ช่างซับซ้อนกันจริง ๆ เลยน้า” ซู่เป่าส่ายหัวไปมา
ด้านมู่กุยฝานไม่ได้สนใจดราม่าตรงหน้าแม้แต่น้อย เขาจ้องมองสิ่งของในมือพลางหรี่ตาลง “ยังจะจับปลาต่อไหมลูก?”
“คุณพ่อคะ พ่อต้องเหวี่ยงแหแบบนี้นะ~” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก เธอชูมือน้อย ๆ ทำท่าสาธิตประกอบ
มู่กุยฝานเลิกคิ้วขึ้น ‘เหวี่ยงแบบนี้เหรอ?’
เขาสะบัดมือโยนตาข่ายออกไปทันที หัวสะพานและสี่แยกถือเป็นจุดยุทธศาสตร์มักมีวิญญาณเร่ร่อนสถิตอยู่มากที่สุด
แม้ตัวเขาจะมองไม่เห็นสิ่งลี้ลับ ทว่าหลังจากถูกโยนออกไป มันกลับขยับไหวอย่างพิลึกพั่นลั่น พร้อมกับกระดิ่งส่งเสียงกังวานรัวเร็วไม่หยุดหย่อน!
ในที่สุดแหที่เขาบรรจงปรับปรุงมากับมือก็สัมฤทธิ์ผลเสียที
“มีปลาติดกับแล้ว!” ซูเหอเวิ่นดวงตาเป็นประกายวาววับ
มู่กุยฝานลอบฉายแววประหลาดใจในดวงตาครู่หนึ่ง
‘อืม… ดูท่าว่าเขาคงใกล้จะได้เปลี่ยนอาชีพไปอีกก้าวหนึ่งแล้วสินะ’
เด็กชายรีบวิ่งรี่เข้าไปด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความหวาดกลัวกับความตื่นเต้น เขาช่วยยึดเชือกแหแล้วออกแรงดึงกลับมาสุดกำลัง “น้องสาวรีบมาเร็วเข้า! มีปลาตัวใหญ่ติดมาด้วย!”
“เฮ้! ฉันเรียกพวกนายสักคำ พวกนายกล้าขานรับไหม?” ซู่เป่าชูน้ำเต้าอาคมขึ้นสูงขณะประกาศก้อง
สิ้นเสียงประกาศของซู่เป่า กลุ่มควันดำทมิฬซึ่งยากแก่การมองเห็นด้วยตาเปล่า ก็ถูกแรงดึงดูดลึกลับจากภายในน้ำเต้าสูบหายเข้าไปจนสิ้น
เหล่าวิญญาณร้ายยังไม่ทันได้อ้าปากขานรับต่างนิ่งอึ้ง
‘ที่แท้… มันก็เป็นเพียงบทพูดเท่ ๆ ประโยคเดียวที่หลอกให้พวกเขาสนใจเท่านั้นเอง!’
ฝ่ายชายซึ่งกำลังแบกหวังเจียเจียไว้บนหลังถึงกับยืนอึ้งตะลึงงัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้โง่น้ำหนักเจ็ดสิบกิโล ดวงตาเบิกกว้างราวระฆังทอง
‘นี่คือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่ามาจับปลาอย่างนั้นหรือ?’
‘ในตาข่ายมีแต่ความว่างเปล่าชัด ๆ!’
‘แต่คนกลุ่มนี้กลับทำท่าทางลึกลับเสียจนน่าสงสัย…’
“พวกคุณจะกลับทางไหนกันล่ะ?” มู่กุยฝานเอ่ยถามขึ้นเรียบ ๆ
“กลับบ้านก่อนดีกว่าครับ… ยังไงก็ขอบคุณพวกคุณมากสำหรับเรื่องเมื่อครู่นะ” สามีของเจียเจียได้สติพลางรีบตอบ
แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง ทว่าเขาก็รู้ดีว่าหากคนกลุ่มนี้ไม่ปรากฏตัวขึ้นมาทันเวลา และส่งเสียงเรียกสติ เขาคงได้พาร่างของภรรยาดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำใต้สะพานไปแล้ว
แสงเงินแสงทองยังไม่ทันพาดผ่านขอบฟ้า มู่กุยฝานก้มลงดูเวลา ยามนี้คือตีห้าสี่สิบสี่นาที ไม่รู้เลยว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ติดอยู่ในมิติลี้ลับตรงหัวสะพานมาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว
“กลับกันเลยไหมลูก?” เขาหันไปมองลูกสาวตัวน้อย
“หืม? มีคนคิดมาแย่งผีกับหนูงั้นเหรอ?” ซู่เป่าขยับนิ้วคำนวณพึมพำกับตัวเอง
“ว่ายังไงนะ? มีคนกล้ามาแย่ง KPI กับพวกเราเหรอ!” ซูเหอเวิ่นหูผึ่งทันที
KPI ของน้องสาวเขา ใครหน้าไหนก็ห้ามมาแตะต้องเด็ดขาด!
อย่าว่าแต่วิญญาณทั้งตนเลย ต่อให้เป็นเส้นขนผีเพียงเส้นเดียว เขาก็ไม่ยอมแบ่งให้ใครทั้งนั้น!
“พวกเราต้องไปชิงลงมือก่อน!” ซูเหอเวิ่นเอ่ยพร้อมกับเช็กเวลาไปด้วย ตีห้าหกโมงเช้าแล้วอย่างนั้นหรือ?
“ลุยกันเลย!” เขาชูกำปั้นเล็ก ๆ ขึ้นโบกสะบัดอย่างโอหัง
“ลุยกันเลยค่า!” ซู่เป่าเองก็รีบชูกำปั้นน้อย ๆ ตามเช่นกัน