ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 296 ทั้งหมดก็เป็นพวกคนงงงวยกันทั้งนั้น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 296 ทั้งหมดก็เป็นพวกคนงงงวยกันทั้งนั้น
ซู่เป่าและซูเหอเวิ่นหันไปจ้องมองหวังเจียเจียเป็นตาเดียว
“…” เธอรู้สึกประหม่าจนเผลอกอดคอสามีแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ปล่อยนะ!” ฝ่ายชายเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด
“พวกเราจะหาทางไปบ้านเดิมของคุณป้าคนนี้ได้ยังไงดีล่ะ?” สองพี่น้องซูต่างพึมพำกันเสียงเบา
“หมายถึงบ้านพ่อแม่ของเธอเหรอ?” ซูเหอเวิ่นทวนคำ
“อื้อ! คุณปู่เต่าบอกว่าผีร้ายสิงสู่อยู่บ้านพ่อของคุณป้าค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
“อืม… หรือเราจะแกล้งบอกว่าเหนื่อย แล้วขอเข้าไปนั่งจิบชาที่บ้านเขาดีไหม?” ซูเหอเวิ่นครุ่นคิดหาอุบาย
ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลางแย้ง “แล้วถ้าพวกเขาปฏิเสธขึ้นมาล่ะคะ? ที่นั่นไม่ใช่บ้านเราเสียหน่อย!”
ยามนั้นมู่กุยฝานผู้วางหน้าตายได้ทุกสถานการณ์ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผมแนะนำว่าไปบ้านพ่อแม่เธอก่อนดีกว่า ให้เธอดื่มน้ำอุ่นสักหน่อย เดิมทีผมจะไปส่งพวกคุณกลับ แต่รถผมน้ำมันหมดพอดี”
สามีของหวังเจียเจียซึ่งกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธพลันกลืนคำพูดลงคอไปทันที
เขารู้สึกว่าสิ่งที่มู่กุยฝานแนะนำนั้นฟังดูสมเหตุสมผลอย่างประหลาด ประกอบกับความรู้สึกเย็นวาบที่ยังหลงเหลืออยู่ตามมือตามเท้า ทำให้เขาไม่กล้าปฏิเสธ
ซู่เป่าและซูเหอเวิ่นลอบมองมู่กุยฝานด้วยแววตาชื่นชมในใจทันที
‘คุณพ่อ (คุณลุง) ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ!’
สามีของเจียเจียนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบรับ “งั้น… ไปบ้านพ่อตาแม่ยายผมก่อนก็ได้ครับ!” ถึงน้ำเสียงของเขาจะดูไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ยอมโดยดี
จากจุดนี้ไปบ้านพ่อแม่ของหวังเจียเจียถือว่าใกล้มาก ขับรถเพียงไม่ถึงสองนาทีก็ถึงที่หมาย มู่กุยฝานจัดการจอดรถ และดูแลความเรียบร้อยก่อนทุกคนจะเดินเท้าเข้าสู่หมู่บ้าน
“คุณลุงคะ ดูเหมือนคุณไม่ค่อยอยากไปบ้านคุณป้าเลยนะคะ!” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เขาไม่ชอบไปที่นั่นแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ” ฝ่ายชายยังคงนิ่งเงียบ ทว่าหวังเจียเจียกลับเป็นคนชิงตอบแทน
สามีของเธอเป็นคนต่างถิ่น ในทุกปีไม่ว่าเป็นช่วงตรุษจีน วันชาติ หรือเทศกาลเชงเม้ง เจียเจียมักเต็มใจขับรถพากันกลับบ้านเกิดของเขาที่ชนบท ซึ่งห่างไกลกว่าพันกิโลเมตรโดยไม่เคยปริปากบ่นแม้เพียงคำเดียว
แต่บ้านพ่อแม่ของเธอนั้นห่างจากบ้านของพวกเขาไม่ถึงสิบนาทีหากขับรถ แต่เขากลับบิดพลิ้วไม่ยอมมาหา แม้เป็นช่วงเทศกาลสำคัญเขาก็ยังแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากมา
ยามกลับมาเยือนบ้านเดิม เจียเจียมักรับภาระจัดเตรียมของขวัญมามอบให้บุพการีเพียงลำพัง ทั้งยังต้องเข้าครัวตระเตรียมอาหาร ป้อนข้าวป้อนน้ำฝูงไก่ และก้มหน้าก้มตาทำงานบ้าน
สามีกลับไม่เคยยื่นมือเข้าช่วยแม้แต่น้อย อย่างมากเขาก็แค่ซื้อผักติดมือมาบ้างเล็กน้อย พอถึงจุดหมายก็เอาแต่นั่งแหมะเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ลำพังด้วยความไม่สนใจไยดี
“ครอบครัวแบบคุณ… มีอะไรให้น่าไปนักหรือไง? จะให้ผมไปฟังคุณนั่งบ่นเรื่องควักเงินปรนเปรอพ่อแม่น้องชายยังไงงั้นเหรอ?” สามีของหวังเจียเจียหัวเราะเย็นชา
“คุณพูดเกินไปแล้วนะ! ทีต่อหน้าพ่อแม่ฉัน คุณไม่เห็นเคยแสดงท่าทีคัดค้านเลยสักครั้งเดียว!” เจียเจียโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ใช่แล้ว… เธอต้องเป็นฝ่ายแบกรับความอึดอัดระหว่างสองฝ่ายไว้เพียงคนเดียว
เขากดดันให้เธอตัดขาดจากครอบครัวเดิม ให้เธอไปเคลียร์บัญชีหนี้สินกับน้องชายให้เด็ดขาด แต่เขากลับไม่เคยยืนเคียงข้างหรือเป็นที่พักพิงให้เธอเลย
มีเพียงการสั่งให้เธอไปจัดการเรื่องราวเองตามลำพัง และหากเธอทำได้ไม่ดีพอ กลับมาเขาก็ทำเพียงเยาะเย้ยถากถางซ้ำเติม
“เรื่องในตระกูลของคุณ ก็จัดการเอาเองสิ จะลากผมเข้าไปเกี่ยวทำไม? ผมไม่อยากเอาตัวไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายพวกนั้น” สามีของเธอย้ำด้วยความเย็นชา “จัดการตัวเองให้มันดี ๆ หน่อยเถอะ โตจนป่านนี้แล้ว แค่เรื่องแค่นี้ยังสะสางไม่ได้อีกเหรอ?”
“…” หวังเจียเจียสะอึก แต่ด้วยความโกรธจัดเธอจึงสวนกลับ “ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้!”
สามีของเธอกลับทำหูทวนลมและไม่ใส่ใจคำเรียกร้องของเธอเลย
ซู่เป่าเฝ้ามองการปะทะคารมระหว่างคนทั้งสองด้วยความมึนงง
“พี่ชาย… แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าพวกปากร้าย?”เด็กน้อยถามเสียงแผ่ว
“อืม ท่าทางจะใช่แบบนั้นแหละ” ซูเหอเวิ่นพยักหน้ารับ
ซู่เป่าถอนหายใจยาวพลางขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาถนัดตา เธอเอ่ยขัดขึ้นว่า “คุณลุงคะ หนูว่าทำแบบนี้ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่นะ”
“ลุงเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง กลับไม่ยอมสื่อสารกันดี ๆ”
“ในเมื่อไม่อยากลุยน้ำโคลนไปพร้อมกับคุณป้า แต่กลับแสดงท่าทีฮึดฮัดใส่ตลอดเวลา ทั้งรู้ว่าป้ากำลังหลงทางสับสน นอกจากจะเอาแต่ตำหนิแล้ว ลุงก็ไม่คิดจะยื่นมือมาช่วยแก้ไขอะไรเลยสักอย่างเดียว”
ถึงแม้ซู่เป่ายังไม่เข้าใจลึกซึ้งว่าทำไมโลกของผู้ใหญ่ถึงดูซับซ้อนและประหลาดนัก และไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นผิดหรือถูก
แต่ในความคิดอันบริสุทธิ์ของเธอ…
‘ป้ากับลุงเป็นสามีภรรยากัน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ควรร่วมมือกันแก้ไขจึงจะถูกต้องไม่ใช่หรือ?’
เหมือนเช่นคุณตาและคุณยาย แม้บางครั้งคุณตามักชอบตำหนิคุณยายบ้าง แต่ท่านก็เป็นประเภทปากร้ายใจดี ปากก็บ่นไปแต่มือก็ยังช่วยคุณยายทำงานจนเสร็จสรรพ
ในเมื่อลุงคิดว่าป้าทำไม่ถูก แล้วทำไมลุงถึงนิ่งดูดาย ไม่คิดจะช่วยดึงคุณป้าขึ้นมาจากน้ำโคลนนั้นล่ะ?
สามีของหวังเจียเจียถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
เขารู้สึกเหมือนถูกเด็กน้อยต้อนจนมุมจนไร้คำพูดจะโต้ตอบ
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ผมแค่ไม่อยากเอาใจไปผูกกับเรื่องวุ่นวายพวกนั้น มันมีแต่จะทำให้เสียอารมณ์”
หวังเจียเจียหุบปากเงียบกริบ
ซู่เป่าเองก็ไม่เซ้าซี้ต่อ เธอเพียงซบลงบนบ่าของมู่กุยฝานแล้วกระซิบถามความสงสัย “คุณพ่อคะ ระหว่างลุงกับป้า ใครกันแน่ที่ผิด?”
“ผิดทั้งคู่” มู่กุยฝานตอบเรียบ ๆ
เขาพอจับใจความได้แล้วว่า รายได้ถึงสองในสามของเจียเจียนั้นถูกนำไปจุนเจือพ่อแม่และน้องชายจนเกินตัว เพียงเพราะเธอคิดว่าสามีไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง
และเธอก็อยากพิสูจน์ความสามารถของตัวเองด้วยการช่วยเหลือครอบครัวเดิม…
การเลือกจุนเจือบุพการีและน้องชายให้มากเป็นพิเศษนั้น เจียเจียถือว่าเป็นหน้าที่อันพึงกระทำและเป็นเรื่องปกติสามัญ แต่สามีของเธอกลับซุกซ่อนความไม่พอใจไว้เงียบ ๆ
เขาไม่เคยเปิดอกพูดคุยกับพ่อตาแม่ยายตามตรง แต่กลับเลือกใช้วิธีเย็นชาใส่ภรรยา สลับกับการถากถางประชดประชันเป็นระยะ
สุดท้ายปัญหาก็ยังคงอยู่ตรงนั้นไม่มีใครแก้ไข ทำเพียงสาดความผิดใส่กันไปมาอย่างน่าอึดอัด
ทุกคนจมอยู่ในความเงียบขณะเดินเท้าเข้าหมู่บ้านจนถึงบ้านพ่อแม่ของเจียเจีย ยามนี้ผู้อาวุโสทั้งสองรวมถึงหวังอี้กวง ยังคงจมอยู่ในนิทรา ซึ่งปกติเจียเจียมักมาถึงแต่เช้าตรู่ เพื่อจัดเตรียมข้าวปลาอาหารจนทุกคนในบ้านต่างชินชาเสียแล้ว
เมื่อกลับถึงรังนอนอันแสนคุ้นเคย เจียเจียเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เธอพยายามพยุงกายลุกยืนแล้วเอ่ยเสียงค่อย “ฉันจะไปต้มน้ำก่อน”
ฝ่ายสามีนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเดินตามเข้าไปในครัว ไม่นานนักเสียงทุ่มเถียงกันแผ่ว ๆ ก็แว่วลอยออกมา
ซู่เป่านั่งตัวตรงอยู่บนโซฟา ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังประตูห้องหนึ่งเขม็ง
“ฟ้าดินศักดิ์สิทธิ์ เจ้าผีน้อยทั้งหลาย เร่งปรากฏกายออกมาหาหนูเร็ว~” เด็กน้อยพึมพำพลางขยับนิ้วน้อย ๆ คำนวณจังหวะ
“วิธีนี้ได้ผลแน่เหรอ? น้องบอกเองไม่ใช่หรือว่าเจ้านั่นเป็นผีร้าย แล้วเธอสู้ไหวไหม?” ซูเหอเวิ่นอดถามไม่ได้
“พี่ชายพูดถูกค่ะ” ซู่เป่าเอียงคอคิดตาม
สิ้นคำนั้น ผีดวงซวย ผีขี้ขลาด และ ผีเจ้าชู้ ก็ถูกเรียกตัวออกมากะทันหัน
“มีอะไรกัน? ขนาดเทศกาลผีแท้ ๆ ยังต้องตรากตรำทำงานอีกเหรอเนี่ย” ผีเจ้าชู้เอ่ยปากบ่น
“ฉันไม่ทำนะ!” ผีดวงซวยทำหน้าเซ็งจัด
“ก็… ไม่เห็นเป็นไรนี่นา” มีเพียงผีขี้ขลาดงึมงำเบา ๆ ราวกับเต็มใจต่างจากตนอื่น
ซู่เป่าชี้มือไปยังประตูห้อง “พี่ชายพี่สาวสุดหล่อสุดสวยคะ ช่วยไปลากคอผีในห้องนั้นออกมาให้ซู่เป่าหน่อยได้ไหม? แค่ดึงตัวมันออกมาก็พอค่ะ~”
เด็กน้อยส่งสายตาใสซื่อไร้เดียงสา กะพริบตาปริบ ๆ ทำหน้าออดอ้อนเต็มที่
ผีเจ้าชู้ถึงไม่อยากออกแรง แต่เด็กน้อยดันเรียกว่าพี่สาวนี่นา
ทางด้านผีดวงซวยใจหนึ่งก็อยากปฏิเสธ แต่อีกใจก็พ่ายแพ้คำว่าพี่ชาย
มีเพียงผีขี้ขลาดที่มองด้วยสายตาอ่อนโยนจนเสียหลักการ “ได้… แค่ซู่เป่าขอมา ผมจะช่วยจัดการให้เอง”
ในขณะนั้น จอมผีโง่งมกำลังดื่มด่ำกับการดูดซับพลังอัปมงคลจากร่างของคุณตาหวังด้วยความเพลิดเพลิน
มันกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาด พอเงยหน้าขึ้นมองก็ต้องผงะ เมื่อเห็นวิญญาณร้ายสามตนปรากฏกายขึ้นตรงหน้าประตู จ้องมองมายังเขาด้วยแววตาราวกับจะฉีกกินเลือดเนื้อ
“นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?” ผีขี้ขลาดเอ่ย
“จากประสบการณ์โชกโชนในการจีบผีของฉัน… เจ้านี่น่าจะเป็นผีโง่งม” ผีเจ้าชู้ตอบหลังจากพิจารณาภาพตรงหน้า
“พวกคุณบุกไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันคอยคุมเชิงอยู่ข้างหลัง” ผีดวงซวยชะเง้อมองจากด้านหลัง
ผีจอมโง่งมมองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัยพลางถามหยั่งเชิง “ว่าไงล่ะพี่ชาย… อยากจะมาร่วมวงดูดพลังด้วยกันไหม?”
“มานี่เลยเจ้าตัวดี!” ผีเจ้าชู้ถลาเข้าไปเป็นคนแรก
ผีขี้ขลาดรีบตามไปติด ๆ แม้ในใจยังรู้สึกหวั่นเกรงจนอยากจะถอยหนี ทว่าพอนึกถึงเสียงหวาน ๆ ของซู่เป่าที่เรียกตนว่าพี่ชาย เขาก็ฮึดสู้ กัดฟันโผเข้าไปกระชากแขนอีกข้างของผีตนนั้นไว้แน่น
“???”
‘เจ้าพวกผีร้ายนี่บุกมาจับตัวเขาเหรอ?’
‘เกิดจากรากเหง้าวิญญาณเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมถึงได้รีบร้อนคิดบัญชีกันเองนัก!’
เขาพยายามดิ้นรนสุดแรงเกิดจนไอมรณะพุ่งพล่านสูงเสียดเพดาน
คุณตาหวังซึ่งกำลังหลับลึกถูกคลื่นพลังชั่วร้ายกระแทกเข้าอย่างจัง ชายชราจู่ ๆ ก็ไอโขลกออกมา มือหนากุมลำคอแน่นด้วยความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก…