ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 306 ใช้ความน่ารักเอาชนะคนอื่น ช่างน่าอายจริง ๆ!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 306 ใช้ความน่ารักเอาชนะคนอื่น ช่างน่าอายจริง ๆ!
ซู่เป่ากวาดตามองวิญญาณที่หนาแน่นเต็มห้องพลางกระซิบเสียงเบา “ลุงสี่คะ ช่วยกันพี่ชีชีไว้ข้างนอกหน่อยนะ หนูอยากส่งดวงวิญญาณพวกนี้ไปสู่สุคติค่ะ”
ซูโล่วไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย เขาพยักหน้าตอบรับทันควัน “ได้เลย”
ทางด้านนอก กู้ชีชีเพิ่งยื้อแย่งตุ๊กตาของเธอกลับคืนมาจากน้ำมือของกู้เซิ่งเสวี่ยได้สำเร็จ ทว่ารองเท้าข้างหนึ่งของตุ๊กตากลับถูกน้องสาวตัวดีขโมยไปเสียแล้ว และไม่ว่าจะพยายามทวงถามอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมคืนให้
เธอบ่นพึมพำด้วยใบหน้าบึ้งตึงด้วยความโมโห ก่อนชะงักเมื่อเห็นซูโล่วจ้องมองมาด้วยสายตาประหลาด
“เอ่อ… มีอะไรหรือเปล่าคะ?” กู้ชีชีรีบปั้นยิ้มสุภาพ
“ไม่มีอะไรครับ” ซูโล่วลูบจมูกแก้เก้อ
กู้ชีชีฉายแววสงสัยวูบหนึ่งในดวงตา เธอตั้งท่าเดินเลี่ยงเขาเพื่อเข้าห้องไป แต่ซูโล่วกลับยื่นมือออกไปขวางทางเธอไว้ทันที
“รุ่นพี่?” กู้ชีชีตกใจกับการจู่โจมกะทันหัน
“วันนี้มีฉากหนึ่งที่คุณลาหยุดไป พอดีผู้กำกับเน้นย้ำประเด็นสำคัญบางอย่างมา ผมเลยกะมาอธิบายให้คุณฟังตอนนี้เลยน่ะครับ” ซูโล่วรีบปั้นเรื่อง
“?”
‘แต่วันนี้วันเกิดเธอนะ!’
‘ใครเขามาติวบทละครกันในวันเกิดคนอื่นบ้างล่ะเนี่ย? แปลกชะมัด…’
ตัดกลับมาภายในห้อง ซู่เป่าเริ่มโบกไม้โบกมือเล็ก ๆ ของเธอไปมาพร้อมกระโดดหย็องแหย็อง “ฮะไฮ้~ คุณผีตรงนั้นน่ะ มองมาทางนี้หน่อยสิคะ~”
ดวงวิญญาณซึ่งเกาะอยู่บนตู้โชว์ข้างหน้าต่างหันมามองตามสัญชาตญาณด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
“คุณผีตรงนั้นด้วย ตามหนูมาเร็ว~” ซู่เป่าเอ่ยเรียกต่อ
เหล่าวิญญาณบนตู้ปลายเตียงค่อย ๆ บิดตัวหันมาด้วยความเชื่องช้า พวกเขามีสีหน้าแข็งทื่อเฉยชา มีเพียงนัยน์ตาทั้งสองข้างยังคงกลอกไปมาได้
ซู่เป่าชูนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เล็งไปทางกลุ่มเป้าหมายขณะทำเสียงประกอบ “ปึ้ง~ ชัวการ่าคา!”
เหล่าวิญญาณกำลังมึนงงต่างพากันอ้าปากค้างพลางทวนคำอย่างตะกุกตะกัก “…ปึ้ง…ชัวการ์?”
ซู่เป่าฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นรูปสระอิ เธอพึมพำมนต์ตราเบา ๆ ไม่นานนักทั่วทั้งห้องก็พลันสว่างไสวด้วยแสงสีทองอร่ามสายหนึ่ง
บรรดาวิญญาณในห้องต่างลุกขึ้นยืนแล้วค่อย ๆ ก้าวเดินมุ่งหน้าไปสู่แสงสีทองนั้น เมื่อแสงจางหายไป วิญญาณเร่ร่อนในบ้านหลังนี้ก็มลายหายไปสิ้น
ซู่เป่าลูบน้ำเต้าอาคมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “วันนี้ไม่มีผีให้กินนะจ๊ะ พวกเขาไม่ใช่ผีร้าย บางตนแค่หลงทาง บางตนก็ดับสูญไปโดยไม่ทันตั้งตัวจนจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร…”
เด็กน้อยอดคิดไม่ได้ว่า ในหมู่ดวงวิญญาณเหล่านี้ อาจมีใครบางคนที่คนข้างหลังโหยหาแต่ไม่มีวันได้พบ หรือมีใครที่สูญเสียคนรักไปแล้วยังคงไม่อาจปล่อยวางความหวงหาอาลัยได้
ตุ๊กตาของพี่ชีชีดูเหมือนมีปัญหาบางอย่าง มันคอยดึงดูดดวงวิญญาณที่กำลังจะแตกสลายเหล่านี้มาเพื่อใช้เป็นพลังงานหล่อเลี้ยง
ซู่เป่าครุ่นคิดพลางรู้สึกว่าภาพตรงหน้านี้ช่างคุ้นตาน่าประหลาด ทว่าเธอก็มั่นใจว่าไม่เคยพบเจอตุ๊กตาอาถรรพ์เช่นนี้มาก่อน…
“มันน่าแปลกตรงไหนกันนะ? น้ำเต้า… บอกหนูหน่อยสิ” เธอเบ้ปากพลางบีบน้ำเต้าอาคม เบา ๆ
“…”
‘ถึงมันจะมีรูปร่างคล้ายมีปาก แต่ว่ามันกลับพูดไม่ได้จริง ๆ’
ซู่เป่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เฮ้อ ขนาดเสี่ยวอู่ยังพูดได้เลยนะ เธอต้องพยายามให้มากกว่านี้ล่ะ!”
ด้านนอกห้อง ซูโล่วร่ายยาวจนแทบหมดมุก เขาไม่เพียงพูดถึงการแสดงในวันนี้ แต่ยังลามไปสรุปจุดบกพร่องที่ผ่านมาโดยละเอียด
ในตอนที่เขากำลังจะทนไม่ไหว และเตรียมจะถามความเห็นกู้ชีชีเรื่องฉากต่อไป…
ซู่เป่าก็เดินออกมาเสียที!
ซูโล่วลอบถอนหายใจโล่งอกในใจ ฝ่ายกู้ชีชีเองก็ลอบผ่อนลมหายใจโล่งอกเช่นกัน
‘ช่วยด้วยเถอะ น้องรัก… อยู่ดี ๆ ลุงของเธอก็เป็นอะไรไม่รู้ ดึงฉันไว้ติวบทตั้งสิบนาที!’
“พี่ชีชี กลับมาแล้วเหรอคะ!” ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ
“ไม่รู้ยัยกู้เสี่ยวปาเป็นอะไร ถึงขนาดแย่งรองเท้าของเหยาเหยาไปข้างหนึ่ง… เซ็งจริง ๆ เลย” กู้ชีชีรีบถลาเข้าไปหาพลางระบายความอัดอั้น
“พี่ชีชีคะ ตุ๊กตาพวกนั้นพี่สั่งทำมาจากที่ไหนเหรอ?” ซู่เป่าเอ่ยถาม
กู้ชีชีตอบ “ร้านทำตุ๊กตาชื่อ ‘ชุนชูอู่’ น่ะ… มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?”
“เปล่าค่ะ แต่พี่ชีชีอย่าไปสั่งทำตุ๊กตาที่นั่นอีกเลยนะคะ พวกเขาทำออกมามันไม่ดีเลย” ซู่เป่าส่ายหัวน้อย ๆ
“?”
‘แค่มีรอยปริแตกนิดเดียวน่ะนะ… ไม่เห็นจะดูแย่ขนาดนั้นเลย…’
แม้นึกสงสัย แต่คะแนนนิยมของร้านนั้นในใจเธอก็ลดฮวบลงไปไม่น้อย
“ซู่เป่า หนูลงไปทานข้าวกับคุณลุงก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่ขอจัดการจัดระเบียบตุ๊กตาพวกนี้สักหน่อย” กู้ชีชีเอ่ยขึ้นว่า
“พี่ชีชี อย่าลืมเปิดม่านทิ้งไว้ด้วยนะคะ ตุ๊กตาพวกนี้ถ้าไม่ได้รับแสงแดดบ้าง พวกเขาจะรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวเอานะ” ซู่เป่าพยักหน้าพลางกำชับเสียงแข็ง
กู้ชีชีอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าตามน้ำไปโดยไม่ทันคิด เธอทอดสายตามองซูโล่วซึ่งกำลังอุ้มซู่เป่าลงไปชั้นล่างจนลับตา
เธอกลับเข้าห้องมาด้วยความงุนงง ทว่าไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าอากาศในห้องมันดูร้อนอบอ้าวขึ้นมาถนัดตา
ปกติร้านขายตุ๊กตามักเตือนว่าไม่ควรให้ตุ๊กตาโดนแดด เพราะทำให้วัสดุเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแตกร้าวได้ง่าย เธอจึงปิดม่านไว้ตลอด แถมปกติยามถ่ายละครเธอก็มักจะพักอยู่อพาร์ตเมนต์ใกล้บริษัท ทำให้ตุ๊กตาเหล่านี้ถูกขังอยู่ในความมืดนานเกินควร
‘บางทีซู่เป่าอาจจะพูดถูกก็ได้…’
กู้ชีชีตัดสินใจรูดม่านเปิดออกอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ เธอรู้สึกว่าเงาด้านหลังตุ๊กตาเหล่านั้นดูบิดเบี้ยวแปลก ๆ แต่พอกะพริบตาปรายมองอีกครั้งกลับไม่เห็นความผิดปกติใด ๆ
“แปลกจัง…”
กู้ชีชีจัดวางเหยาเหยาให้เข้าทาง แล้วถ่ายรูปส่งไปให้ร้านชุนชูอู่ทางข้อความ “รอยแตกอยู่ตรงตำแหน่งนี้ค่ะ… แล้วก็น้องสาวฉันทำรองเท้าหายไปข้างหนึ่ง รบกวนช่วยสั่งทำคู่ใหม่ให้เหยาเหยาด้วยนะคะ…”
ทางร้านตอบกลับมาทีละประเด็น ก่อนทิ้งท้ายว่า “คุณกู้คะ ทางเราทราบว่าคุณเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง ในเดือนกรกฎาคมนี้สำนักการ์ตูน CB จะจัดงานนิทรรศการตุ๊กตาระดับประเทศ เราอยากเชิญคุณมาเป็นพรีเซนเตอร์เปิดงานสถานีแรก เพียงแค่พาตุ๊กตาตัวโปรดมาด้วยสักสองตัวก็พอค่ะ!”
ทันทีที่ได้ยินว่าเป็นงานรวมพลคนรักตุ๊กตา กู้ชีชีก็รีบสอบถามรายละเอียด เมื่อแน่ใจว่าตารางงานว่างเว้นพอดี เธอจึงตอบตกลงด้วยความยินดี
**
ชั้นล่าง ซูโล่วยื่นจานผลไม้ให้ซู่เป่าก่อนกระซิบถาม “จัดการ… เอ๊ย เก็บกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่เก็บกวาดนะคะคุณลุง!” ซู่เป่าส่ายหน้าแล้วจึงแก้ไขคำพูด
เด็กน้อยเริ่มอธิบายเจื้อยแจ้ว “วิญญาณพวกนี้ไม่ใช่ผีน่ากลัวอะไรหรอกค่ะ พวกเขาเป็นเพียงดวงวิญญาณเร่ร่อน กำลังจะแตกสลายไปตามกาลเวลา…”
“บางตนตายจากอุบัติเหตุหรือเหตุผลอื่นแล้วไม่ได้ไปเกิดใหม่ จึงต้องวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์… เมื่อเวลาผ่านพ้นไปนานเข้า ดวงจิตก็ค่อย ๆ เบาบางลงจนเหมือนอากาศ แล้วก็สลายไปค่ะ”
“เหมือนน้องผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุณลุงเมื่อครู่นี้ไงคะ เธอตายเพราะอาการป่วย ด้วยความไม่อยากพรากจากคุณพ่อคุณแม่เลยไม่ยอมไปเกิดใหม่ พอเวลาผ่านไปนานวันเข้า เธอก็เริ่มเลือนรางจนลืมไปแล้วว่าพ่อแม่หน้าตาเป็นยังไง…”
“เธอสิ้นใจในโรงพยาบาลจนหาทางกลับบ้านไม่ถูก สุดท้ายก็เลยถูกแรงดึงดูดบางอย่างชักนำมาที่นี่ค่ะ”
ปลายนิ้วของซูโล่วพลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ
‘หลานรัก… จริง ๆ แล้วหนูไม่ต้องอธิบายรายละเอียดลึกซึ้งถึงขั้นเห็นภาพขนาดนั้นก็ได้นะ…’
“กินองุ่นไหม? เดี๋ยวลุงหยิบให้” ซูโล่วรีบเอ่ยขัดพลางพยายามรักษาสีหน้าให้ดูปกติ
“คุณลุงสี่… กลัวเหรอคะ? ถ้าลุงกลัว หนูก็จะไม่พูดต่อแล้วนะ!” ซู่เป่าเอียงคอชำเลืองมองเขา
“เปล่าเสียหน่อย ลุงแค่… กลัวว่าหนูจะหิวน้ำน่ะ” ซูโล่วรีบแย้ง
ซู่เป่าทำหน้ามุ่ยแล้วพยักหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘หนูเข้าใจหรอกน่า’ ก่อนยื่นมือไปตบไหล่ซูโล่วเบา ๆ เป็นเชิงปลอบขวัญ
ในที่สุดงานวันเกิดก็ผ่านพ้นไปเสียที ซูโล่วรีบหยัดกายลุกขึ้นทันที แล้วหาจังหวะพาซู่เป่าไปเอ่ยคำลาต่อหน้าผู้ใหญ่ตระกูลกู้
“เอ๋? จะกลับเร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ…” กู้ชีชีโอดครวญ น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ขณะยังเกาะกุมมือเล็ก ๆ ของซู่เป่าไว้แน่น
คุณแม่กู้มองดูภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจในใจ ลูกสาวคนโตของบ้านช่างทำอะไรเกินไปจริง ๆ
‘แสดงออกโจ่งแจ้งขนาดนี้เชียวหรือ’
‘อ้างชื่อเด็กน้อยเพื่อหวังหาโอกาสเข้าใกล้ซูโล่ว… แม่เข้าใจจ้ะ แม่เข้าใจดี’
คุณแม่กู้คลี่ยิ้มอบอุ่น “ดูเหมือนซู่เป่าจะถูกชะตากับชีชีของบ้านเรามากเลยนะเนี่ย คุณซูคะ… คราวหน้าถ้าพอมีเวลาว่าง รบกวนพาซู่เป่ามาเล่นที่นี่บ่อย ๆ นะคะ” ขณะพูดก็อดไม่ได้จึงยื่นมือไปลูบไล้แก้มใส ๆ ของซู่เป่าด้วยความเอ็นดู
หากพูดตามเนื้อผ้า เด็กคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง!
ถ้าลูกสาวคนเล็กของเธอมีเสน่ห์ขี้อ้อนสักครึ่งหนึ่งของซู่เป่าก็คงดีไม่น้อย…
กู้เซิ่งเสวี่ยกำลังสาวเท้าลงบันไดมาพอดี ทันได้เห็นภาพพ่อแม่และพี่สาวของตนต่างพากันห้อมล้อมซู่เป่าด้วยสายตาเอ็นดูราวกับโดนมนต์สะกด
เธอแค่นเสียงหยันในลำคอพลางสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นทันที
‘ใช้ความน่ารักเอาชนะคนอื่น ช่างน่าอายจริง ๆ!’