ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 307 ในคำขอร้องของซู่เป่าที่ต้านทานไม่ไหวถึงสามวินาที
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 307 ในคำขอร้องของซู่เป่าที่ต้านทานไม่ไหวถึงสามวินาที
ซู่เป่ากำลังตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับแตงโมชิ้นโตในมือ จู่ ๆ ก็พบว่าทุกคนเริ่มเอ่ยคำบอกลากันแล้ว เธอจึงเงยหน้าขึ้นมาทำตาปริบ ๆ “หืม?”
‘จะกลับกันแล้วเหรอคะ?’
ในใจลึก ๆ เธอยังไม่อยากกลับบ้านสักเท่าไหร่
เด็กน้อยยังไม่ได้หาโอกาสตีพี่กู้เซิ่งเสวี่ยให้ร้องไห้เลย…
ไม่ใช่สิ! เธอหมายถึงยังไม่ได้หาจังหวะเข้าไปปรับความเข้าใจเรื่องตุ๊กตาพวกนั้นเลยต่างหาก!
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราคงต้องขอตัวลาก่อนนะครับ” ซูโล่วเอ่ยคำอำลาพลางคลี่รอยยิ้มละไม
ยามนี้เขาอยู่ในชุดสูทสีดำขลับที่ปักประดับเพชรเม็ดเล็กละเอียดอย่างประณีต ขับเน้นความหรูหราทว่าเรียบโก้ได้ไร้ที่ติ แม้ภายนอกจะดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าท่วงท่ากลับสง่างามเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ตามแบบฉบับสุภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์
หากไม่สังเกตให้ละเอียด ย่อมมองไม่ออกว่าภายใต้ท่าทีดูสุขุมนุ่มลึกนั้น เจ้าตัวกำลังเร่งรีบปลีกตัวออกมาเพราะความรู้สึกขวัญผวาที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
‘ช่างเถอะ ๆ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคุณลุงของเธอ’
‘ในเมื่อคุณลุงอยากกลับบ้าน เธอก็จะกลับ’
‘ส่วนเรื่องของกู้เสี่ยวปา… เอ้ย พี่เซิ่งเสวี่ย ไว้ค่อยคุยกันคราวหน้าแล้วกัน!’
“คุณป้ากู้ คุณลุงกู้ ลาก่อนนะคะ!” ซู่เป่าโบกมือลาเสียงใส “พี่ชีชีลาก่อนค่ะ!”
ในตอนนั้นเอง กู้เซิ่งเสวี่ยยืนนิ่งอยู่ตรงราวระเบียง จ้องมองลงมายังเธออย่างเงียบเชียบ
“พี่เสี่ยวปาลาก่อนนะคะ!” ซู่เป่าฉีกยิ้มจนตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวพลางโบกมือรัว ๆ
“…”
‘บอกกี่ครั้งแล้วว่าเธอไม่ได้ชื่อกู้เสี่ยวปา!’
ลำพังแค่โดนพ่อแม่และพี่สาวเรียกเธอก็ระอาจะแย่ พอคำนี้หลุดมาจากปากซู่เป่า เธอกลับรู้สึกเกลียดชื่อนี้จับใจยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
*
เมื่อกลับถึงบ้าน ซู่เป่าก็รีบพุ่งตัวไปหาซูเหอเวิ่นทันที
“ชุนชูอู่?” ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “มีธุระอะไรกับร้านนี้งั้นเหรอ?”
“ตุ๊กตาที่ร้านนั้นทำ มีส่วนผสมของเถ้ากระดูกมนุษย์อยู่ข้างในค่ะ” ซู่เป่าลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ พลางชะโงกหน้าไปข้างหูเขา
“!!” เด็กชายไม่ได้ร้องอุทานหรือกระโดดตัวลอย แต่กลับรู้สึกเย็นวาบไปทั่วสันหลัง ขนทุกเส้นบนร่างกายตั้งชันขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้!
“ชุน… ชุนชูอู่… ชื่อนี้ใช่ไหม…” ซูเหอเวิ่นรีบเปิดคอมพิวเตอร์ด้วยปลายนิ้วสั่นเทา พิมพ์ชื่อร้านดังกล่าวลงในช่องค้นหา
ข้อมูลของร้านนี้บนโลกอินเทอร์เน็ตมีเพียงการแนะนำตัวอย่างย่อสรุปสั้น ๆ ช่างน่าแปลกนัก เพราะตามปกติร้านตุ๊กตาทั่วไปมักโฆษณาตัวเองละเอียดยิบ พร้อมโพสต์รูปภาพผลงานมากมายเพื่อดึงดูดลูกค้า
แต่ร้านนี้กลับมีเพียงที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และภาพถ่ายตุ๊กตารุ่นคลาสสิกเพียงไม่กี่ใบเท่านั้น
ซูเหอเวิ่นไล่หาข้อมูลตามบอร์ดสนทนาต่อพลางเอ่ยวิเคราะห์ “ร้านนี้ดูเหมือนจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม… มีชื่อเสียงดีเยี่ยมในแวดวงนักสะสม ตุ๊กตาที่ทำออกมาขึ้นชื่อเรื่องความสมจริงจนน่าทึ่ง ผู้ซื้อต่างพากันชื่นชม… แต่ว่าราคาต่อตัวนั้นสูงลิบลิ่วเลยล่ะ”
เขาชี้ไปยังรูปถ่ายรูปหนึ่ง “ตุ๊กตาตัวนี้เป็นไวรัลโด่งดังมากในอินเทอร์เน็ต และถือเป็นโด่งดังมากในวงการตุ๊กตา มันคือผลงานของร้านนี้ที่ชื่อว่าเหยาเหยา ราคาเฉพาะตัวเปล่า ๆ อยู่ที่หนึ่งล้านหยวน… ยังไม่รวมค่าเสื้อผ้าและอุปกรณ์เสริมนะ”
ซูเหอเวิ่นกวาดสายตาดูข้อมูลเพิ่มเติม หากรวมออปชันทุกอย่างครบชุด ราคาสูงถึงห้าล้านกว่าเลยทีเดียว
ในวงการนี้ แม้เหล่านักสะสมจะรักตุ๊กตาของตนดุจลูกในไส้ แต่คนที่จะยอมทุ่มเงินมหาศาลขนาดนั้นเพื่อตุ๊กตาเพียงตัวเดียว กลับมีอยู่เพียงหยิบมือ
“นี่มันตุ๊กตาของพี่ชีชีนี่นา!” ซู่เป่าจ้องมองรูปภาพนั้นแล้วร้องอุทาน
“อืมมม… ตุ๊กตาหน่ะเป็นของดี แต่คนทำตุ๊กตานี่สิ… จิตใจท่าไม่ดีเสียแล้ว” ซูเหอเวิ่นพยักหน้าขรึม เขาถามต่อ
“อยากลองไปดูร้านของพวกเขาไหมล่ะ?”
“ต้องไปแน่นอนค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้า ”
ซูเหอเวิ่นตรวจสอบเวลาและเส้นทาง “ร้านตั้งอยู่ตึกสำนักงานใจกลางเขตซีเหลียง พรุ่งนี้พวกเราค่อยไปดูกัน”
“พวกเราแอบปีนกำแพงเข้าไปกันดีไหมคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความขี้เล่น ซูเหอเวิ่นถึงกับมุมปากกระตุก
‘ทำแบบนั้นได้ที่ไหนกันล่ะ’
‘อาเขยของเขาอาจเก่งกาจ ขนาดแบกเด็กสองคนกระโดดข้ามหลังคาได้สบาย ๆ’
‘แต่ลำพังตัวเขาเอง แค่ปีนกำแพงก็ยังไม่รอดเลย’
‘ยิ่งช่วงกลางวันพวกคุณลุงต่างก็ยุ่งกับงาน ส่วนอาเขยก็ต้องเข้ากรม…’
‘จะให้ชวนคุณย่าไป คุณย่าก็คงคอยตามประกบแจจนขยับตัวทำอะไรไม่สะดวก’
“ไปหาพี่ชายฉันกันเถอะ ไป!”
แม้ทั้งหมดจะเป็นเด็กด้วยกัน ทว่าท่าทีที่คุณย่ามีต่อซูเหอเหวินนั้นแตกต่างออกไป ในสายตาผู้ใหญ่อย่างคุณย่า พี่ชายของเขาไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้คนหนึ่ง
ทั้งสองคนพากันตรงไปยังห้องของพี่ชาย
“ไม่ไป” หลังจากได้รับฟังแผนการไปเยือนย่านการค้าใจกลางเขตซีเหลียงในวันพรุ่งนี้ พี่ชายกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เขาไม่ชอบเดินห้าง และเกลียดสถานที่มีฝูงชนพลุกพล่าน
“พี่ชายคะ ไปเถอะนะค้าาา ซู่เป่าสัญญาว่าจะพาพี่ไปที่ที่คนน้อย ๆ เอง!” ซู่เป่าเริ่มแผนอ้อนวอน
น้องสาวรู้ดีว่าพี่ชายไม่ชอบบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่าน
งั้นเธอควรพาเขาไปยังแหล่งที่หนาแน่นไปด้วยเหล่าวิญญาณแทนดีไหมนะ?
รับรองได้เลยว่าแถวนั้นไร้เงาคนแน่นอน!
ซูเหอเวิ่นลอบคิดในใจ
‘ฉันว่าเขาคงไม่อยากขอบใจเธอเรื่องนี้หรอกนะ’
ซูเหอเหวินพลิกหน้าหนังสือด้วยท่าทีเย็นชา ไม่มีท่าทีสั่นคลอน “ไปหาคุณยายเธอสิ”
ช่วงนี้คุณนายซูกำลังว่างงาน วัน ๆ เอาแต่ลากสามีไปถ่ายคลิปเต้น จนมีผู้ติดตามพุ่งถึงหนึ่งหมื่นคนแล้ว
‘ไปหาคุณยายของเธอสิ จะมาหาเขาทำไม การอ่านหนังสือมันสนุกกว่าอย่างอื่นตั้งเยอะ’
ซูเหอเวิ่นรู้สึกผิดหวังอยู่ลึก ๆ เขารู้จักนิสัยพี่ชายของตนดีว่าหากลองได้ปฏิเสธแล้ว ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนใจง่าย ๆ ในขณะที่เขากำลังคิดจะเบนเข็มไปถามคุณพ่อว่าพอสละเวลาว่างได้ไหม
จู่ ๆ ซู่เป่าก็ขยับเข้าไปใกล้ ยื้อยุดชายเสื้อของพี่คนโตพร้อมกับแกว่งไปมาด้วยท่าทางน่าสงสาร “พี่ขาา… ได้โปรดเถอะนะ!”
“…”
สายตาของซูเหอเหวินจับจ้องอยู่บนประโยคหนึ่งในหนังสือนิ่งค้างอยู่นานแสนนาน สุดท้ายเขาก็ยอมปริปากเอ่ยออกมาเพียงสี่คำ “ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ” ก่อนสำทับทิ้งท้ายว่า “ห้ามพาหานหานไปด้วยเด็ดขาด”
ซู่เป่ากับซูเหอเวิ่นรีบพยักหน้ารับคำรัว ๆ ราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าว “อืม ๆ ๆ!”
เด็กทั้งสองเดินแยกออกไปด้วยความร่าเริง ซู่เป่าถึงกับชูมือโบกหมุนเป็นวงกลม “เย่!”
ซูเหอเวิ่นพลอยหลุดมาดไปด้วย “เย่ ๆ!”
“…”
ดูน้องชายของเขาตอนนี้สิ กลายเป็นอะไรไปแล้ว?
ช่างแตกต่างจากภาพจำแต่ก่อนลิบลับ… กลายเป็นคนใจอ่อนที่ยอมโอนอ่อนตามใจคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง
ประกายตาดูแคลนวาบผ่านดวงตาของพี่ชายคนโตเพียงครู่เดียว ก่อนยื่นมือไปพลิกหน้าหนังสือ แล้วจมดิ่งสู่โลกตัวอักษรต่อราวกับไม่หวั่นไหวแม้จะมีฟ้าผ่าลงตรงหน้า
วันถัดมา
ในระหว่างมื้อเช้า ซูเหอเวิ่นพยายามเลือกสรรคำพูดอย่างระมัดระวังก่อนเอ่ยขึ้นว่า “คุณย่าครับ วันนี้ผมกับซู่เป่าอยากไปเดินเล่นย่านการค้าเขตซีเหลียง… พี่ใหญ่จะพาพวกเราไปเองครับ!”
คุณนายซูกำลังเอ่ยปากค้าน แต่พอได้ยินว่าหลานชายคนโตเป็นคนนำทีม เธอก็ช้อนสายตามองเขาด้วยความแปลกใจ “จริงเหรอเหอเหวิน?”
“ครับ” หลานคนโตพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าเย็นชา
เมื่อได้รับการยืนยัน คุณนายซูก็ตกลงทันที เพราะหากเป็นหลานคนนี้พาไป เธอก็ไม่มีอะไรต้องกังวล เขาเป็นเด็กใจเย็น มีเหตุผล รู้จักกาลเทศะ และมีความรับผิดชอบสูง แม้จะเป็นสายศิลป์ทว่ามีปฏิกิริยาโต้ตอบว่องไว หากเกิดเหตุต้องลงไม้ลงมือก็พอจะสู้ได้บ้าง…
“หนูก็จะไปด้วย!” หานหานรีบชูมือขึ้นทันที ผมฟูฟ่องบนหัวเล็ก ๆ ของเธอทำให้เจ้าตัวดูเหมือนเด็กผู้ชายตัวน้อยในแวบแรกที่เห็น
ทว่าทั้งคุณนายซู ซูเหอเหวิน ซูเหอเวิ่น และซู่เป่า กลับประสานเสียงตอบรับพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “ไม่ได้!”
คุณนายซูนึกในใจ
‘หานหานไปขบวนนี้ได้ที่ไหนกัน? ขืนไปก็คงวุ่นวายจนบ้านแตกแน่! ยัยหนูนี่เหมือนหมาไซบีเรียนฮัสกี้ที่ปล่อยเชือกไม่ได้เด็ดขาด’
ส่วนพี่น้องที่เหลือต่างจำได้แม่นว่าพี่ใหญ่ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าห้ามพาหานหานไป…
ซู่เป่าจึงได้แต่ส่งสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดไปให้พี่สาว
ความคิดของซูเหอเวิ่นนั้นไม่ต่างจากคุณย่าเลย เขาคิดว่า…ลำพังแค่เขาก็รับมือหานหานไม่ไหวแล้ว
“ทำไมล่ะ! น้องสาวไปได้ พี่ชายก็ไปได้ แล้วทำไมถึงมีแค่หนูที่ไปไม่ได้อยู่คนเดียว!” หานหานเริ่มโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
“การบ้านทำเสร็จหรือยัง?” คุณนายซูใช้เพียงประโยคเดียวก็สยบทุกความเคลื่อนไหว
‘ทำไมกัน!’
‘เธอเพิ่งจะอยู่แค่อนุบาลเองนะ ทำไมต้องมีการบ้านด้วย!’
‘นี่มันช่างโหดร้าย… ไม่ใช่สิ ช่างน่ารันทด… โอ๊ย คำไหนก็ช่างเถอะ!’
หานหานทำได้เพียงเชิดปากใส่ด้วยความขัดใจ แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งอะไรได้อีก
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ขณะที่ทุกคนกำลังจะแยกย้ายซูจื่อซีก็เอ่ยขึ้น “ฉันจะไปด้วยคน”
“…”
ท่านผู้เฒ่าซูแม้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ก็เอ่ยขัดสั้น ๆ “แกไปไม่ได้ วันนี้คุณย่าของแกจะถ่ายคลิป ‘ระบำนางฟ้าดอกไม้’ แกต้องอยู่ข้าง ๆ คอยโปรยดอกไม้ให้ย่า”
“…”
สุดท้าย ซูเหอเหวินก็พาซูเหอเวิ่นและซู่เป่าออกจากบ้านไปจนได้ คนตระกูลซูนั้นไว้ใจในตัวหลานชายคนโตอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเขาดูแลน้องชายและน้องสาวด้วยตัวเองเช่นนี้ ทุกคนจึงปล่อยให้ทั้งสามคนออกไปข้างนอกได้แบบสบายใจ
เดิมทีซูเหอเหวินตั้งใจจะเรียกแท็กซี่ แต่พอคำนวณดูแล้วว่าย่านซีเหลียงรถคงติดมหาศาล เขาจึงเปลี่ยนแผนพาน้อง ๆ ขึ้นรถไฟใต้ดินแทน
ซู่เป่าเพิ่งเคยนั่งรถไฟใต้ดินเป็นครั้งแรกดูตื่นเต้นตลอดการเดินทาง บางจังหวะเธอก็วิ่งร่าไปข้างหน้าพลางร้องว้าวออกมาเสียงดัง บางทีก็วิ่งกลับมาเกาะกุมมือพี่ชายทั้งสองคนเอาไว้แน่น
ซูเหอเหวินยังคงรักษาความเงียบ แม้ลึก ๆ ในใจเขากลับเริ่มคิดว่า…
‘การพาน้องสาวตัวน้อยออกมาเปิดหูเปิดตาแบบนี้… มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดแฮะ?’