ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 309 ประตูถูกล็อกจากด้านใน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 309 ประตูถูกล็อกจากด้านใน
ชายคนนั้นคว้าต้นแขนของซู่เป่าไว้แน่น ท่ามกลางความมืดสลัวที่หันหลังให้แสงไฟ นัยน์ตาทั้งสองข้างของเขากลับประกายวาวโรจน์อย่างน่าขนลุก เสียงของเขาทั้งแหบพร่าและเย็นเยียบชวนให้สันหลังวาบ
“แม่หนูน้อย… เธอกำลังแอบดูอะไรอยู่เหรอ… อยากเข้าไปข้างในไหมจ๊ะ?”
ในมืออีกข้างของเขากำกระสอบเปล่าไว้แน่น พลางเงื้อขึ้นหมายจะคลุมหัวซู่เป่า… ทว่าเขายังไม่ทันได้ขยับตามแผน ร่างทั้งร่างก็ลอยกระเด็นออกไปในพริบตา!
โครม!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ร่างนั้นปะทะกับผนังอย่างแรงจนตู้โชว์โดยรอบสั่นสะเทือนไปถึงสามครั้ง ตุ๊กตาตัวหนึ่งถึงกับล้มพับลงมาด้านข้าง
ซูเหอเหวินพุ่งตัวเข้ามาบังหน้าซู่เป่าไว้ตามสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังจุดปะทะ
ซู่เป่าหันขวับกลับมา กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความไร้เดียงสา เธอมองดูพี่ชายคนโต
‘อ้าว พี่ชายมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?’
แล้วก็ปรายตามองคนที่เพิ่งลอยละลิ่วออกไป
‘อ้าว ทำไมคุณลุงคนนี้ถึงลอยไปเองได้ล่ะเนี่ย?’
“คุณเป็นใคร!” ซูเหอเหวินปั้นหน้าขรึม ถามเสียงกร้าว
ชายในชุดทำงานสีเทาลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล มือข้างหนึ่งกุมเข่าพร้อมกับไอโขลกอย่างรุนแรง เมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขากลับฉายแววตื่นตระหนก ชั่วขณะนั้นเขาแยกไม่ออกเลยว่าตัวเองถูกเด็กชายคนนี้ซัดจนกระเด็น หรือว่าเขากำลังเจอดีเข้าให้แล้วกันแน่?
“พวกคุณต่างหากที่เป็นใคร?” เขาถามย้อนเสียงสั่น เมื่อเห็นซูเหอเหวินจ้องมองมาด้วยสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เขาจึงจำยอมเอ่ยปาก
“ผมเป็นพนักงานของที่นี่…” น้ำเสียงของเขาแหบแห้งราวกับเสียงเลื่อยเก่า ๆ ที่กำลังตัดไม้ ฟังแล้วชวนให้คนฟังรู้สึกอึดอัดใจ
ชายคนนั้นชำเลืองมองซู่เป่าพลางแก้ตัว “ผมเห็นเธอด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าประตู เลยแค่จะถามว่าอยากเข้าไปข้างในไหมก็เท่านั้นเอง”
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น ซูเหอเหวินก็ขมวดคิ้วมุ่น ในใจยิ่งทวีความระแวงขึ้นหลายเท่าตัว ปกติพนักงานที่ไหนจะมาชวนเด็กเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวแบบนี้ มีแต่จะไล่ให้ออกไปเสียมากกว่า
ซูเหอเหวินรู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างพิลึกพิลั่นเกินไป ทว่าซู่เป่ากลับพยักหน้าตอบรับทันควัน “ได้สิคะ หนูอยากเข้าไปดูพอดีเลย!”
พี่ชายคนโตกำลังจะเอ่ยปากสั่งห้าม แต่ซู่เป่ากลับขยับเข้ามาแนบชิดพลางเขย่ามือออดอ้อน “พี่จ๋า… ซู่เป่าอยากเข้าไปดูข้างในจริง ๆ นะ พี่เข้าไปเป็นเพื่อนหนูหน่อยนะค้า!”
พูดจบเด็กน้อยก็รีบชูมือน้อย ๆ ขึ้นรับประกัน “พี่ไม่ต้องกังวลนะ ซู่เป่าจะปกป้องพี่ให้ดีที่สุดเลยค่ะ!”
“…”
‘สรุปแล้ว ใครกันแน่ที่ต้องปกป้องใคร?’
แต่สุดท้ายเขาก็แพ้ลูกตื๊อจนต้องพึมพำออกมา “ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะ…”
“อื้ม ๆ ๆ!” ซู่เป่าดีใจจนเนื้อเต้นเลยกุมมือเขาไว้แน่น
ซูเหอเหวินถูกน้องสาวกึ่งจูงกึ่งบังคับให้เดินตามพนักงานคนนั้นไป ชายปริศนารูดบัตรเปิดประตูกระจก แล้วทั้งสองก็ก้าวเข้าสู่เขตห้องผลิตตุ๊กตา
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ซูเหอเหวินก็สัมผัสได้ถึงความกดดันบางอย่าง ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำทะมึน มีโครงตุ๊กตาที่ยังไม่เสร็จดีถูกตรึงไว้กับผนังด้านหนึ่ง ให้บรรยากาศแปลกประหลาดและน่าสยดสยอง
พนักงานคนหนึ่งกำลังผสมวัสดุ มีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา ส่วนห้องถัดไปไม่ไกลนักเป็นโต๊ะทำงานของช่างปั้นตุ๊กตากำลังก้มหน้าก้มตาแกะสลักใบหน้าตุ๊กตาอย่างจดจ่อ
บนโต๊ะทำงานอัดแน่นไปด้วยชิ้นส่วนตุ๊กตามากมาย ทั้งข้อต่อ มือไม้วางกระจัดกระจาย หรือแม้กระทั่งกะโหลกจำลอง ทุกอย่างดูสมจริงจนน่าใจหาย หากชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ได้มีขนาดเล็กกว่าของจริงประมาณสองเท่า มันคงทำให้เขารู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในสถานที่ชำแหละร่างกายมนุษย์ไม่มีผิด
นับรวมดูแล้ว ในห้องทำงานแห่งนี้มีคนอยู่เพียงสามคนเท่านั้น หากไม่นับพวกเขาสองพี่น้อง แต่กลับมีบรรยากาศแผ่ซ่านความอันตรายออกมารุนแรง
“ซู่เป่า… พวกเรากลับกันก่อนเถอะ” ซูเหอเหวินกระซิบเสียงเบา “ซู่เป่า?”
เขาหันขวับไปมองทันที แล้วก็พบว่าน้องสาวตัวแสบหายวับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
ซูเหอเหวินรีบกวาดสายตาหาจนพบว่าซู่เป่านั่งยอง ๆ อยู่ไม่ไกล ตรงหน้าพนักงานที่กำลังผสมวัสดุปั้น
เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “คุณลุงคะ สิ่งนี้คือดินเหรอคะ?”
พนักงานคนนั้นนิ่งเงียบไม่ยอมปริปาก
ทว่าชายคนแรกที่พาพวกเขาเข้ามากลับยิ้มกริ่มน่าขนลุก “ไม่ใช่หรอกจ๊ะ… นี่มันคือ… ผงเรซิ่น… สูตรพิเศษ…” เขาเอ่ยตะกุกตะกักพลางลากกระสอบออกมา
เขาเปิดปากถุงแล้วใช้ช้อนขนาดใหญ่ตักผงสีขาวออกมาหนึ่งช้อนพูน ๆ นำไปชั่งบนเครื่องชั่งข้างกาย จากนั้นจึงบรรจงเปิดกล่องไม้บนโต๊ะข้าง ๆ ตักผงอีกชนิดหนึ่งออกมาเพียงช้อนเล็กแล้วผสมลงไปตามสัดส่วน
เขาชั่งตวงสิ่งของอื่น ๆ แบบขอไปที แต่กลับดูระมัดระวังและทะนุถนอมกล่องไม้ใบนั้นเป็นพิเศษ
ซู่เป่าจ้องมองกระสอบและกล่องไม้นั้นตาเขม็ง ก่อนโพล่งถามขึ้นมาทันควัน “คุณลุงคะ ของที่อยู่ในนั้นไม่ใช่ผงไม้อะไรหรอกใช่ไหมคะ? แต่มันคือ… เถ้ากระดูกคน ใช่ไหม?”
ชั่วขณะนั้น ชายคนดังกล่าวหยุดชะงักลงทันที พนักงานผสมวัสดุก็ยังคงก้มหน้านิ่ง ช่างปั้นที่อยู่ถัดไปกลับมือสั่นจนมีดแกะสลักคมกริบบาดเข้านิ้วมือเต็ม ๆ เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
เธอยื่นนิ้วชุ่มเลือดไปจ่อปากของตุ๊กตา เลือดเหล่านั้นถูกวัสดุซึมซับเข้าไปในพริบตา ทำให้ริมฝีปากของตุ๊กตากลายเป็นสีแดงสดใสราวกับมีชีวิต
ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางจ้องซู่เป่าเขม็งไม่กะพริบตา “แม่หนูน้อย พูดจาเลอะเทอะอะไร ถึงคนนอกจะมองวงการของเราด้วยสายตาอคติบ่อย ๆ แต่พวกเราไม่มีทางทำเรื่องสยองขวัญพรรค์นั้นหรอก”
“อ๋อ เป็นอย่างนั้นเองเหรอคะ… หนูขอโทษที่เข้าใจผิดนะคะ” ซู่เป่าเอียงคอ ใบหน้าเล็ก ๆ ประดับด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา น้ำเสียงของเธอราวกับว่าสิ่งที่พูดไปเมื่อครู่เป็นเพียงจินตนาการตามประสาเด็กเท่านั้น
ซูเหอเหวินรีบเข้าไปอุ้มซู่เป่าขึ้นมาแนบอกทันทีแล้วรีบเอ่ยตัดบท “กลับกันเถอะ”
ชายคนนั้นวางสิ่งของในมือลงก่อนเอ่ย “ห้องทำงานของเราปกติไม่ค่อยเปิดต้อนรับลูกค้าบ่อยนัก ในเมื่อพวกคุณตั้งใจมาสั่งทำตุ๊กตา ผมจะพาไปพิสูจน์คุณภาพวัสดุของเราให้เห็นกับตาครับ”
ซูเหอเหวินปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้องหรอกครับ”
ทว่าซู่เป่ากลับโน้มตัวกอดคอพี่ชายพลางกระซิบแผ่วเบาข้างหู “พี่จ๋า… เราอยู่ดูต่ออีกนิดเถอะนะคะ”
ซูเหอเหวินขมวดคิ้วมุ่น
เพื่อความปลอดภัย เขาจึงแอบเอื้อมมือไปกดปุ่มลับบนนาฬิกาข้อมือของตน บริเวณใต้ตัวเรือนมีอุปกรณ์แจ้งเตือนซ่อนอยู่ หากเขาไม่กดปิดซ้ำอีกครั้งภายในห้านาที สัญญาณเตือนภัยจะทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งพิกัดตำแหน่งปัจจุบันตรงไปยังสถานีตำรวจทันที
“มาถึงนี่แล้ว ไปกันเถอะครับ” ชายคนนั้นสำทับ
เขาเดินนำแกมบังคับให้ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังโต๊ะของช่างปั้นตุ๊กตาแล้วแนะนำ “นี่คือเจินเจิน ช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ด้านตุ๊กตา BJD ของเรา เธอเพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศมาหมาด ๆ เลยล่ะ”
“สวัสดีค่ะพี่เจินเจิน! พี่เป็นคนทำเหยาเหยาให้พี่ชีชีใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าฉีกยิ้มขณะโบกมือน้อย ๆ ไปมา
“…”
‘นี่เด็กคนนี้ไปเอาข้อมูลมาจากไหนกัน…’
เจินเจินชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอวางมีดในมือลงก่อนคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “พวกหนูเป็นเพื่อนของคุณกู้งั้นเหรอจ๊ะ? แล้วทำไมถึงพากันมาแค่สองคนล่ะ ผู้ใหญ่ในบ้านไปไหนกันหมด?”
“ก็คนนี้ไงคะ!” ซู่เป่าเอาคางเกยไหล่พี่ชายพลางโอบรอบคอเขาไว้หลวมๆ แล้วบุ้ยปากเป็นเชิงบอกว่านี่แหละผู้ปกครองของหนู
ซูเหอเหวินเหลือบมองน้องสาวแวบหนึ่ง ก่อนทำหน้าขรึมช่วยเสริม
“พวกเราตั้งใจสั่งทำตุ๊กตาจริง ๆ เลยอยากมาสำรวจดูให้มั่นใจครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเชิญดูตามสบายเลยนะจ๊ะ พอดีพี่เผลอบาดมือไปนิดหน่อย ขอตัวไปทำแผลก่อน” เจินเจินพยักหน้ารับคำ
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักแล้วโบกมือลาเธอ
เมื่อคล้อยหลังเจินเจิน ซู่เป่าก็ดิ้นรนจนหลุดจากอ้อมแขนของพี่ชาย แล้วปรี่เข้าไปหยิบข้อต่อตุ๊กตาบนโต๊ะขึ้นมาพิจารณา
บนแผ่นตัดสีเขียวมีลูกตาคู่หนึ่งยังทำไม่เสร็จดี วางอยู่ใกล้กับใบหน้าตุ๊กตาที่ยังไม่ได้ใส่ดวงตา ส่วนชิ้นส่วนศีรษะถูกวางแยกไว้ด้านข้าง
ซูเหอเหวินยังคงขมวดคิ้วแน่นไม่ยอมคลาย สายตากวาดมองไปรอบโต๊ะทำงาน นอกจากตุ๊กตาที่กำลังขึ้นรูปอยู่ ยังมีหุ่นครึ่งตัวตั้งอยู่อีกสองสามตัว ตัวหนึ่งหลับตาพริ้ม เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดูโดดเด่นด้วยเส้นผมสีดำยาวตรงและหน้าม้าที่ตัดแต่ง
อีกตัวหนึ่งกลับลืมตาโพลง แต่เนื่องจากยังไม่ได้วาดม่านตา มันจึงดูว่างเปล่าและน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ซูเหอเหวินเงยหน้าขึ้นมองสำรวจรอบห้อง แล้วจู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ คนทั้งสามที่เคยอยู่ในห้องทำงานกลับหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทิ้งให้ห้องทำงานกว้างขวางแห่งนี้เหลือเพียงเขาและซู่เป่าอยู่กันตามลำพัง
น่าตกใจยิ่งกว่าคือประตูกระจกบานนั้น… กลับถูกล็อกแน่นหนาจากภายนอกเสียแล้ว!