ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 321 การเติบโตของซู่เป่า
ซู่เป่าติดสอยห้อยตามคุณพ่อไปเลือกซื้อช่อดอกไม้และกระเช้าผลไม้ เพื่อเตรียมเข้าเยี่ยมกู้เซิ่งเสวี่ยที่โรงพยาบาล
ปกติแล้วมู่กุยฝานมักขับรถออฟโรดผาดโผนดุดันเป็นนิสัย กลับเปลี่ยนมาขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษเพียงเพราะมีลูกสาวตัวน้อยนั่งมาด้วย ทว่าถึงจะระวังเพียงใด เมื่อถึงสี่แยกก็ยังไม่วายเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับใครบางคนเข้า
มู่กุยฝานเลื่อนกระจกรถลงทันที
เด็กสาวสวมรองเท้าส้นสูงผู้ขี่รถจักรยานไฟฟ้าก้าวลงจากรถทันที พลางรัวคำขอโทษไม่ขาดสาย “ขอโทษค่ะ! ขอโทษจริงๆ ค่ะ!”
เธอคือหญิงสาวจอมโต้รุ่งชอบเล่นโทรศัพท์ยันดึกดื่นคนเดิมนั่นเอง ด้วยความเกรงว่าจะไปทำงานสายจึงร้อนรนจนลนลาน ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าจะซวยซ้ำซ้อนถึงขั้นชนเข้ากับรถหรูเช่นนี้
‘แย่แล้ว! รถคันนี้ดูยังไงก็แพง อย่างน้อยต้องล้านหนึ่งขึ้นไปแน่ ๆ ขายเธอทั้งตัวก็คงใช้หนี้ไม่พอ!’
ในขณะเด็กสาวรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถ
“พี่สาวคะ คราวหน้าต้องระวังหน่อยนะ!” ซู่เป่ามองเห็นไอสีดำจาง ๆ โอบล้อมรอบตัวอีกฝ่ายจึงเอ่ยเตือน “พี่อดหลับอดนอนทุกคืนใช่ไหมคะ? นอนดึกแล้วดวงจะไม่ค่อยดี เดินทางครั้งหน้าต้องรักษาความปลอดภัยให้มาก ๆ นะคะ”
สมองของเด็กสาวมึนงงไปชั่วขณะ ก่อนขานรับไปตามสัญชาตญาณ “ขอบ…ขอบคุณค่ะ..
ซู่เป่าอยากเอ่ยอะไรมากกว่านั้น แต่สุดท้ายก็เพียงโบกมือลา “แล้วพบกันใหม่นะคะ บ๊ายบาย”
เมื่อสิ้นเสียงลูกสาว มู่กุยฝานก็เคลื่อนรถออกไปทันที ร่องรอยการชนเพียงเล็กน้อยนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา ขอแค่คนไม่เป็นอะไรเขาก็ไม่คิดถือสาหาความ ทิ้งให้เด็กสาวยืนงงงวยอยู่จุดเดิมเหมือนฝันไป
*
มู่กุยฝานอุ้มซู่เป่ามาถึงแผนกศัลยกรรมชั้น 20 ของโรงพยาบาล ระหว่างทางเดินมีผู้คนนั่งเล่นมือถือกันประปราย
[เด็กหญิงตะโกนด่าคนใส่ชุดกิโมโน… ทำลายพิธีกรรมบูชา ทุบตุ๊กตาที่คนอื่นรัก…]
มู่กุยฝานเลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงแว่วจากโทรศัพท์คนข้างทาง ‘โอ้… นี่มันคลิปใส่ร้ายชัด ๆ’
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากญาติคนไข้ที่นั่งดูคลิปอยู่ข้าง ๆ “ไม่รู้ทำไมในเน็ตถึงได้อวยกันขนาดนั้น ฉันว่านะ เขาจะใส่อะไรมันก็สิทธิ์ของเขา เด็กคนนี้ยุ่งไม่เข้าเรื่อง แถมยังไปทุบทำลายของรักคนอื่นอีก… เห็นแล้วไม่ถูกชะตาเลยจริง ๆ”
อีกคนผสมโรงทันควัน “ไม่รู้ทำไมในเน็ตถึงชมกันใหญ่ ฉันว่าคนเขาจะใส่อะไรก็เรื่องของเขา แถมยังไปทุบตุ๊กตาที่เขาชอบอีก… ไม่รู้ทำไม ฉันไม่ชอบเด็กคนนี้เลย”
มู่กุยฝานขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ แต่ซู่เป่ากลับโอบรอบคอเขาแล้วเอ่ยเสียงใส “คุณพ่อคะ รีบไปกันเถอะค่ะ!”
เมื่อต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดของคนแปลกหน้าอีกครั้ง ซู่เป่าตัวน้อยกลับไม่ได้เก็บมาใส่ใจแม้แต่นิดเดียว
เธอเคยบอกไปแล้วว่าความชอบไม่ใช่เรื่องผิด ทุกคนย่อมมีอิสระในการแต่งกาย หากพี่สาวพี่ชายเหล่านั้นสวมชุดกิโมโนบนรถไฟใต้ดินหรือในสวนสาธารณะทั่วไป เธอก็คงไม่เข้าไปก้าวก่าย
ทว่าเบื้องหน้าคือศาลเทพเจ้าประจำเมือง สถานที่ซึ่งเป็นที่เคารพของดวงวิญญาณบรรพบุรุษผู้พลีชีพเพื่อแผ่นดิน การสวมชุดลักษณะนั้นในพื้นที่ดังกล่าวจึงช่างไม่สมควรอย่างยิ่ง ซู่เป่ายังคงยืนหยัดตามความเชื่อมั่นของตนโดยไร้ความหวั่นไหว
ประการต่อมา… ที่เธอต้องทุบตุ๊กตาเหล่านั้น ก็เพราะพวกมันทำมาจากเถ้ากระดูกมนุษย์ หากพวกพี่สาวพี่ชายเหล่านั้นนำกลับไปบูชา วิญญาณร้ายอาจย้อนกลับมาดูดกลืนโชคลาภและพลังชีวิตของพวกเธอ ส่วนตุ๊กตาปกติทั่วไป เธอก็ไม่ได้แตะต้องเลยสักตัว
‘เรื่องนี้ ซู่เป่าก็ไม่คิดว่าตัวเองผิด คนผิดก็คือพวกเขา ไม่ใช่เธอ ฮึ่ม!’
มู่กุยฝานจ้องมองใบหน้าของลูกสาวที่ยังยิ้มแย้มเบิกบาน เขารู้สึกสะท้อนใจแล้วตระหนักได้ว่า ลูกสาวที่น่ารักของเขาเติบโตขึ้นมากจริง ๆ
ย้อนกลับไปคราวก่อนตอนถูกรุมด่าในโลกออนไลน์ เธอถึงกับจมอยู่ในความเศร้าโศก แต่ในวันนี้ เมื่อต้องมาได้ยินคำครหาต่อหน้า เธอกลับสามารถปล่อยผ่านไปได้
เมื่อมนุษย์เราสามารถเผชิญหน้ากับความเข้าใจผิด อันแสนไร้สาระโดยไม่คิดจะเสียเวลาอธิบาย นั่นแสดงว่าจิตใจได้หลอมรวมจนแข็งแกร่งขึ้นแล้วจริง ๆ
“ลูกรัก พ่อภูมิใจในตัวลูกนะ” มู่กุยฝานลูบหลังเธอด้วยฝ่ามืออันอบอุ่นพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หนูเก่งมาก”
ซู่เป่ายิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ก่อนหอมแก้มคุณพ่อไปหนึ่งที
มู่กุยฝานเอ่ยต่อ “แต่บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเหนื่อยทำเพื่อบางคน เพราะความหวังดีที่หนูหยิบยื่นให้ พวกเขาอาจจะไม่ซาบซึ้งเลยก็ได้” ชายหนุ่มเข้าใจเจตนาของลูกสาวเป็นอย่างดี แต่คนอื่นที่มองไม่เห็นความจริง ย่อมมองว่าเธอเป็นเด็กเกเรชอบทำลายของรักของผู้อื่น
ซู่เป่าซบไหล่หนาของมู่กุยฝานจนแก้มยุ้ยข้างหนึ่งบดเบียดไปกับบ่า เธอเอ่ยแบบไม่คิดอะไรมาก “ทำไมต้องรอให้เขามาซาบซึ้งด้วยล่ะคะ?”
‘เธอทำในสิ่งที่ควรทำ คนอื่นจะรับรู้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับเธอ’
มู่กุยฝานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ ใช่แล้ว… ลูกสาวที่น่ารักของเขาจะทำอะไร จำเป็นด้วยหรือที่ต้องไปคอยอธิบายให้โลกฟัง กลายเป็นว่าเขาเองเสียอีกที่ได้รับบทเรียนล้ำค่าจากเด็กน้อยคนนี้
ในระหว่างบทสนทนา ทั้งสองก็มาถึงหน้าห้องของกู้เซิ่งเสวี่ย ห้องหมายเลข 18
“คุณพ่อคะ ขอดอกไม้ให้หนูหน่อยค่ะ!” ซู่เป่าดิ้นลงจากอ้อมกอดคุณพ่อแล้วร้องเร่ง
กู้เซิ่งเสวี่ยซึ่งกำลังนอนคว่ำหน้าพักผ่อนอยู่บนเตียงพลันได้ยินเสียงแว่วอันคุ้นหูดังมาจากหน้าประตู
“ห้อง 18… 18… 18… พี่เสี่ยวปาอยู่ห้องนี้จริงๆ ด้วย!” เสียงใสระคนร่าเริงของซู่เป่าดังกังวานชัดเจน
กู้เซิ่งเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่นครู่หนึ่ง ก่อนซู่เป่าจะผลักประตูเข้ามาพร้อมทักทาย “ไฮ้! พี่เสี่ยวปา… เอ๊ย ไม่ใช่ พี่เซิ่งเสวี่ย!”
“……”
“นี่ค่ะ หนูตั้งใจเอามาฝาก” เด็กน้อยยื่นช่อดอกไม้ขนาดใหญ่มาจ่อตรงหน้า
กู้เซิ่งเสวี่ยรีบหลับตาลงทันควัน แสร้งทำเป็นเข้าสู่ห้วงนิทรา เพราะนาทีนี้เธอไม่อยากเห็นหน้าตัวป่วนที่ขยันสร้างความหงุดหงิดให้เธอเลยสักนิด
แต่ซู่เป่ากลับดักคอราวกับรู้ทัน “พี่คะ หนูรู้ว่าพี่ตื่นอยู่ หนูเห็นหูพี่ตั้งขึ้นมาด้วย! ดูสิ ยังกระดุกกระดิกอยู่เลยนะ!”
หูของกู้เซิ่งเสวี่ยคล้ายจะทรยศเจ้าของ มันกระตุกเบา ๆ จนเธอรู้สึกขัดใจขึ้นมาทันที
‘ทำไมถึงไม่รักดีแบบนี้นะ ไม่ยอมเชื่อฟังกันบ้างเลย!’
เธอจำใจลืมตาขึ้น จ้องเขม็งไปยังแขกตัวน้อยพลางถามเสียงเรียบ “มาทำไม?”
“ก็มาเยี่ยมพี่ไงคะ!” สิ่งที่เห็นคือ* [1] ช่อกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสสวยงามจ่ออยู่ตรงหน้า
กู้เซิ่งเสวี่ยถึงกับชะงัก แม้แต่พ่อแม่หรือพี่สาวก็ยังไม่เคยล่วงรู้ว่าเธอโปรดปรานกล้วยไม้สายพันธุ์นี้ แล้วซู่เป่าไปรู้มาจากไหน? เธอเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกขัดเขิน ก่อนพลิกตัวนอนคว่ำไปอีกทางเพื่อหลบสายตา
ซู่เป่ามองหาทางจะวางช่อดอกไม้ ทว่าบนโต๊ะข้างเตียงกลับเต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์ละลานตา พอจะวางบนพื้นก็คิดว่าไม่สมควร เพราะดูคล้ายการวางของเซ่นไหว้บรรพบุรุษอย่างไรชอบกล…
ซู่เป่าไล่สายตาดูตั้งแต่หัวเตียงจนถึงแผ่นหลังอันบาดเจ็บของอีกฝ่าย… สุดท้ายจึงตัดสินใจวางช่อดอกไม้ลงบนก้นของกู้เซิ่งเสวี่ยโดยตรง
“???” เธอเหลียวขวับมาทันที “เธอเป็นบ้าหรอ?”
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความไร้เดียงสา “ก็รอบเตียงพี่มีคนนั่งเต็มไปหมดเลยนี่นา หนูไม่มีที่วางแล้ว…”
ในช่วงเวลานั้น ซู่เป่าสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ประหลาดคล้ายว่าหากวางไว้จุดอื่น พี่สาวคนนี้ต้องไม่พอใจแน่ มโนภาพหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัว
เธอยื่นกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสให้พี่เซิ่งเสวี่ย แต่บังเอิญทำกลีบดอกร่วงหล่น สุดท้ายพี่สาวกลับชักดาบออกมาไล่ฟันเธอโดยไร้ความปรานี… ช่างน่าสยดสยองเหลือเกิน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอต้องฝากดอกไม้ไว้บนบั้นท้ายของอีกฝ่าย ซู่เป่าคาบนิ้วมือพลางอธิบายเสียงอ่อย “ดูสิคะ แบบนี้ดีจะตาย… ก้น… ก้นออกดอกเลยนะคะ…”
“…”
‘เด็กนี่ไม่ได้ตั้งใจมาเยี่ยมไข้หรอก แต่ตั้งใจมากวนประสาทให้ฉันโกรธตายมากกว่า!’
ชั่วขณะนั้น กู้เซิ่งเสวี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะร้องไห้เพราะความโมโห…
………..
[1] กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิ หรือ กล้วยไม้ผีเสื้อ มาจากภาษากรีกคำว่า phalaina แปลว่า “ผีเสื้อกลางคืน” และ opsis แปลว่า “คล้าย” เนื่องจากรูปร่างดอกแบนกว้างคล้ายผีเสื้อกลางคืนที่กำลังบิน และสื่อถึงความรัก ความสง่างาม ความบริสุทธิ์ และความเจริญรุ่งเรือง