ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 322 กู้เสี่ยวปาเกือบร้องไห้เพราะความโมโห
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 322 กู้เสี่ยวปาเกือบร้องไห้เพราะความโมโห
เหล่าวิญญาณล้อมรอบเตียงหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา ในโรงพยาบาลแห่งนี้มักมีผีเร่ร่อนเข้าออกเป็นปกติ วันนี้เปลี่ยนเป็นกลุ่มคุณป้าผีชุดใหม่ นั่งล้อมวงแทะเมล็ดแตงโมคุยกันอยู่ข้างเตียงคนไข้
“โอ้โห! วางไว้บนตัวยัยหนูนี่แหละ เอาให้ก้นออกดอกไปเลย!”
“กล้วยไม้สีชมพูเสียด้วย ดอกสวยสะพรั่งเชียว ดูสดชื่นจริง ๆ”
“ถ้าแม่หนูนี่ไม่ชอบ ก็ยกให้ฉันเถอะนะ~”
กู้เซิ่งเสวี่ยพยายามสะกดกลั้นอารมณ์กับความรู้สึกประหลาดตรงบั้นท้ายคล้ายกำลังออกดอกจริง ๆ เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดูพอใจแล้วก็กลับไปซะ!”
แม้ปากจะไล่กลับไป แต่ความจริง…กู้เซิ่งเสวี่ยไม่ได้รังเกียจช่อดอกไม้ช่อนั้นเลยสักนิด เพราะซู่เป่าช่างรู้ใจว่าพี่สาวโปรดปรานกล้วยไม้ชนิดนี้ และทันทีที่เธอลับตาไป พี่สาวคนนี้คงหยิบมาดูใกล้ ๆ แน่นอน
เด็กน้อยเท้าแขนกับขอบเตียงพลางเอ่ยอย่างร่าเริง “คุณป้าคะ ขยับหน่อยค่ะ หนูขอที่นั่งนิดนึง”
บรรดาผีอาวุโสต่างยินดีแหวกทางให้แต่โดยดี
ซู่เป่าหย่อนก้นนั่งลงขอบเตียงแล้วเอ่ยปลอบขวัญ “พี่สาว สบายใจได้เลยค่ะ หลังเปิดประตูผีแล้ว จะเปิดอยู่อีกครึ่งเดือนเลยค่ะ พี่จับผีทันแน่นอน ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนะคะ”
กู้เซิ่งเสวี่ยมองซู่เป่าที่พยายามชวนคุยแบบฝืน ๆ แล้วเงียบไปชั่วครู่
“โดนมีดแทงเจ็บมากไหมคะ? ตอนนั้นพี่ร้องไห้หรือเปล่า?” ซู่เป่าถามซ้ำ
“……”
“พี่เซิ่งเสวี่ยจับผีมานานแค่ไหนแล้วคะ? เคยโดนผีหลอกจนร้องไห้บ้างไหม?”
“……”
‘ทำไมยัยเด็กนี่ถึงขยันถามเรื่องร้องไห้นักนะ น่าปวดหัวชะมัด!’
ทันใดนั้น ดวงตากลมโตของซู่เป่าก็เป็นประกายวาววับ “พี่เซิ่งเสวี่ยคะ พี่นอนคว่ำท่านี้… เวลาอยากอึ พี่ทำยังไงเหรอคะ?”
คำถามนี้ซู่เป่าอยากรู้จากใจจริง เด็กน้อยจ้องมองด้วยความสงสัยก่อนขยับเข้าไปใกล้ คล้ายอยากหยิบช่อดอกไม้ออกเพื่อตรวจสอบให้เห็นกับตา… ดูว่าบั้นท้ายของอีกฝ่ายมีร่องรอยเลอะเทอะบ้างหรือไม่
“หุบปากเดี๋ยวนี้!” กู้เซิ่งเสวี่ยเหลืออด
“ได้ค่ะ หนูไม่บอกใครแน่นอน” ซู่เป่ารีบตะครุบปากตัวเองแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
กู้เซิ่งเสวี่ยรู้สึกอยากกระอักเลือดออกมาเสียตรงนั้น เธอไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ ๆ แต่คำพูดของยัยเด็กนี่กลับฟังดูเหมือนเธอถ่ายหนักเลอะเทอะเสียอย่างนั้น อยากจะคว้าดาบมาฟันคนจริง ๆ!
ทางด้านมู่กุยฝานซึ่งกอดอกพิงพนักโซฟาอยู่ใกล้ ๆ เห็นท่าทางเช่นนั้นก็ลอบยิ้มมุมปาก ทุกครั้งที่ลูกสาวเจอกับเด็กผู้หญิงคนนี้ มักมีปฏิกิริยาที่แปลกใหม่เสมอ… ‘ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง’
เทพสงครามมู่ปล่อยให้เด็กทั้งสองลับฝีปากกันอย่างนึกสนุก
“ถ้าไม่ยอมเงียบ ฉันจะถอนฟันหน้าเธอทิ้งซะ!” กู้เซิ่งเสวี่ยขู่
“พี่ถอนไม่ได้หรอกค่ะ! ฟันหน้าหนูแข็งแรงมาก!” ซู่เป่าเถียงกลับ
“งั้น… ฉันจะถอนฟันกรามเธอแทน!”
“ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ฟันกรามหนูแน่นกว่าฟันหน้าอีกนะจะบอกให้!”
กู้เซิ่งเสวี่ยถึงกับสำลักคำพูดตนเอง เธอกัดฟันเอ่ยว่า “มีใครเคยบอกไหมว่าเธอเป็นเด็กเสียงดังรบกวนคนอื่นน่ะ?”
“ไม่เคยมีนะคะ พี่สาวเป็นคนแรกเลยที่บอกแบบนี้”
“……”
“คุณยายชอบคุยกับหนูมากเลยนะ พี่ไม่ชอบเหรอคะ?”
“……”
“อ้อจริงด้วย! วันนี้ตอนหนูมากับคุณพ่อ เจอพี่สาวคนหนึ่งมีไอหยินอาฆาตหนาแน่นมาก พี่อยากไปจับผีด้วยกันไหมคะ?”
“ไม่! ไม่ไป! ไม่ยินหรือไง? เธอกลับไปได้แล้ว!” ใบหน้าเด็กสาวฉายแววรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด
ซู่เป่ายกแขนขึ้นมองนาฬิกาในจินตนาการพลางแสร้งอุทาน “โอ้โห! เที่ยงตรงแล้วเหรอเนี่ย หนูต้องรีบไปแล้วค่ะ!”
มู่กุยฝานเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ… ‘ยังไม่ถึงสิบโมงเช้าด้วยซ้ำ’
‘ลูกสาวเขานี่เก่งจริง ๆ ทักษะการตีหน้าตายโกหกเริ่มจะถอดแบบเขามามากขึ้นเรื่อย ๆ’
‘มีอนาคตไกลแน่นอน!’
ซู่เป่ากระโดดลงจากเตียง ตั้งใจจะตบหลังอีกฝ่ายเบา ๆ เพื่ออำลา แต่พอเห็นบาดแผลบนแผ่นหลังก็เปลี่ยนใจไปลูบหัวกู้เซิ่งเสวี่ยแทน
“เป็นเด็กดีนะคะ รักษาตัวให้หายไว ๆ สู้ ๆ ค่ะ!” เธอส่งยิ้มให้กำลังใจ
“……”
‘ท่าทางนั้น… เหมือนลูบหัวลูกสุนัขไม่มีผิด’
กู้เซิ่งเสวี่ยสะบัดหน้าหนีทันที ไม่ยอมสบตากับซู่เป่าอีก
ซู่เป่าจูงมือมู่กุยฝานก่อนหันมาย้ำด้วยความเป็นห่วง “พี่ไม่ไปจับผีกับหนูจริง ๆ นะ งั้นหนูไปคนเดียวก็ได้ แต่อย่าแอบร้องไห้งอแงตามหลังเชียวล่ะ”
กู้เซิ่งเสวี่ยหัวเราะอย่างขุ่นเคือง
‘ตลอดชีวิตที่ผ่านมา… เธอเคยงอแงให้ใครเห็นเมื่อไหร่กัน?!’
“ไปให้พ้นเลย!” เธอแผดเสียงทิ้งท้ายก่อนสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
ซู่เป่าก้าวออกจากห้องด้วยความอารมณ์ดี ทิ้งให้กู้เซิ่งเสวี่ยจมอยู่กับความเงียบเพียงลำพัง ครู่ต่อมาเด็กสาวจึงอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปหยิบช่อกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่วางอยู่ตรงสะโพกขึ้นมา
แววตาที่เคยเย็นชาพลันส่องประกายแห่งความสุข เธอโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้พวงดอกไม้แสนสวย พลางสูดกลิ่นหอมกรุ่นเบาบางนั้นอย่างละเมียดละไม…
กลิ่นหอมนั้นเบาบางเสียจนแทบไม่ได้กลิ่น ทว่ากู้เซิ่งเสวี่ยกลับพึงใจยิ่งนัก
เธอยื่นมือออกไปเพื่อสัมผัสกลีบดอกไม้ด้วยความทะนุถนอม แต่แล้วกลับมีเสียงผลักประตูโครมใหญ่!
เด็กสาวตกใจจนตัวโยน รีบวางดอกไม้คืนจุดเดิมแล้วนอนคว่ำหน้าแสร้งหลับในทันที เหล่าป้าผีที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันหัวเราะคิกคักขบขันจนหัวแทบหลุด
“พี่คะ หนูจะไปจัดการผีตัวนั้นจริง ๆ นะ พี่ห้ามหาว่าหนูขโมยของพี่ล่ะ” ซู่เป่าชะโงกหน้าเข้ามาถาม
“ไม่รำคาญตัวเองบ้างหรือไง?” กู้เซิ่งเสวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เธอไม่ได้สนใจวิญญาณตัวนั้น สิ่งเดียวซึ่งยังคงติดค้างอยู่ในใจตอนนี้ คือหญิงชราผู้ร้องเพลงกล่อมเด็กตรงทางเดินเมื่อวาน… คนที่บอกว่าน้องสาวติดอยู่ในตู้เสื้อผ้าและโหยหาอ้อมกอดจากพี่สาวนั่นต่างหาก คือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่เธอต้องการสืบหา ส่วนเรื่องอื่นล้วนไร้สาระทั้งสิ้น
ซู่เป่าขานรับเสียงใส “หนูเข้าใจแล้วค่ะ” ก่อนปิดประตูเดินจากไป
กู้เซิ่งเสวี่ยแอบลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ค่อย ๆ ชำเลืองมองไปทางประตูด้วยความระมัดระวัง แต่ว่าบานประตูกลับเปิดผ่างออกอีกครา!
ซู่เป่าโผล่หน้ามาส่งยิ้มร่าเริง “บายนะคะพี่เซิ่งเสวี่ย ถ้าพี่ชอบกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส วันหลังหนูจะเอามาฝากอีกนะ!” พูดยังไม่ทันขาดคำ เด็กตัวแสบก็ชิงปิดประตูหนีไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
“……”
‘ยัยบ้าเอ๊ย! (╯°□°)╯’
*
ค่ำคืนนั้น ท้องฟ้ามืดสนิทไร้แสงจันทร์ ซู่เป่านอนรอจนถึงเวลาตีสองก็ลืมตาโพลงเด้งตัวลุกขึ้น คว้ากระเป๋าใบเล็กมาสะพายพาดบ่า
“ลาก่อนนะเสี่ยวอู่…” เธอกระซิบแผ่วเบา “หนูจะออกไปจับผีแล้ว!”
พี่เสี่ยวปาน่ะเก่งมาก เพราะสามารถออกไปปราบผีได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ตัวเธอเองกลับต้องมีพี่ชาย คุณลุง หรือไม่ก็คุณพ่อคอยประกบอยู่ตลอด
ไม่ได้… เธอต้องฝึกยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองบ้าง
ต้องปีนกำแพงและเหินเหาะให้เก่งกาจเหมือนคุณพ่อให้ได้!
คิดได้ดังนั้นซู่เป่าก็ลงมือทันที เธอแอบย่องออกจากห้องมุ่งตรงไปยังกำแพงจุดเดิมที่คุณพ่อเคยพาเธอและพี่ชายปีนเข้าบ้าน แต่เมื่อเงยหน้ามองกำแพงสูงตระหง่าน เด็กน้อยก็พึมพำอย่างน้อยใจ “หนูตัวเตี้ยเกินไปจริง ๆ ด้วย”
ต่อให้เอาซู่เป่ามาต่อตัวกันสองคน ความสูงก็ยังไม่เฉียดใกล้ขอบกำแพงเลยสักนิด
ซู่เป่าพยายามขว้างกระเป๋าขึ้นไปสุดแรงหวังให้มันข้ามไปฝั่งตรงข้ามก่อน ทว่ากลับพลาดเป้า กระเป๋าใบจิ๋วปะทะกำแพงดังปึกก่อนร่วงเผละลงมาบนพื้น
ซู่เป่าลอบถอนหายใจยาว
เห็นได้ชัดว่าวิชาปีนกำแพงนี่ต้องอาศัยส่วนสูงเป็นสำคัญ คนตัวเล็กแบบเธอคงสู้ไม่ไหว…
“หรือจะกลับไปกินข้าวเพิ่มสักสองชามก่อนดีนะ…?” เธอยืนมองกำแพงพลางครุ่นคิด
แต่ถ้ากินตอนนี้ก็คงโตไม่ทัน บางทีการไปลากบันไดมาช่วยอาจเป็นทางออกที่ดีกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ซู่เป่าก็หมุนตัวกลับด้วยความหวังเต็มเปี่ยมเพื่อไปหาบันได
แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นเงาร่างของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง…
ซู่เป่าตกใจจนหัวใจแทบกระเด็นออกมานอกอก นิ้วมือน้อย ๆ สั่นระริกด้วยความขวัญเสีย
‘แย่แล้ว… คุณยายจับได้แล้ว!’
คุณนายซูชราเบิกตากว้าง จ้องมองหลานสาวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “ยายก็สงสัยอยู่ว่าทำไมคืนนี้พออิ่มข้าวก็งอแงจะเข้านอนเร็วนัก ที่แท้มารอแผนการนี้นี่เอง”
ท่ามกลางความตื่นตระหนก จู่ ๆ เด็กน้อยก็ยกมือขึ้นปิดหน้าพร้อมหลับตาปี๋ พลางพึมพำขณะก้าวเท้าเดินกลับไปทางตึกหลัก “มองไม่เห็นหนู… มองไม่เห็นหนู…”
“……” หญิงชรายืนนิ่งมองเด็กน้อยแกล้งหลับตาเดินผ่านหน้าเธอไปดื้อ ๆ แถมยังไม่ลืมที่จะหยุดชะงัก ถอยหลังกลับมาคว้ากระเป๋าใบเก่งแล้วโกยแน่บหนีหายไปในความมืด
คุณนายซูอ้าปากค้าง ทั้งโกรธทั้งขำจนบอกไม่ถูก เธอหันไปถลึงตาใส่มู่กุยฝานซึ่งเดินตามมาติด ๆ ก่อนหรี่ตาถาม “เธอเป็นคนสอนใช่ไหม?”
“อะไรเหรอครับ? คุณแม่พูดเรื่องอะไร?” มู่กุยฝานตีหน้าตายตอบกลับ
คุณนายซูชราหัวเราะหยัน “เธอสอนยัยหนูปีนกำแพงใช่ไหม! เมื่อกี้ตอนฉันเดินมาดู เธอกำลังพยายามปีนกำแพงอยู่ชัด ๆ!”
มู่กุยฝานยกมือลูบจมูกแก้เก้อ ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ซู่เป่าเพิ่งจะสี่ขวบเอง ผมจะไปสอนอะไรแบบนั้นได้ยังไง” เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนสำทับต่อ “เด็กตัวแค่นี้จะมีความคิดร้ายกาจอะไรได้ ก็แค่เดินละเมอเท่านั้นเองครับ”
ทันใดนั้น คุณนายซูพลันนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เรื่องมีคนพบเห็นหัวขโมยแบกกระสอบสองใบปีนกำแพงเข้าบ้าน แถมกล้องวงจรปิดยังบังเอิญเสียพร้อมกันก็ผุดขึ้นมาในหัวคุณนายซู
หญิงชราเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที เธอหัวเราะหึ ๆ แล้วจึงรวบแขนเสื้อชุดนอนขึ้น “มู่! กุย! ฝาน!”