ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 4 เขาจะทอดทิ้งเธออีกครั้งหรือไม่?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 4 เขาจะทอดทิ้งเธออีกครั้งหรือไม่?
ประธานบริษัทเป่าเฟิงพยายามไล่สอบถามผู้คนที่ผ่านไปมา ทว่าทุกคนต่างส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นสิ่งใด ทั้งสามจำต้องยืนสั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางโถงระเบียงอันเย็นเฉียบ เมื่อทางตระกูลซูยังคงปิดประตูเงียบไม่ยอมให้เข้าพบ ความหนาวเหน็บก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความทรมานเกินทน
ผู้อาวุโสหญิงตระกูลหลินเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหวจนต้องหาทางเลี่ยง “ฉันจะไปดูอาการของชิ่นซินเสียหน่อย…”
คุณนายหลินอ้างถึง มู่ชิ่นซิน ซึ่งรักษาตัวอยู่อาคารสูติ-นรีเวช อีกฝั่งหนึ่งของโรงพยาบาลหนานเฉิง ก่อนรีบปลีกตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านหลินเฟิงและบิดาก็เริ่มสิ้นสุดความอดทนเช่นกัน แต่ด้วยความโลภ กลัวเสียโอกาสสำคัญ พวกเขาจึงไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน ได้แต่ฝืนทนยืนขดตัวสู้กับความหนาวอยู่อย่างนั้น ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นไม่จบสิ้น
โดยหารู้ไม่ว่า…ความลำบากเพียงเท่านี้ เป็นเพียงบทเริ่มต้นของการเอาคืนเท่านั้น!
…
ข้างหูของซู่เป่าอื้ออึงไปด้วยเสียงสัญญาณของเครื่องมือแพทย์ แม้มีคนพูดคุยกันอยู่รอบข้าง แต่ก็ได้ยินไม่ชัดเจนนัก มีเพียงเสียงหนึ่งที่แจ่มชัด
“ซู่เป่า น้องซู่เป่า… เฮ้! เจ้ากระต่ายน้อย!”
“รีบตื่นขึ้นมาเสียทีเถอะนะ ถ้าเธอยังไม่ยอมลืมตา ฉันจะ…”
เสียงนั้นอู้อี้คล้ายมีฝูงผึ้งตัวจิ๋วอยู่ข้างหูจนเด็กน้อยเริ่มรู้สึกรำคาญใจ
เสียงของใครกันนะ?
ขนตาเป็นแพหนาของเด็กน้อยสามขวบเศษเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนดวงตาคู่หม่นค่อย ๆ ปรือขึ้น ภาพแรกที่เห็น คือเพดานสีขาวสะอาดตา
ซูอี้เชินเป็นคนแรกที่เก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ เขาโพล่งขึ้นด้วยความดีใจ “ซู่เป่า! หนูฟื้นแล้ว! นี่ลุงเล็กเองนะ…”
สมาชิกตระกูลซูคนอื่น ๆ ต่างพากันกลั้นหายใจ จดจ้องมองเด็กน้อยด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง ซู่เป่ามองตอบด้วยความมึนงง
“ลุงเล็ก… หรอคะ?”
ดวงหน้าจิ้มลิ้มซึ่งเคยสดใสกลับนิ่งสนิทไร้อารมณ์ ดูเปราะบางราวกับตุ๊กตาเซรามิกที่พร้อมแตกสลายได้ทุกเมื่อ เด็กน้อยเพียงแต่พึมพำคำว่า ‘ลุงเล็ก’ วนเวียนไปมาด้วยสายตาเลื่อนลอย คุณท่านซูจ้องมองร่างผอมบางบนเตียงผู้ป่วยขนาดใหญ่ จนเด็กน้อยดูตัวเล็กลงไปถนัดตา
ภาพตรงหน้าบีบคั้นหัวใจคนมองจนแทบหายใจไม่ออก
ซูอี้เชินพยายามปรับน้ำเสียงให้ทุ้มนุ่มนวลเท่าที่ทำได้ “ซู่เป่า… ลุงคือศัลยแพทย์ซูอี้เชิน เป็นพี่ชายของแม่หนู จำได้ไหม หนูเคยโทรหาลุงน่ะลูก?”
ขนตาของซู่เป่าสั่นระริกครู่ใหญ่ เธอส่งเสียงตอบในลำคอ “อืม…”
จำได้แล้ว…
วันนั้น… ใช้โทรศัพท์เครื่องนั้นโทรหาลุงจริง ๆ
ทว่าความทรงจำที่ผ่านมามีเพียงความเฉยเมย พวกเขาไม่เคยเหลียวแลเธอเลยไม่ใช่หรือ
“พวกคุณ…มารับหนูหรือคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เหล่าชายอกสามศอกที่ยืนล้อมเตียงต่างพากันพยักหน้า ซูเยว่เฟยรีบเอ่ยสมทบด้วยความจริงจัง
“ใช่แล้วซู่เป่า…ลุงสามเอง พวกเราทุกคนมารับกลับบ้านนะ”
คุณท่านซูรู้สึกจุกเสียดในลำคอจนพูดไม่ออก ท่านสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ก่อนเอ่ยคำมั่นเป็นคนต่อไป
“ใช่แล้ว…กลับบ้านเรากันนะ ต่อไปนี้จะไม่มีใครรังแกหลานได้อีก ใครก็ตามที่บังอาจทำร้าย ตาคนนี้ไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่!”
ซู่เป่ากวาดดวงตาคู่หม่นมองไปรอบกายด้วยความสับสน
กลับบ้านอย่างนั้นหรือ?
เด็กน้อยยังคงหวาดระแวงในใจ…
หากยอมให้พวกเขาพา ‘กลับบ้าน’ ไปแล้ว สุดท้ายเธอถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกครั้งไหม
“จะตีหนูไหมคะ… จะให้หนูอดข้าวหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นซู่เป่านิ่งเงียบไปพร้อมคำถามบาดลึกถึงใจ คนในตระกูลซูต่างทำตัวไม่ถูก ด้วยความที่ไร้ประสบการณ์ในการปลอบโยนเด็ก สายตาทุกคู่จึงพุ่งตรงไปยังซูอีเฉินและซูจื่อหลินเพื่อขอความช่วยเหลือ
พี่ใหญ่ซูอีเฉินในวัยสี่สิบปี มีบุตรมาแล้วสองคน รวมถึงพี่รองซูจื่อหลินวัยสามสิบแปดปี ที่มีโซ่ทองคล้องใจสองคนเช่นกัน แต่พวกเขานั้น กลับไม่เคยต้องมานั่งปลอบเด็กสุดแสนบอบช้ำขนาดนี้
ซูอีเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนฝืนถามออกมา
“ซู่เป่า…หนูกังวลเรื่องอะไรอยู่?” น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ และดุดันตามบุคลิกเดิม
สิ้นประโยคนั้นเขาจึงถูกเหล่าน้องชายจ้องเขม็งเป็นตาเดียว
ซูจื่อหลินพยายามช่วยพูดแต่กลับทำได้เพียงกระแอม ด้วยนิสัยเป็นคนเก็บตัว และพูดน้อยเป็นทุนเดิม พยายามเค้นพูดออกมานับนาที ก็ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดจากปาก ทำเอาเจ้าตัวร้อนรนจนแทบยืนไม่ติดพื้น
สุดท้ายกลายเป็นลุงเล็กแห่งตระกูลซูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ โน้มตัวลงไปชิดขอบเตียงผู้ป่วยพลางลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความรักใคร่ และสงสารจับใจ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ซู่เป่าบอกลุงหน่อยได้ไหม…จริง ๆ แล้วหนูชื่ออะไรนะ?”
ซู่เป่าจ้องมองเพดานสีขาวโพลนอยู่นาน ในที่สุดก็ปริปากตอบแผ่วเบา
“ซู่เป่าไม่มีชื่อหรอกค่ะ ใคร ๆ ก็เรียกแค่ซู่เป่า…”
ในความทรงจำอันขมขื่น พ่อเคยบอกว่าไม่อยากเสียเวลาตั้งชื่อให้ เขาบอกให้รอจนกว่าป้าจะคลอดน้องชายออกมาก่อนค่อยว่ากันอีกที…
เด็กน้อยจึงเติบโตมาโดยไร้นามเรียกขาน มีเพียงชื่อ ‘ซู่เป่า’ ที่แปลว่าสมบัติล้ำค่า ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป
ซูอี้เชินพยายามกดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก ก่อนถามต่อ “ซู่เป่า…บอกลุงหน่อยสิ ว่าตอนนี้ในใจหนูกำลังคิดอะไรอยู่?”
เด็กน้อยค่อย ๆ เคลื่อนสายตามองผู้เป็นลุง
ยามโลกของเธอถูกมืดมิดและเหน็บหนาว ชายผู้นี้เป็นคนเดียวที่ฝ่ามรสุมทั้งหลายเข้ามา เปรียบดั่งแสงตะวันอบอุ่นกลางชีวิตอ้างว้างของเด็กหญิง
ซู่เป่าเม้มปากก่อนถามด้วยความกังวล “ลุงเล็กคะ…ถ้ากลับบ้านไปแล้ว ซู่เป่าจะมีข้าวกินไหม?”
คำถามแสนซื่อนั้นทำให้ทุกคนในห้องพักนิ่งงันไป
กลับบ้าน… จะมีข้าวกินไหม?
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัว ซู่เป่าก็ถามต่อเสียงแผ่ว “แล้ว… พวกคุณจะตีหนูไหมคะ?”
เพียงสองประโยคสั้น ๆ กลับกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของประมุขตระกูลซูจนแทบหลั่งน้ำตา เด็กหญิงตัวน้อยกลับกังวลเพียงแค่เรื่องปากท้อง และความปลอดภัยของร่างกายตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ในบ้านตระกูลหลิน ต้องเผชิญกับการทารุณเพียงใด!
ทั้งต้องอดมื้อกินมื้อ ท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้ายก็ไร้ซึ่งอาภรณ์อุ่นคุ้มกาย
ตอนกลางคืนก็ฝันร้ายไร้คนปลอบโยน หรือแม้แต่ในฤดูร้อนที่เหงื่อโซมกายจนเสื้อผ้าเปียก ก็ยังไม่มีใครสักคนชายตามอง…
ชายชราจำต้องหันหลังกลับเพื่อซ่อนความอ่อนแอ พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอจนใบหน้าเหยเก ขอบตาแดงก่ำด้วยความโศกเศร้าและแค้นใจ
เหล่าพี่น้องตระกูลซูต่างขบกราม กำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์ขุ่นมัว ไม่มีใครกล้าแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดออกมา เพราะกลัวเด็กน้อยขวัญเสีย ซูอี้เชินกุมมือเล็กบางของซู่เป่าแนบกับใบหน้าตนเองพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ซู่เป่าเป็นเด็กดี… กลับบ้านเราแล้ว อยากทานอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีใครบังอาจมาแตะต้องหนูได้อีก”
“ดูสิ…นี่คือลุงใหญ่ ลุงรอง ลุงสาม…ทุกคนล้วนเก่งกาจและพร้อมปกป้องหนูเสมอ”
ซู่เป่ากำผ้าห่มแน่นพลางนิ่งเงียบไปนานแสนนาน
ทุกคนคิดว่าเด็กน้อยคงหลับไปแล้ว แต่เธอจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา “คุณลุงคะ… ซู่เป่าไม่ได้ผลักใคร พ่อกับคุณปู่พยายามบังคับให้หนูยอมรับผิด แต่หนูไม่ยอม…”
เด็กน้อยย้ำคำเดิมอย่างดื้อรั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มแสดงความเด็ดเดี่ยวสวนทางกับดวงตาหม่นแสง เธอแอบกังวลใจว่า หากลุงเล็กรู้ว่าตนเป็นเด็กไม่เชื่อฟังเช่นนี้ พวกเขาจะยังต้องการเธออยู่อีกไหม?
ซูอี้เชินรู้สึกจุกเสียดในลำคอจนพูดไม่ออก ขอบตาเริ่มแดงซ่าน แม้แต่คุณตาซูก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป
“ลุงเชื่อว่าหนูไม่ได้ทำผิด ซู่เป่าเก่งมากแล้ว ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม” ซูอีเฉินเอ่ยขึ้นด้วยความใจเย็นทว่าหนักแน่น
“คนผิดคือพวกเขาต่างหาก หลานทำดีที่สุดแล้ว” ซูอี้เชินรีบพยักหน้าสมทบ
สิ้นคำปลอบโยนนั้น ทำเอาเด็กน้อยที่อดกลั้นมาแสนนานร้องไห้น้ำตาอาบหน้า เหมือนความโศกเศร้าทั้งมวลระบายออกมาในคราวเดียว
“แต่คุณพ่อไม่เชื่อซู่เป่า…เขาบอกว่าหนูเป็นคนทำให้น้องชายต้องตาย”
“คุณปู่ก็ขู่ว่า…ถ้าหนูไม่ยอมรับผิด ก็จะไม่ปล่อยหนูออกมา”
เด็กน้อยในวัยเพียงสามขวบครึ่งระบายความอัดอั้นพร้อมเสียงสะอื้น ต่อให้พยายามเข้มแข็งเพียงใด สุดท้ายก็เป็นเพียงเด็กน้อยที่โหยหาความรัก
“ไอ้สารเลวนั่นไม่สมควรเรียกตัวเองว่าพ่อด้วยซ้ำ!” ซูอี้เชินระเบิดคำพูดออกมาด้วยความแค้น
” ซูอี้เชิน! สำรวมหน่อย” ซูอีเฉินเอ่ยปรามเสียงเข้ม
คนถูกปรามจำต้องสงบปากสงบคำ ทว่าเพลิงแค้นยังสุมอก หากไม่ติดว่าต้องดูแลหลานสาว แทบอยากจะคว้าท่อเหล็กออกไปสั่งสอนหลินเฟิงให้หลาบจำ
หลังจากร่ำไห้จนหมดแรง เด็กน้อยก็ผล็อยหลับด้วยความเพลีย เมื่อออกมานอกห้องพัก แพทย์หนุ่มถามพี่ชายด้วยความไม่อดทน
“พี่ใหญ่…จะปล่อยให้พวกมันรอดไปง่าย ๆ อย่างนี้เหรอ?”
สิ่งที่พวกมันทำไว้กับหลานสาว แค่ล้มละลายยังน้อยไปด้วยซ้ำ!
ซูอีเฉินค่อย ๆ ปลดกระดุมข้อมือออกทีละเม็ด พลางพับแขนเสื้อขึ้นอย่างใจเย็นก่อนเอ่ยเรียบ ๆ
“รุมแปดต่อหนึ่ง… พวกนายว่าพอไหม?”