ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 5 ซู่เป่ามีครอบครัวแล้ว!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 5 ซู่เป่ามีครอบครัวแล้ว!
บทที่ 5 ซู่เป่ามีครอบครัวแล้ว!
คำพูดของซูอีเฉินทำให้เหล่าพี่น้องตระกูลซูตาเป็นประกาย และเผยความดุดันเหี้ยมเกรียมออกมาเล็กน้อย
ซูอี้เชินเริ่มบิดข้อมือจนข้อนิ้วลั่นเกรียว ด้านซูอิงเอ๋อร์ ลุงคนที่ห้าซึ่งเป็นวิศวกรโยธาร่างสันทัด ผิวพรรณกร้านแดดตามประสาคนใจร้อน ทันทีที่รับทราบแผนการก็แค่นหัวเราะเย็นชา ไม่รู้ว่าเขาไปสรรหาเหล็กเส้นมาจากที่ไหน ดูท่าคงจะเฝ้ารอเวลานี้มานาน
“ตอนอยู่ในสังคมที่มีกฎหมาย เราไม่ควรลงไม้ลงมือโจ่งแจ้งเกินไป” ซูเยว่เฟย กัปตันหนุ่มผู้สุภาพและมากมารยาทเอ่ยเสียงนุ่มนวล เขาเอียงคอเล็กน้อยพลางก้าวเข้าไปขวางพยาบาลสาวคนหนึ่งซึ่งเดินผ่านมา
“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าแผนกของพวกคุณพอจะมีกระสอบบ้างไหม?”
พยาบาลสาวงุนงง ตอบตะกุกตะกัก “มี… มีค่ะ ห้องยาของเรามีถุงกระสอบป่านอยู่ แต่ถ้าใช้ใส่ของ… เรามีกล่องกระดาษด้วยนะคะ”
เธอเข้าใจไปว่ากลุ่มชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานเหล่านี้ ต้องการภาชนะสำหรับใส่สัมภาระ ซึ่งกล่องกระดาษน่าจะดูดีกว่ากระสอบแน่นอน
“ขอบคุณครับ… แค่ถุงกระสอบก็เพียงพอแล้ว” ซูเยว่เฟยส่งยิ้มละไมให้
เพราะถ้าจะซ้อมใครสักคนให้ถนัดมือ การเอาถุงกระสอบครอบหัวไว้ย่อมสะดวกกว่าเป็นไหน ๆ
เหล่าพี่น้องตระกูลซูต่างยืนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เพราะตกตะลึง กับซูเย่วเฟยผู้แสนสุภาพคนนี้
เดิมทีพวกเขาคิดว่าตนเองโหดเหี้ยมแล้ว ทว่าเมื่อเทียบกับกัปตันซูเยว่เฟยที่วางแผน ‘เก็บงาน’ อย่างใจเย็นภายใต้รอยยิ้ม พี่น้องตระกูลซูได้แต่ลอบอุทานในใจเป็นเสียงเดียวกันว่า
เจ้าคนสุภาพนี่แหละ ที่น่ากลัวยิ่งกว่าใครเพื่อน!
…
บริเวณสุดปลายทางเดินโซนวีไอพี ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านบานหน้าต่างจนเย็นยะเยือก หลินเฟิงรู้สึกทรมานคล้ายร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง เขาสาปแช่งอยู่ในใจไม่หยุดหย่อน หลังจากอดทนรอมาค่อนคืน จนตอนนี้รุ่งสาง คนของตระกูลซูยังไม่มีทีท่าจะเปิดประตูออกมาแม้แต่คนเดียว!
ผู้อาวุโสหลินเองก็ทนไม่ไหวจึงต้องปลีกตัวกลับไปพักผ่อนตั้งแต่ช่วงดึก ทิ้งคำกำชับหนักแน่นให้บุตรชายเฝ้าอยู่ที่นี่เพื่อพิสูจน์ความจริงใจ
อุณหภูมิยามค่ำดิ่งต่ำจนบาดผิว หลินเฟิงสั่นสะท้านไปทั้งตัวจนเกือบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ความหิวโหยและง่วงงุนถาโถมเข้าใส่จนสติเริ่มเลือนราง
ในหัวถามหาอ่างน้ำอุ่นและเตียงนอนหนานุ่ม…
ความอดทนอันน้อยนิดสิ้นสุดลงเมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง หลินเฟิงตัดสินใจหันหลังกลับอย่างไม่ลังเล
…
ณ ลานจอดรถใต้ดินอันเงียบสงัด
หลินเฟิงเดินตรงไปยังรถพลางต่อสายโทรศัพท์กำชับลูกน้อง “จำใส่หัวไว้ว่าต้องเฝ้าให้ดี ถ้าคนตระกูลซูออกมาเมื่อไหร่ ให้รีบแจ้ง…”
ทว่าคำว่า ‘ฉัน’ ยังไม่ทันเล็ดลอดจากลำคอ ทัศนียภาพรอบกายก็มืดดับลงฉับพลัน มีใครบางคนใช้ถุงกระสอบสวมครอบศีรษะเขาไว้!
ตามมาด้วยห่าหมัดและเท้าที่กระหน่ำลงมาหนักหน่วง จนเขาร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย
“พวกแกทำอะไรน่ะ! พวกแกเป็นใครกัน!”
พี่น้องตระกูลซูทั้งแปดคนระดมหมัดเข่าเข้าใส่หลินเฟิงด้วยความบ้าคลั่ง สลับกับการเหยียบย่ำลงบนร่างที่บิดเร้าจนเจ้าตัวเกือบสิ้นลม
ตามปกติแล้ว คนระดับนี้ย่อมมีคนรับใช้คอยจัดการเรื่องสกปรกแทนเสมอ การลงมือเองเช่นนี้มันเสียเวลาเปล่า แต่เมื่อนึกถึงรอยแผลทั่วร่างของซู่เป่า และประโยคแสนเปราะบาง ‘หนูจะมีข้าวกินไหม’ หรือ ‘จะถูกตีหรือเปล่า’
เพลิงโทสะในอกก็ปะทุขึ้นจนไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป!
“หยุดนะ… อั่ก!”
หลินเฟิงถูกซ้อมจนส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ทำได้เพียงขดตัวรับแรงกระแทกจากรอบทิศทาง
“พวกแก… รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร? ฉันคือหลินเฟิง ประธานบริษัทเป่าเฟิง! กล้าล่วงเกินฉันขนาดนี้… เชื่อไหมว่า…”
ซูอีเฉินแค่นหัวเราะเย็นเฉียบมาคำหนึ่ง เขาขยับเนกไทให้คลายออกเพียงเล็กน้อย ก่อนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณสั่ง
“หยุด”
ทันใดนั้น บรรยากาศนองเลือดก็หยุดชะงักลงตามคำสั่งผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ซูอิงเอ๋อร์กระชับเหล็กเส้นในมือ พลางหรี่ตามองด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
หลินเฟิงที่นอนหายใจรวยรินสำคัญผิดไปว่าอีกฝ่ายเริ่มขยาดในอำนาจของตน ยังไม่ทันที่เขาจะได้ผยองใจต่อ
“อ๊ากกกกกกก!!”
เหล็กเส้นหนาฟาดลงบนหน้าแข้งของเขาอย่างจังจนกระดูกแทบแตกละเอียด!
เสียงกรีดร้องเจียนตายดังทั่วลานจอดรถ แต่มันปลอบประโลมความแค้นของตระกูลซูได้ดี
…
หลินเฟิงถูกทำร้ายยับเยินจนต้องหามส่งห้องฉุกเฉิน ทั้งที่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นรั้วโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ สิ่งที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือการไม่รู้ตัวตนของคนลงมือ!
ต่อให้พยายามสืบเสาะอย่างไรก็ไร้ร่องรอย อีกฝ่ายจัดการทุกอย่างได้แนบเนียนหมดจด ทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดรวดร้าวที่กัดกินทั้งร่างกายและจิตใจ หลินเฟิงโกรธจัดจนกระอักเลือดอยู่ในอก
มู่ชิ่นซินนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงพลางสะอื้นไห้จนตัวโยน “พี่เฟิง… พี่เป็นอย่างไรบ้าง”
หากหลินเฟิงพอจะมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาจ้องมองสักนิด เขาคงได้เห็นแววตาอันเสแสร้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านน้ำตานั้นอย่างแน่นอน หญิงสาวในชุดคนไข้พยายามสวมบทบาทภรรยาผู้ซื่อสัตย์อย่างเต็มกำลัง แม้ว่าภายในใจกลับร้อนรนด้วยความริษยาอันแรงกล้า
เหตุใดนังลูกนอกคอกเช่นซู่เป่า ถึงได้กลายเป็นยอดดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลซูไปได้?!
ยามที่ได้ยินข่าวนี้จากปากคุณนายหลินเมื่อวาน หัวใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นจนแทบทำอะไรไม่ถูก
ความจริงที่แอบซ่อนไว้คือ…การแท้งครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงผลักของเด็กนั่นเลยสักนิด แต่เป็นเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเอง ดันก้าวพลาดจนล้มลง
ขณะนี้ตระกูลหลินกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง หลินเฟิงไม่เพียงสิ้นเนื้อประดาตัวจากการล้มละลาย ยังติดพันหนี้นอกระบบก้อนโตอีกมหาศาล!
มู่ชิ่นซินย่อมไม่โง่พอจะยอมจมไปพร้อมกับเรืออับปางลำนี้ เพียงเพราะเด็กในครรภ์ซึ่งสูญเสียไปแล้วหรอก…
เธอยังคงสาวและสวยสะพรั่ง ทั้งย่อมหาชายผู้ร่ำรวยกว่าหลินเฟิงได้ไม่ยาก ทว่าการมีพันธะอย่างลูกน้อยติดสอยห้อยตามย่อมกลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับการแต่งงานใหม่ ด้วยเหตุนี้ มู่ชิ่นซินจึงต้องกำจัดเด็กในครรภ์ทิ้งเสีย โดยตนเองต้องไร้ซึ่งมลทินและข้อผิดพลาดแม้เพียงนิด
นั่นคือที่มาของละครฉากใหญ่… ฉากที่ซู่เป่า ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนผลักเธอจนแท้ง!
เดิมทีมู่ชิ่นซินคิดว่าซู่เป่าเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่า ไร้คนเหลียวแล แม้แต่คนในบ้านตระกูลหลินเองก็ไม่เคยปฏิบัติต่อเด็กน้อยเฉกเช่นมนุษย์ ยิ่งยามหลินเฟิงเมามาย เขามักพ่นคำด่าทอว่าเด็กคนนั้นคือความอัปยศของชีวิต อยากให้เด็กนั่นหายไปจากโลกนี้ด้วยซ้ำ
การยืมมือเด็กน้อยปลิดชีพลูกในท้องจึงเป็นทางเลือกที่ไร้ความเสี่ยงที่สุดแล้ว…
แต่ใครจะคาดคิดว่าซู่เป่ากลับกลายเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งตระกูลซู หนึ่งในสี่ขั้วอำนาจผู้มีชื่อเสียง!
มู่ชิ่นซินเริ่มหวาดผวาจนสติแทบหลุดลอย กลัวว่าแผนการชั่วร้ายจะถูกเปิดโปงจนว้าวุ่นใจ
ทำอย่างไรดี… ควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี!?
เธอเริ่มกระวนกระวายพลางครุ่นคิดหาวิธีปิดปากซู่เป่า เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กน้อยแพร่งพรายความโหดร้ายซึ่งตนเคยทำไว้ต่อหน้าคนตระกูลซู
…
ภายในห้องพักผู้ป่วยระดับวีไอพี
ซู่เป่าลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนใจหาย ไร้แววผู้คนล้อมรอบเหมือนก่อนหน้านี้ เด็กน้อยก้มลงมองมือตนเองด้วยความหม่นหมอง ทุกคนคงทอดทิ้งและกลับกันไปหมดแล้ว
สภาวะจิตใจอันเปราะบางส่งผลให้ใบหน้าจิ้มลิ้มหมองเศร้าลง ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องกลับค่อย ๆ แง้มออก ก่อนร่างของซูอี้เชินจะก้าวเข้ามา
นัยน์ตาเด็กน้อยทอประกายวาบขึ้นทันที ความหวังกลับมาอีกครั้ง อันที่จริง ผู้เฒ่าซูกังวลว่าการรวมตัวกันของชายฉกรรจ์หลายคนจะทำให้อากาศในห้องถ่ายเทไม่สะดวก จึงสั่งให้ทุกคนย้ายออกไปนั่งพักตรงห้องรับรองด้านนอกเพื่อรอหลานสาวตื่น
“ซู่เป่า… ดีขึ้นบ้างไหม? ลุงเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว อยากลองทานสักหน่อยไหม?” ซูอี้เชินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน
เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เพียงชายหนุ่มพูดไม่กี่คำ สมาชิกตระกูลซูคนอื่น ๆ ต่างพากันกุลีกุจอเข้ามาล้อมเตียงไว้ด้วยความห่วงใย คุณตาซูขยับเข้าไปใกล้ด้วยความระมัดระวัง
“หลานอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม? ลุง ๆ เขาเตรียมมาให้หนูเลือกเต็มไปหมดเลย ทั้งขนมจีบกุ้ง เปาะเปี๊ยะทอด ซี่โครงนึ่งกระเทียม หรือจะเป็นซาลาเปาไส้ครีมร้อน ๆ ดี?”
“ก๋วยเตี๋ยวเนื้อผัดสิ! ก๋วยเตี๋ยวเนื้อผัดเจ้านี้อร่อยที่สุดเลยนะซู่เป่า!” แต่ซูอิงเอ๋อร์ ลุงชายผู้อารมณ์ร้อนกลับทนไม่ไหว รีบแทรกขึ้นมาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
ยังไม่ทันสิ้นเสียงรัวเร็ว คุณตาซูก็เงื้อมไม้เท้าฟาดเข้าที่น่องลูกชายตัวดีทันควัน พลางเอ็ดเสียงเข้ม
“ก๋วยเตี๋ยวเนื้ออะไรของแก! ซู่เป่าเพิ่งจะฟื้น ให้ทานของหนักย่อยยากแบบนั้นได้อย่างไร!”
“ซู่เป่า… ลองชิมไส้หมูผัดดูไหม? ลุงเลือกร้านที่นึ่งจนนุ่มละมุนลิ้น อร่อยมากเลยนะ” ซูจื่อหลิน คีบไส้หมูผัดส่งให้หลานสาวด้วยความกระตือรือร้น
“เริ่มจากทานโจ๊กเนื้อร้อน ๆ ให้คล่องคอก่อนก็ได้” ด้านซูเยว่เฟยก็ขยับเข้ามาพร้อมชามโจ๊กในมือ พลางระบายรอยยิ้มอ่อนโยน
เด็กน้อยเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นอารมณ์ ขณะกวาดสายตามองไปรอบเตียงที่รายล้อมด้วยเหล่าลุงไม่รู้เพราะเหตุใดจมูกน้อย ๆ ถึงเริ่มแสบปร่าและคันยิบขึ้นมาอีกครั้ง
มันคือความรู้สึกอยากร้องไห้…
เธอเฝ้าถามตัวเองในใจราวกับไม่เชื่อสายตา… นี่คือการมีครอบครัวจริง ๆ ใช่ไหม?
เสี่ยวซู่เป่าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความตื้นตัน ก่อนเอ่ยปากบอกความต้องการอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“คุณตาคะ… หนูอยากทานก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กรอกค่ะ”
คุณตาซูถึงกับขอบตาแดงก่ำในพริบตา ท่านรีบพยักหน้ายอมรับคำขออย่างหนักแน่น “ได้สิ! ได้แน่นอน… ทานก๋วยเตี๋ยวหลอดนะ พวแกรีบเอามาให้หลานเร็วเข้า!”
ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย ยามนี้ช่างซ้อนทับกับภาพความทรงจำของ ซูจิ่นอวี้ในวัยเด็กเยี่ยงรูปภาพพิมพ์เดียวกัน จนคนตระกูลซูต่างรู้สึกเหมือนได้แก้วตาดวงใจกลับคืนมาอีกครั้ง
เด็กน้อยอวี้ ยอดดวงใจของพวกเขาในวัยเยาว์นั้นช่างสดใสไร้กังวล เธอเคยแม้กระทั่งงอนง้อหรืออาละวาดใส่ทว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้เพียงจะเอ่ยปากเรียกคุณตา… กลับต้องทำด้วยความระมัดระวังถึงเพียงนี้
ท่าทางนั้นดูราวกับเกรงว่าตนเองอาจเรียกขานผิดไป หรือหวั่นกลัวว่าหากทำตัวไม่น่ารักจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
เด็กเพียงวัยสามขวบครึ่ง แต่กลับต้องเรียนรู้วิธีสังเกตสีหน้าผู้คนเพื่อเอาชีวิตรอดถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
ความจริงข้อนี้ทำให้คนบ้านสกุลซูรู้สึกปวดใจ พวกเขาเฝ้ามองหลานน้อยจนทานอาหารเสร็จ และเริ่มง่วง จึงค่อย ๆ ทยอยเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ซู่เป่าหลับตาลงทว่าสติยังไม่ทันดำดิ่งสู่ความฝัน พลันได้ยินเสียงกระซิบประหลาดดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง
“เจ้ากระต่ายน้อย… เจ้ากระต่ายน้อย…!”
เด็กน้อยลืมตาโพลงพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องรอบหนึ่ง ทว่ากลับว่างเปล่า… ไม่มีใครอยู่ในห้องเลยสักคน
คราแรก คิดว่าตนเองคงหูฝาด หรือเพียงฝันไป แต่พอข่มตาลงอีกครา เสียงเดิมนั้นกลับดังชัดขึ้นกว่าเก่า
(ซู่เป่า… น้องซู่เป่า เจ้ากระต่ายตัวน้อย!)
ซู่เป่ากำผ้าปูที่นอนแน่นด้วยความตระหนก จ้องมองไปยังต้นทางของเสียงลึกลับนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความกังวล