ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 6 ของขวัญจากวิญญาณ และการหวนคืนคฤหาสน์หลิน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 6 ของขวัญจากวิญญาณ และการหวนคืนคฤหาสน์หลิน
บทที่ 6 ของขวัญจากวิญญาณ และการหวนคืนคฤหาสน์หลิน
ภายในห้องผู้ป่วยอันเงียบสงัด ไร้เงาผู้คนตรงต้นทางของเสียงลึกลับ ซู่เป่าบีบผ้าปูนอนจนแน่นพลางเอ่ยถาม
แม้ภายในใจจะสั่นสะท้านด้วยความกลัวเพียงใด ทว่าด้วยนิสัยนั้นถูกพร่ำสอนให้ต้องอดทนมาตลอด เธอจึงพยายามเก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉยตามประสาเด็กที่รู้จักระแวดระวังตัว
“คุณเป็นใคร?”
เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างราบเรียบ “ฉันคืออาจารย์ของเธอ เรียกฉันว่าอาจารย์สิ”
เด็กน้อยขมวดคิ้วมุ่น ไม่ยอมหลงกลโดยง่าย “หนูไม่มีอาจารย์ที่ไหนทั้งนั้น”
คำตอบซื่อตรงทำเอาเจ้าของเสียงถึงกับสำลักคำพูด
ในวินาทีนั้นเอง บนโต๊ะข้างเตียงปรากฏร่างวิญญาณที่คนธรรมดามองไม่เห็น เป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ใบหน้าของเขาซีดเซียว ทว่ากลับดูสง่างาม นัยน์ตาลุ่มลึกดำสนิทรับกับสันจมูกโด่งคม กลับมีริมฝีปากสีแดงสด และแววตาเจ้าเล่ห์เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน
เขามองเด็กน้อยที่ปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใยพลางคิดในใจ
จิ๊ หลอกยากกว่าที่คิดแฮะ
“เจ้ากระต่ายน้อย…” เขาพยายามเรียกอีกครั้ง
เจ้าตัวน้อยพึมพำงอน ๆ “หนูชื่อซู่เป่า ไม่ใช่กระต่ายน้อย”
ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งก่อนลูบคางพลางหว่านล้อม “ฉันเป็นอาจารย์ของเธอจริง ๆ นะ ตอนแม่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผู้หญิงคนนั้นฝากฝังเธอให้เป็นศิษย์ของฉันแล้ว”
ซู่เป่าเม้มปากแน่น ความรู้สึกต่อต้านพุ่งขึ้นมาในอก “แม่ไม่มีทางทำแบบนั้นแน่”
แม่ไม่มีวันยกหนูให้คนอื่น แม่ไม่มีวันทิ้งหนูไป
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ความทรงจำครั้งที่ซูจิ่นอวี้ใกล้สิ้นใจผุดขึ้นมา เธอมองเห็นเขาและขอร้องให้เขาช่วยคุ้มครองซู่เป่า รวมถึงตระกูลซูต่อจากเธอ ตอนนั้นซู่เป่าเพิ่งอายุสองขวบ แม้จะมองไม่เห็นเขา แต่เธอก็เคยคำนับเขาเป็นครูของเธอ!
เขาพยายามปลอบ “แม่ของเธอชื่อซูจิ่นอวี้ ส่วนเธอชื่อซู่เป่า เห็นไหมล่ะว่าฉันรู้ทุกเรื่อง”
ซู่เป่าสวนกลับทันควัน “เรื่องนั้นใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นแหละ”
“……”
คำยอกย้อนเต็มไปด้วยตรรกะอันเฉียบคมของเด็กสามขวบครึ่งทำเอาเจี้ยฉางถึงกับอึ้ง วิญญาณหนุ่มผู้ผ่านร้อนหนาวมานับหลายปีเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง เขาจ้องมองเด็กน้อยตรงเบื้องหน้าพลางรู้สึกเหมือนถูกตบกลางอากาศจนใบหน้าชาไปแถบหนึ่ง…
นี่เขาถูกเด็กที่ยังพูดไม่ชัดย้อนจนเถียงไม่ออกอย่างนั้นหรือ?
นี่คือเด็กน้อยที่แม้แต่พวกค้ามนุษย์ยังต้องขยาด ช่างยากนักถึงหลอกล่อเธอได้
หากไม่ใช่เพราะซู่เป่ายังเล็กจนไร้เรี่ยวแรงต่อกรกับผู้ใหญ่ และโหยหาที่พักพิงอันอบอุ่น มีหรือคนตระกูลหลินจะรังแกได้ถึงเพียงนี้!
เขายกยิ้มมุมปาก “เด็กน้อย อย่าคิดมากไปเลย เมื่อเธอหายดีแล้วเพียงจุดธูปสามดอกเซ่นไหว้ด้วยหมูหนึ่งชิ้น พิธีรับศิษย์ของเราก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้น… ฉันชื่อ จี้ฉาง ตอนมีชีวิตอยู่ฉันคือบุคคลสำคัญเชียวนะ”
ซู่เป่าหันมองความว่างเปล่าข้างกายด้วยความฉงน “ไส้ไก่? ทำไมถึงชื่อไส้ไก่ล่ะคะ?”
จี้ฉางถึงกับสำลัก ความภูมิใจในนามอันสูงส่งพังทลายลงในพริบตา เพราะชื่อ ‘จี้ฉาง’ ของเขานั้น เมื่อออกจากปากเด็กน้อยกลับเพี้ยนเสียงไปพ้องกับคำว่า ‘ไส้ไก่’ อย่างน่าขัดใจ
วิญญาณหนุ่มผู้เกรงขามแทบอยากกุมขมับกับความไร้เดียงสา ชื่ออันทรงเกียรติของเขากลายเป็นเมนูอาหารในตลาดไปเสียอย่างนั้น
จี้ฉางไม่อยากคาดเดาความคิดในหัวเด็กน้อยจึงร่ายต่อ “เธอไม่รู้จักฉันก็ไม่แปลก เพราะฉันไม่ใช่คนยุคเดียวกับพวกเธอ ฉันเก่งกาจมาก สามารถสอนวิชาให้เธอจนไม่มีใครกล้ารังแกได้อีก…”
ซู่เป่าถามแทรกขึ้นมา “คนสำคัญก็ตายได้ด้วยเหรอคะ?”
“……”
“เก่งขนาดนี้ แล้วทำไมถึงตายล่ะ?”
คำถามซื่อ ๆ ทำเอาวิญญาณหนุ่มไปไม่เป็น ซู่เป่าหลุบตาลงพลางถามคำถามสุดท้ายที่บีบคั้นหัวใจ
“ถ้าคุณเป็นอาจารย์จริง ๆ… แล้วที่ผ่านมาทำไมคุณไม่มาดูแลหนูเลยล่ะ?”
หลังแม่จากไป ไม่ว่าจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดหรือเจ็บปวดเพียงใดก็ไร้คนเหลียวแล ตลอดปีที่ผ่านมาเธอต้องหัดสังเกตสีหน้าพ่อเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ก็ยังไม่เคยได้รับความรักจากปู่ย่า มิหนำซ้ำยังถูกป้าลอบทำร้ายอยู่ร่ำไป…
ไม่มีใครช่วยเลยสักคน
จี้ฉางนิ่งงันด้วยความรู้สึกผิดลึก ๆ เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม เพียงพูดเสียงเรียบว่า
“เด็กดี ต่อไปนี้อาจารย์จะปกป้องเธอเอง”
ซู่เป่านิ่งเงียบพลางเบือนหน้าหนี จี้ฉางลูบศีรษะเด็กน้อยแผ่วเบา “พักผ่อนเถอะ อาจารย์มีธุระที่ยมโลกต้องไปจัดการ สิ่งนี้ถือเป็นของขวัญแรกพบจากฉัน”
เด็กน้อยรู้สึกถึงไออุ่นจาง ๆ บนข้อมือ ปรากฏเชือกแดงเส้นหนึ่งสวมอยู่บนมือน้อยนั้น
เวลาผ่านไปสิบวัน อาการบาดเจ็บของซู่เป่าดีขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ จนหมอเจ้าของไข้ยังอุทานด้วยความทึ่ง ซูอี้เชินผลักประตูเข้ามาเห็นหลานสาวนั่งมองเชือกแดงบนข้อมือเงียบ ๆ เงาร่างเล็กนั้นดูอ้างว้างจนน่าสงสาร
“ซู่เป่า…เป็นอะไรไป?” เขาเดินเข้าไปลูบหัวหลานสาว พลางสะดุดตากับเชือกแดง “นี่คืออะไรเหรอ?” ลุงเล็กจำได้แม่นว่าตอนเข้าห้องฉุกเฉินไม่มีสิ่งนี้อยู่
ซู่เป่าเงยหน้าถาม “คุณลุงคะ… กระต่ายน้อยของหนูอยู่ไหน”
ซูอี้เชินอึ้งไป ทั้งยังจำได้ว่าตอนช่วยชีวิตซู่เป่าท่ามกลางหิมะ มีตุ๊กตากระต่ายเก่า ๆ ตัวหนึ่งตกอยู่ แต่ด้วยความเร่งรีบเขาจึงโยนมันทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
“มัน… หายไปแล้วล่ะ เดี๋ยวลุงซื้อตัวใหม่ให้หนูนะ ตัวใหญ่กว่าเดิมสวยกว่าเดิมเลยดีไหม?”
น้ำตาใส ๆ เริ่มคลอหน่วยตาหลานน้อย เธอพยายามกลั้นมันไว้พลางสะอื้นเบา ๆ “นั่นเป็นของที่แม่ให้ซู่เป่า…”
ของทุกอย่างของแม่ถูกพ่อโยนทิ้งไปหมดแล้ว มีเพียงกระต่ายตัวนี้ เป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่เหลือไว้ให้…
แต่ตอนนี้ทั้งแม่ ทั้งอาจารย์ และกระต่ายน้อย ต่างก็หายไปหมดแล้ว
ซูอีเฉินเดินเข้ามาเห็นบรรยากาศตึงเครียดจึงถามเสียงเย็น “เกิดอะไรขึ้น?”
ซูอี้เชินรีบแก้ตัว “พี่ใหญ่ ไม่ใช่ผมนะ! คือ… ตุ๊กตากระต่ายของซู่เป่าตกอยู่บ้านตระกูลหลินน่ะ”
เขาไม่กล้าบอกว่ามันหายไปจริง ๆ จึงอ้างชื่อบ้านตระกูลหลินขึ้นมาเพื่อปลอบใจเด็กน้อย
ซูอีเฉินขยับเข้าไปปลอบ “ใจเย็น ๆ นะซู่เป่า เดี๋ยวลุงใหญ่จะซื้อให้หนูใหม่เอง”
ซูอี้เชินส่ายหน้าพลางกระซิบ “นั่นเป็นของชิ้นเดียวที่จิ่นอวี้เหลือไว้ให้หลานครับ”
คำพูดนั้นทำให้ซูอีเฉินชะงักกึก ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
“ไป… ไปเอาคืนมา” ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหรือค้นถังขยะทุกใบในเมือง เขาก็ต้องหามันมาให้หลานสาวให้ได้
ซู่เป่าเงยหน้าขึ้น “คุณลุงใหญ่… หนูขอไปด้วยนะคะ”
นอกจากเจ้ากระต่ายแล้ว ยังมีเพื่อนตัวน้อยอีกชีวิตซึ่งสำคัญมากติดอยู่ที่นั่น…
…
ณ คฤหาสน์ตระกูลหลินที่เงียบเหงา หลินเฟิงและพ่อของเขานั่งเคร่งเครียดอยู่บนโซฟา ข้าวของมีค่าถูกยึดไปจนเกือบหมด สภาพของหลินเฟิงอิดโรย และเต็มไปด้วยหนวดเครา
“ลูกเอ๋ย ไปกู้เงินนอกระบบมามากมายขนาดนั้นได้อย่างไร!” ย่าของซูเป่าร้องไห้ฟูมฟาย ตระกูลหลินล้มละลายในชั่วข้ามคืน ทรัพย์สินทั้งหมดกำลังถูกบังคับคดี
“ร้องไห้ไปก็ไร้ประโยชน์!” นายท่านตระกูลหลินตวาด “ถ้ารู้แบบนี้ ตอนนั้นทำไมไม่ดีกับซู่เป่าให้มากกว่านี้!”
“แล้วคุณล่ะ เคยดีกับหลานหรือไง!” สองสามีภรรยาเริ่มทะเลาะกันด้วยความเสียใจ หากย้อนเวลาไปได้ พวกเขาคงประคบประหงมหลานสาวคนนั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับตระกูลซูไว้
ย่าของซูเป่ากัดฟันกรอด “นังเด็กอกตัญญู! พอได้ดีเป็นหงส์ก็ไม่เห็นหัวปู่ย่า ความผิดแค่นี้ทำไมถึงให้อภัยไม่ได้ อีกอย่างเธอก็เป็นคนผลักมู่ชิ่นซินเองไม่ใช่หรือไง!”
ขณะนั้นเอง มู่ชิ่นซินเดินลงบันไดมาด้วยท่าทางอ่อนช้อยพลางเอ่ย “คุณพ่อคุณแม่ พี่เฟิง อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยค่ะ… ยังไงซู่เป่าก็ต้องกลับมาที่นี่แน่นอน”