ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 54 อาจารย์หยุนผู้จอมปลอม
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 54 อาจารย์หยุนผู้จอมปลอม
บทที่ 54 อาจารย์หยุนผู้จอมปลอม
ซู่เป่าลูบผมสองข้างบนศีรษะพลางเม้มปากด้วยความโกรธเล็กน้อย
นี่เป็นทรงผมที่คุณลุงตั้งใจมัดให้เธอสุดความสามารถเลยนะ
ซู่เป่าเชื่อมั่นในตัวคุณลุงใหญ่ ทรงผมนี้ไม่ได้น่าเกลียดสักหน่อย!
เสวี่ยเอ๋อร์บอกว่าผมของเธอน่าเกลียด ก็เท่ากับว่ากำลังตำหนิคุณลุงใหญ่ของเธอไม่ใช่หรือ?
“ผมของเธอต่างหากที่น่าเกลียด!” ซู่เป่าโต้กลับเสียงแข็ง
เมื่อเสวี่ยเอ๋อร์เห็นซู่เป่าเริ่มมีอาการร้อนรน เธอยิ่งลำพองใจอยู่ลึก ๆ โดยหารู้ไม่ว่าผมทรงรังนกนี้เป็นฝีมือของซูอีเฉินโดยตรง
ยุ่งเหยิงขนาดนี้ มีแต่เด็กอย่างซู่เป่าเท่านั้นแหละที่กล้าทำทรงแบบนี้ เป็นผู้ใหญ่จะมัดผมประหลาดแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน?
“พี่พูดความจริงนะจ๊ะ! ใครเป็นคนมัดให้กันเนี่ย ลงมาเร็วเข้า เดี๋ยวพี่สาวช่วยมัดให้ใหม่เอง” เสวี่ยเอ๋อร์ยังคงจิกกัดไม่เลิก
“ซู่เป่าจ๊ะ ผมของหนูดูรุงรังไปนิดนะลูก! ให้คุณป้ากับพี่เสวี่ยเอ๋อร์ช่วยจัดทรงสวย ๆ ให้ดีไหมจ๊ะ?” คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์พูดด้วยรอยยิ้มประจบ
ทางด้านคุณพ่อของเสวี่ยเอ๋อร์ก็มีสีหน้าร่าเริง ในสายตาเขา เรื่องเล็กน้อยของเด็ก ๆ แบบนี้ หากใช้เป็นข้ออ้างในการเอาใจตระกูลซูได้ เขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ
ทว่าในตอนนั้นเอง ซูอีเฉินกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ผมของซู่เป่า… ฉันเป็นคนมัดให้เอง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของตระกูลหลานแข็งค้างไปในทันที!
เป็นไปได้อย่างไร… คนระดับซูอีเฉินเนี่ยนะ จะยอมลดตัวลงมามัดผมให้เด็ก?
“อ๊ะ… คือ… ขอโทษด้วยนะคะ พวกเราไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยค่ะ พอดีเสวี่ยเอ๋อร์ชอบดูแลน้อง ๆ ก็เลยคิดว่า…” คุณนายหลานละล่ำละลักรีบแก้ตัว
ซูอีเฉินหาได้สนใจคำแก้ตัวเหล่านั้นไม่ เขาอุ้มซู่เป่าเดินตรงเข้าไปในงานทันที เมื่อพ้นสายตาคนกลุ่มนั้น เขาจึงเอ่ยถามผู้ติดตามเสียงเรียบ
“ใครเป็นคนเชิญตระกูลหลานมา?”
หากเขาจำไม่ผิด รายชื่อแขกผู้มีเกียรติไม่มีชื่อของตระกูลนี้อยู่เลยสักนิด!
“แขกในงานทุกคนต้องมีบัตรเชิญครับ ผมจะไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้…” พนักงานรีบก้มตัวรายงาน
“ไม่จำเป็น” ซูอีเฉินสั่งเสียงเย็น “ให้คนเชิญพวกเขาออกไปได้เลย”
“รับทราบครับ!” พนักงานรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ครอบครัวของเสวี่ยเอ๋อร์ที่เพิ่งจะเดินอวดดีเข้ามา จึงถูกพนักงานกั้นตัวไว้ทันควัน
“ขออภัยครับ ไม่ทราบว่าพวกคุณมีบัตรเชิญมั้ยครับ?”
“พอดีคุณชายซือติดธุระด่วนครับ คุณหญิงเฒ่าซือเลยให้พวกเรามาร่วมงานแทน” คุณพ่อของเสวี่ยเอ๋อร์รีบควักบัตรของตระกูลซือออกมาอ้าง
ทั้งที่เป็นบัตรเชิญที่แอบเก็บมาได้แท้ ๆ แต่เพราะรู้ว่าคุณหญิงเฒ่าซือถูกส่งกลับชนบทไปแล้ว พวกเขาจึงกล้าเอ่ยอ้างหน้าด้าน ๆ พนักงานชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อตรวจสอบดูแล้วเห็นว่าเป็นของจริงจึงเริ่มลังเล
ในจังหวะพนักงานกำลังสับสน ตระกูลหลานก็รีบอาศัยจังหวะนั้นมุดหนีเข้าไปข้างในงานทันที!
มาถึงที่นี่แล้ว จะยอมให้ไล่ออกไปง่าย ๆ ได้อย่างไร ต้องฉวยโอกาสนี้สร้างคอนเนกชันให้ได้!
*
บริเวณหลังเวที
พนักงานคนหนึ่งกำลังนำทางนักพรต และลูกศิษย์เข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม
“อาจารย์หยุน เชิญทางนี้ครับ! ขอบพระคุณมากที่ท่านเมตตามาช่วยงานเราในวันนี้!”
“ไม่เลวเลย การจัดสถานดูหรูหราอลังการ มีกระแสพลังบารมีหนุนเนื่องจากทิศตะวันออก ทำเลแห่งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก” อาจารย์หยุนพยักหน้าเบา ๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
“เป็นเพราะคำชี้แนะของท่านอาจารย์แท้ ๆ เลยครับ” พนักงานยิ้มกว้างด้วยความโล่งใจ
“อาจารย์ของผมตั้งใจเตรียมการสำหรับพิธีนี้มากทีเดียว” ฉางเฟิงรีบเสริมทัพ
อาจารย์หยุนมองไปยังเวทีตัดริบบิ้นก่อนสั่งการ “ไม่มีอะไรมาก แค่ลูกแก้วพิธีการตรงกลางเวทีต้องขยับไปทางทิศตะวันออกอีกหนึ่งคืบ เพื่อให้ตรงกับดวงดาวและฤกษ์ยามมงคลที่สุด ส่วนกรรไกร อาตมาได้นำกรรไกรอาคมชุดใหม่มาแล้ว จงไปจัดเตรียมด้ายแดง กระดาษเหลือง และธูปเทียนมาให้อาตมาเถอะ!”
พนักงานรีบกุลีกุจอไปจัดการตามคำสั่งทันที อาจารย์หยุนมองตามด้วยความพึงพอใจ
พิธีเปิดงานวันนี้ช่างง่ายดายนัก ขอเพียงเขายืนคุมอยู่ตรงนี้ ย่อมไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นแน่นอน
ขณะนั้นเอง ซู่เป่าถูกคุณลุงใหญ่อุ้มเข้ามาพอดี เด็กน้อยจึงเห็นเหตุการณ์ที่ลูกแก้วประดับเวทีถูกเคลื่อนย้ายจนเสียสมดุล จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “คุณลุงใหญ่คะ ทำไมคุณลุงพวกนั้นต้องขยับมันด้วยล่ะ? มันเบี้ยวไปด้านข้าง ดูแล้วไม่สบายตาเลยค่ะ”
ซูอีเฉินมองตาม และสังเกตเห็นว่าหลังจากเคลื่อนย้ายสิ่งนั้นไป จุดกึ่งกลางของโพเดียมก็ดูโย้เย้ไม่สมมาตรจริงดั่งหลานสาวว่า เขาจึงสั่งผู้ช่วยข้างกายทันที
“ไปบอกให้พวกเขาจัดลูกแก้วพิธีการให้ตรงที่เดิม”
จี้ฉางลอยละล่องอยู่ข้าง ๆ ถึงกับลูบคางด้วยความประหลาดใจ
เด็กคนนี้เหลือเชื่อจริง ๆ ทั้งที่ไม่เข้าใจศาสตร์ฮวงจุ้ย แต่กลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของพลังงานจนรู้สึกไม่สบายตาเชียวหรือ?
“นี่ไง บทเรียนสด ๆ ร้อน ๆ มานี่เลยเด็กน้อย อาจารย์จะสอนวิชาให้เธอเอง…” เขาชี้ไปยังลูกแก้วบนเวทีนั้น จี้ฉางร่ายยาวถึงหลักการพลังงานมากมาย ทว่าซู่เป่ากลับเอาแต่กะพริบตามองเค้กจิ๋วซึ่งวางอยู่ไม่ไกล
ไม่รู้ว่าบทเรียนที่อาจารย์สอนไปเข้าหัวบ้างหรือไม่
“อยากทานอะไรล่ะ?” ซูอีเฉินถามเสียงนุ่ม
งานในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นการรวมตัวของเหล่าคนดังจากทุกวงการ พื้นที่โดยรอบจัดวางชา และขนมเลิศรสไว้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ
ในขณะที่ซู่เป่ากำลังเลือกขนม สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้าของหล่อนขาวซีดราวกับหิมะ ดวงตาไร้แววจ้องเขม็งลอยนิ่งอยู่ตรงมุมห้องไกล ๆ
“อาจารย์คะ ตรงนั้นคืออะไรเหรอ?” ซู่เป่าจ้องไปยังหลังเวทีพลางกระซิบถาม
“วิญญาณร้าย?” จี้ฉางหรี่ตาลง น้ำเสียงเคร่งเครียดขึ้นทันที
วิญญาณเด็กขี้แยที่บุกห้องหานหานคราวก่อนยังตามหาตัวไม่เจอ
ไม่คิดเลยว่า…ยังไม่ทันได้เบาะแสของตนเดิม ก็มีตัวใหม่ปรากฏกายออกมาให้เห็นเสียแล้ว!
“ไปกันเถอะเจ้าตัวเล็ก…เราขึ้นไปดูให้เห็นกับตาหน่อยสิ!” จี้ฉางเอ่ยสั่งพร้อมแววตาเต็มไปด้วยการเฝ้าระวัง
บริเวณหลังเวที
“อาจารย์ครับ เชิญนั่งพักก่อน!” ฉางเฟิงรีบลากเก้าอี้เข้ามาวางพลางเอ่ยอย่างเอาอกเอาใจ
เขากวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยความขุ่นเคือง เมื่อเห็นว่าบรรยากาศรอบข้างช่างวุ่นวาย และมีพนักงานเพียงไม่กี่คนคอยต้อนรับพวกเขา
“คนพวกนี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ แม้แต่ห้องรับรองระดับวีไอพีก็ไม่ได้เตรียมไว้ให้อาจารย์! ช่างเสียมารยาท และไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย” ฉางเฟิงบ่นอุบ
อาจารย์หยุนค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่ง วางท่าทางลุ่มลึกสงบนิ่งประหนึ่งผู้ตัดขาดจากทางโลก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน “ไม่เป็นไรหรอก… การที่อาตมามาปรากฏกายที่นี่ถือเป็นวาสนาต่อกันเท่านั้น พวกเรามุ่งบำเพ็ญเพียร มิได้ไขว่คว้าในทรัพย์สินเงินทอง หรือชื่อเสียงจอมปลอม แม้อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ใจย่อมต้องรักษาความสงบเรียบง่ายไว้ให้ได้”
“อาจารย์สั่งสอนได้ถูกต้องแล้วครับ!” ฉางเฟิงรีบก้มหน้าลงพลางเอ่ยอย่างละอายใจ
ทว่าคำพูดสวยหรูเหล่านั้นกลับช่างย้อนแย้งยิ่งนัก เพราะเมื่อวานนี้ ทั้งคู่เพิ่งนอบน้อมรับบัตรใบหนึ่งมาจากมือของคุณหญิงเฒ่าซือ…
ไม่ไกลจากจุดนั้น ชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานแอบมองมาทางพวกเขาด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ขอประทานโทษครับ ไม่ทราบว่าท่านคือ… ท่านอาจารย์หยุนใช่หรือไม่ครับ?” เขารวบรวมความกล้าเดินเข้ามาถาม
อาจารย์หยุนเพียงพยักหน้าตอบรับเบาๆ อย่างไว้ตัว
“ท่านมีธุระอันใดกับอาจารย์ของข้า?” ฉางเฟิงจึงเป็นฝ่ายเอ่ยซัก
“เป็นท่านอาจารย์หยุนจริง ๆ ด้วย! สวัสดีครับอาจารย์ ผมชื่อหวังเต๋อฟาครับ! ได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าทางถังหมิงเซิ่งซื่อเชิญท่านอาจารย์มาช่วยจัดฮวงจุ้ยในพิธีเปิด ไม่นึกเลยว่าจะได้พบตัวจริงที่นี่! วันนี้ผมช่างโชคดีเหลือเกิน!” ชายคนนั้นมีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ทางด้านครอบครัวของเสวี่ยเอ๋อร์ หลังจากใช้อุบายมุดรอดเข้ามาในงานได้ พวกเขาก็รีบเดินสายไปทั่วงาน เพื่อพยายามแลกนามบัตร กับบรรดาเศรษฐีและคนชั้นสูง
ทว่ากลับแทบไม่มีใครยอมปรายตามอง หรือสนใจไยดีพวกเขาสักนิด…
ในขณะที่กำลังยืนเก้อเขินทำตัวไม่ถูกอยู่นั้น สายตาของพ่อเสวี่ยเอ๋อร์ก็เหลือบไปเห็นหวังเต๋อฟากำลังสนทนากับนักพรตท่านหนึ่งด้วยท่าทีตื่นเต้นเกินพิกัด พร้อมกับได้ยินชื่อ ‘อาจารย์หยุน’ แว่วเข้าหู
“ไปทางนั้นเร็ว! นั่นไง อาจารย์หยุน!” เขาดีใจจนเนื้อเต้น รีบคว้าต้นแขนภรรยาพลางกระซิบเร่ง
“อาจารย์หยุนงั้นเหรอ?! คนเดียวกับที่คุณหญิงเฒ่าซือบอกว่าช่วยดึงชีวิตคุณชายน้อยกลับมาจากประตูนรกน่ะเหรอคะ?!” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
ชื่อเสียงของอาจารย์หยุนผู้นี้โด่งดังไปทั่ว มีข่าวลือหนาหูว่าเคยช่วยซีอีโอที่กำลังจะล้มละลายให้รอดพ้นวิกฤตจนบริษัทกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดด
บ้างก็ว่ามีหญิงชราหัวใจวายเฉียบพลันจนลมหายใจขาดช่วงไปแล้ว แต่อาจารย์หยุนกลับสามารถยื้อดวงจิตกลับมาจากเงื้อมมือมัจจุราชได้ราวกับปาฏิหาริย์
ว่ากันว่าไม่ว่าใครจะขอสิ่งใดจากท่านอาจารย์ย่อมสัมฤทธิ์ผลทุกประการ เพียงแต่คนธรรมดาทั่วไปมักไม่มีวาสนาได้พบเจอตัวจริง…
พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์เองก็เคยควักเงินจ้างคนให้สืบหาตัวอาจารย์ท่านนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
แต่กลับไม่เคยได้เฉียดใกล้เลยสักครั้ง
ทั้งคู่ต่างกลั้นความตื่นเต้นลนลานไว้ในอก ก่อนรีบพุ่งตัวเข้าไปหาอาจารย์หยุนทันที
โอกาสทองในการพลิกฟื้นตระกูลหลานมาถึงอีกครั้งแล้ว