ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 7 หวนคืนตระกูลหลิน
บทที่ 7 หวนคืนตระกูลหลิน
มู่ชิ่นซินยืนพินิจตุ๊กตากระต่ายเก่าคร่ำคร่าในมือด้วยแววตาหยามเหยียด รู้ดีว่าคนอื่นอาจมองเห็นเพียงเศษผ้าไร้ค่า แต่เธอรู้ว่า สำหรับซู่เป่า… นี่คือโลกทั้งใบ
“คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ตราบใดที่กระต่ายตัวนี้ยังอยู่ที่นี่ เธอไม่มีวันตัดขาดจากเราได้แน่นอน”
มู่ซิ่นชินจำได้แม่นยำ ยามที่เธอลงมือทุบตีเด็กน้อยอย่างทารุณ ซู่เป่ามักขดตัวกลมและกอดตุ๊กตาตัวนี้ไว้แนบอก ครั้งหนึ่งมู่ชิ่นซินนึกสนุกคว้าตุ๊กตามาตัดหูขาดวิ่น เด็กคนนั้นที่เคยอดทนต่อทุกสิ่งกลับร้องไห้โฮราวกับหัวใจจะสลาย…
นั่นคือจุดอ่อน ทำให้เธอถือไพ่เหนือกว่าเสมอมา
“คุณแน่ใจนะว่าเด็กนั่นจะยอมกลับมาเพียงเพราะไอ้เศษผ้านี่ ?” หลินเฟิงขมวดคิ้วมองซากตุ๊กตาเน่าตัวนั้น
“พี่เฟิงคะ คุณไม่ค่อยมีเวลาให้แกเลยไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นรักมันขนาดไหน นี่เป็นของชิ้นเดียวที่แม่แกทิ้งไว้ให้ ยังไงแกก็ต้องมาค่ะ” มู่ชิ่นซินแย้มยิ้มอ่อนหวานทว่าดวงตากลับเย็นเยียบ
คุณนายหลินนิ่งคิดตามอยู่ชั่วครู่ ก่อนพยักหน้าเห็นพ้องว่านั่นคือเรื่องจริง
“ตลอดปีที่ผ่านมา นังเด็กคนนั้นไม่เคยยอมปล่อยมือจากมันเลย แม้แต่ตอนเข้าห้องน้ำยังต้องหิ้วกระต่ายเน่าตัวนั้นไปด้วยตลอด”
หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีพลางคาดหวัง “ดีจริง ๆ หวังว่าแกจะกลับมาเพราะเรื่องนี้!” สำหรับเธอแล้ว การหลอกล่อเด็กเพียงคนเดียวให้กลับมาเชื่องเหมือนเดิมคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
มู่ชิ่นซินก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนประกายตาบางอย่างที่วาบขึ้นมาเพียงครู่เดียว เธอมั่นใจว่าซู่เป่าจะต้องย้อนกลับมาที่นี่แน่ เพราะนอกจากตุ๊กตากระต่ายตัวนี้แล้ว
เด็กนั่นยังมี เพื่อนตัวน้อยอีกตัว…
ในป่าหลังคฤหาสน์มีนกแก้วหลงทางตัวหนึ่ง มันหยิ่งยโสไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ยกเว้นซู่เป่าเพียงคนเดียว มั่นใจว่าหากซู่เป่ามาถึง จะต้องแอบไปหามันแน่นอน
หากเป็นกระต่ายผ้าก็คงพอจะฝากคนมารับไปได้ ทว่านกแก้วตัวนั้นกลับมีเพียงซู่เป่าเท่านั้นที่สามารถพามันไปได้
มู่ชิ่นซินเอ่ยพรรณนาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ฉันเพิ่งจะเย็บซ่อมและทำความสะอาดเจ้ากระต่ายนี่เสร็จค่ะ เชื่อว่าถ้าแกเห็นเข้า แกจะต้องดีใจมากแน่นอน”
หลินเฟิงดึงมู่ชิ่นซินเข้ามากอดด้วยความซาบซึ้งใจพลางทอดถอนใจ “ขอบคุณมากนะที่ลำบากเพื่อพี่! เฮ้อ เธอนี่ใจดีจริง ๆ ขนาดซู่เป่าทำร้ายขนาดนั้น ยังไม่ถือสาอีก แถมยังช่วยซ่อมตุ๊กตาให้… รอให้พวกเราตั้งตัวได้เมื่อไหร่ พี่เฟิงคนนี้สัญญาว่าจะตอบแทนเธออย่างงามแน่นอน”
มู่ชิ่นซินซบลงบนอกของหลินเฟิงพลางจีบปากจีบคอเอ่ย “แค่ได้ช่วยแบ่งเบาความกังวลให้พี่เฟิง ฉันก็พอใจแล้วค่ะ”
“เร็วเข้า! รีบจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทางหน่อย!” คุณนายหลินเร่งรัดขึ้นมาทันควัน
ยามนี้หลังจากตระกูลหลินล้มละลาย เหล่าคนรับใช้ต่างพากันหนีหายไปจนสิ้น ภายในบ้านจึงไร้คนคอยหยิบจับงานใด ๆ ดังนั้นหลินเฟิงที่เพิ่งปากหวานบอกว่าจะตอบแทนมู่ชิ่นซิน กลับเปลี่ยนท่าทีสั่งให้ไปลงมือปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดบ้านทันที
มู่ชิ่นซินรับคำว่าง่าย แต่ในเสี้ยววินาทีซึ่งคนลับสายตาไป แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม
…
เสียงเครื่องยนต์เมย์บัคหลายคันดังอยู่หน้าประตูตระกูลหลิน ก่อนที่ชายหนุ่มรูปงามโดดเด่นจากทั้งตระกูลซูจะก้าวลงจากรถ ตามด้วยคุณชายเฒ่าซูผู้ทรงอิทธิพล
ขบวนรถที่หรูหราจนน่าขนลุกนี้มาเยือนเพียงเพื่อ… ทวงตุ๊กตากระต่ายตัวเดียว
มู่ชิ่นซินแอบมองจากระเบียงชั้นสามด้วยความริษยาจนตาร้อนผ่าว โดยเฉพาะเมื่อสายตาปะทะเข้ากับชายคนหนึ่งในชุดเชิ้ตสีดำ ท่าทางสุภาพสง่างาม แกมท่าทีเสเพลเล็กน้อย มู่ชิ่นซินพลันตื่นเต้นจนตัวสั่น
ซูโล่ว!
เขาคือราชาภาพยนตร์ระดับแถวหน้าที่ยืนหยัดมั่นคงในวงการบันเทิง
เทพบุตรในฝัน!
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยลโฉมหนุ่มหล่อในดวงใจใกล้ชิดถึงเพียงนี้ มู่ชิ่นซินยกมือกุมอกพลางรู้สึกถึงจังหวะหัวใจกำลังเต้นระรัว ความตื่นเต้นท่วมท้นจนใบหน้าขาวนวลแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
…
ประตูบ้านตระกูลหลิน
หลินเฟิงรีบเข้าไปประจบประแจงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“โอ้ ท่านประธานซู! ยินดีที่มาเยือนครับ อากาศที่หนานเฉิงช่วงนี้ช่างดีจริง ราวกับรู้ว่าแขกผู้มีเกียรติจะมา…”
หลินเฟิงละล่ำละลัก ยื่นมือออกไปหมายทำความสนิทสนมด้วยการจับมือกับซูอีเฉิน ทว่าซูอีเฉิน กลับเพียงปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบ มือข้างหนึ่งยังคงล้วงกระเป๋ากางเกงไว้ด้วยความไม่ใส่ใจ ไร้ซึ่งวี่แววว่าจะตอบรับไมตรีจอมปลอมนั้นแต่อย่างใด
“อากาศดีงั้นรึ?” ประมุขซูแค่นหัวเราะเยือกเย็น “ดีจนหลานสาวฉันปอดบวม กระดูกหัก คุกเข่ากลางหิมะในชุดนอนบาง ๆ …ครอบครัวหลินของคุณนี่ ‘ต้อนรับ’ ได้ดีเยี่ยมจริง ๆ”
คำประชดประชันทำเอาตระกูลหลินหน้าเสีย นายหญิงเฒ่ารีบปั้นยิ้มจอมปลอม
“โถ่ ท่านประธานซูคะ พวกเราดีกับเธอเสมอมานะคะ วันนั้นเธอทะเลาะกับป้าของเธอ พ่อของเธอก็แค่โกรธที่เธอไม่รู้จักอดทนเลยสั่งสอนเธอเล็กน้อยเท่านั้น…”
ผู้เป็นย่าขยับกายเข้าไปหาเด็กน้อยพลางกางแขนออกกว้าง หวังแสดงความรักใคร่ต่อหน้าแขกผู้ใหญ่
“ซู่เป่าน้อย มาให้ย่าอุ้มหน่อยสิลูก ย่าคิดถึงจะขาดใจอยู่แล้ว!”
คุณตาซูแค่นหัวเราะเยาะด้วยความสมเพช
“ทั้งที่พวกแกทำให้หลานสาวตระกูลซูต้องกระดูกหัก นี่น่ะหรอที่เรียกว่าการสั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ ?”
คำตอบนั้นทำเอาคนตระกูลหลินพากันหน้าเจื่อน ไร้คำพูดโต้แย้ง
ทว่าในใจพวกเขากลับแอบคิดเห็นแก่ตัวว่า ตระกูลหลินก็ล้มละลายไปแล้ว หลินเฟิงเองก็ถูกรุมตีไปรอบหนึ่ง เรื่องเหล่านี้น่าจะถือว่าเจ๊ากันได้แล้วแท้ ๆ…
“ไม่ว่าจะพูดยังไง พวกเราก็ยังถือว่าเป็นญาติกันนะคะ!”
คุณปู่หลินรีบก้าวเท้าไปข้างหน้า พยายามจะดึงรั้งแขนของผู้เฒ่าซูให้เข้าบ้าน “โอ้ เข้ามาคุยกันข้างในก่อนเถอะครับ ไม่ว่าอย่างไรหลินเฟิงก็เป็นพ่อแท้ ๆ ของซู่เป่า… เด็กตัวแค่นี้ไม่ควรเติบโตมาโดยขาดพ่อนะครับ”
ขณะพูด เขาก็รีบส่งสัญญาณทางสายตาให้หลินเฟิงรีบทำอะไรสักอย่าง
หลินเฟิงรีบปั้นยิ้มประจบประแจงพลางเอ่ย “ใช่ ๆ ซู่เป่า เมื่อก่อนพ่อเป็นฝ่ายผิดเอง ลูกให้อภัยพ่อได้ไหม? ถึงลูกจะทำความผิดมา แต่พ่อก็ไม่ควรพลั้งมือตีลูกแรงขนาดนั้น”
เขาแสร้งทำสีหน้าโศกเศร้า แสดงอาการเป็นห่วงเป็นใย พลางพยายามขยับเข้าไปใกล้ลูกสาว แต่กลับถูกเหล่าบอดี้การ์ดร่างกำยำขวางทางไว้ทันที
ทางด้านเด็กน้อย เพียงได้ยินเสียงที่เคยตวาดด่า ร่างเล็กของซู่เป่าก็สั่นกลัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ พี่น้องตระกูลซูที่ยืนอยู่รอบกายต่างแผ่รังสีอำมหิตออกมาทันที พวกเขาเริ่มเสียดายที่วันนั้นไม่ได้หักขาหลินเฟิงให้พิการไปเสีย!
ซู่เป่าซบหน้าผากแนบไปกับข้างแก้มของซูอี้เชินราวกับต้องการหาที่พึ่ง ไม่แม้แต่จะเหลือบสายตามองหลินเฟิงเลยสักนิด
หลินเฟิงเริ่มรู้สึกร้อนรนพลางพ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิดอยู่ในใจ…
เด็กบ้าคนนี้ ไม่รู้หรือไงว่าการพบกันครั้งนี้สำคัญกับอนาคตตระกูลหลินแค่ไหน ยังจะมาทำตัวงอนไร้สาระอยู่อีก!
หลินเฟิงเห็นท่าทีเมินเฉยของลูกสาวก็เริ่มหมดความอดทน เขาแสร้งทำเป็นสำนึกผิดแต่แฝงน้ำเสียงข่มขู่ที่ซูเป่าหวาดกลัว “ซู่เป่า อย่าทำตัวงอนแบบนี้เลย”
“ไม่ต้องพล่ามให้เสียเวลา” ซูอี้เชินตัดบทเสียงเย็น “กระต่ายของซู่เป่าอยู่ที่ไหน?”
บอดี้การ์ดชุดดำพุ่งเข้าไปในบ้านทันทีจนหลินเฟิงสะดุ้งกอดหัวตัวเองด้วยความขวัญเสีย ซูอีเฉินยกยิ้มสมเพช “แค่นี้ก็กลัวจนตัวสั่น แล้วตอนทำร้ายเด็กไม่มีปากมีเสียง ทำไมไม่รู้จักกลัวบ้าง!”
หลินเฟิงรู้สึกอับอายขายหน้าจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่หันไปทอดสายตามองซู่เป่า
“มันเป็นความผิดของพ่อเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของพ่อคนเดียวเลย เราเข้าไปคุยกันข้างในก่อนดีไหมลูก?”
ซูอี้เชินตั้งท่าเอ่ยปากปฏิเสธในทันที ทว่าจังหวะนั้นซู่เป่ากลับเอื้อมมือน้อย ๆ กระตุกชายเสื้อเชิ้ตของเขาไว้พลางเรียกเบา ๆ “ลุงเล็กคะ…”
เด็กน้อยทอดสายตามองเข้าไปในตัวบ้านตระกูลหลินด้วยความลังเลลุ่มลึก เพราะเพื่อนตัวน้อยยังคงติดอยู่ข้างในนั้น และมีเพียงเธอเท่านั้น ที่สามารถมันออกมาได้
ฝ่ายคนตระกูลหลินเมื่อเห็นดังนั้นต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดไปเองว่าหลานสาวเพียงคนเดียวเริ่มใจอ่อนเข้าให้แล้ว จึงรู้สึกพึงพอใจอยู่ลึก ๆ
เด็กก็เป็นแบบนี้แหละ อย่างไรเสียที่นี่ก็คือบ้าน จะเป็นไปได้อย่างไรซึ่งเด็กคนหนึ่งจะไม่โหยหาบ้าน ไม่ต้องการพ่อของตัวเอง?
“เข้ามาเถอะค่ะ เข้ามานั่งพักผ่อนข้างในก่อนทุกท่าน!” คุณปู่หลินและคุณย่าหลินรีบเอ่ยเชิญชวนแบบกระตือรือร้น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ
ซูอีเฉินปรายตามองเด็กน้อย แม้เขาไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของหลานสาว แต่ไม่ว่าอีกคนปรารถนาไปที่แห่งใด เขาก็พร้อมจะตามไปปกป้องเธอทุกย่างก้าว
เหล่าพี่น้องตระกูลซูต่างพากันก้าวเท้าเข้าไปในบ้านตระกูลหลินด้วยอารมณ์เย็นชาดุจน้ำแข็ง
ยามกวาดสายตามองสำรวจบ้านซึ่งตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมเละเทะ ต่างก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ สำหรับคนตระกูลซูแล้ว คฤหาสน์ของตระกูลหลินแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับรังหนูเก่า ๆ ที่พังแหล่มิพังแหล่
คฤหาสน์ที่แสนทรุดโทรมและอับทึบถึงเพียงนี้ หลานตัวน้อยของพวกเขาฝืนทนอาศัยอยู่มาได้อย่างไรกัน?
บอดี้การ์ดตระกูลซูรีบเร่งลงมาจากชั้นบน พร้อมกับลำเลียงตุ๊กตาและข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับเด็กน้อยออกมาจากคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว
ซู่เป่าขยับตัวดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของซูอี้เชิน แล้วรีบรับตุ๊กตากระต่ายผ้าตัวเก่าคร่ำคร่ามากอดแนบไว้กับอก ของตน น้ำตาแห่งความดีใจเอ่อล้น
“กระต่ายน้อย… ซู่เป่ามารับแล้วนะ” ใบหน้ากลมมนของเด็กน้อยพลันฉายแววความยินดีและโล่งอกออกมา
ในใจของเด็กน้อยกลับยังกังวลถึง เพื่อนสำคัญอีกคน เธอดึงมือคุณลุงพลางมองไปทางหลังบ้านด้วยสายตาลังเล
ณ สวนหลังบ้าน
ท่ามกลางความเงียบสงบในแนวป่าเล็ก ๆ หลังคฤหาสน์ มู่ชิ่นซินแอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ ลอบมองออกมาพลางยิ้มกริ่มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ภายในใจเต็มไปด้วยความย่ามใจราวกับได้รับชัยชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง
หญิงสาวปักหลักเฝ้ารอด้วยความใจเย็น มั่นใจเหลือเกินว่าซู่เป่าจะต้องเดินเข้าหาที่ซ่อนของเธอเพื่อมาตามหานกแก้วตัวนั้นด้วยตัวเอง… ในสถานที่อันอับสายตาและไร้ซึ่งผู้คนคอยปกป้องเช่นนี้ ทุกอย่างย่อมตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเธอแน่!