ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 8 แม่ของซู่เป่า? แกมีคุณสมบัติพอรึเปล่า!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 8 แม่ของซู่เป่า? แกมีคุณสมบัติพอรึเปล่า!
บทที่ 8 แม่ของซู่เป่า? แกมีคุณสมบัติพอรึเปล่า!
“เสี่ยวอู่!” ซู่เป่าทอดสายตามองไปยังแนวป่าเล็ก ๆ พลางตะโกนเรียกเสียงใส
สิ้นเสียงเรียก นกก็ร้อง ขานรับจากพงไม้ นกแก้วขนสีสันจัดจ้านตัวหนึ่งกระพือปีกวนเวียนอยู่กลางอากาศ ทว่ามันกลับไม่ยอมบินลงมาหาเด็กน้อย แต่เลือกที่จะบินโฉบเข้าไปลึกกว่าเดิมราวกับกำลังเล่นตัว
ซู่เป่าทำเสียง ‘ชู่ว์’ เบา ๆ ก่อนเขย่งเท้ากระซิบข้างหูซูอี้เชิน
“คุณลุงคะ เสี่ยวอู่เขากลัวคุณลุงค่ะ”
มือน้อย ๆ ของเจ้าตัวอวบม้วนเข้าหากันเป็นรูปกรวยเล็ก ๆ คล้ายโทรโข่งพลางกะพริบตาปริบ ๆ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนซูอี้เชินต้องเผลอลดเสียงลงตาม
“ซู่เป่า ให้ลุงเรียกคนมาช่วยจับดีไหม? เราจะได้พาเสี่ยวอู่กลับบ้านไปด้วยกัน”
“ไม่เอาค่ะ” ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลางส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
เธอรีบมองซ้ายมองขวาด้วยความกังวล กลัวว่านกแก้วได้ยินสิ่งที่ลุงพูด
“ไม่ต้องจับหรอกค่ะ เสี่ยวอู่ไม่ใช่เด็กดื้อ ถ้าไปจับแก แกจะกลัวเอานะคะ”
ซูอี้เชินหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยนี่ช่างไร้เดียงสาเสียจริง!
“ก็ได้ครับ” เขาจึงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ซู่เป่าเอามือกดไหล่ซูอี้เชินไว้คล้ายสั่งการ “คุณลุงห้ามขยับนะคะ” จากนั้นเธอก็เดินลึกเข้าไปในสวนอีกนิดแล้วเรียกชื่อเสี่ยวอู่อีกครั้ง
นกแก้วตัวนั้นที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ส่งเสียงเจื้อยแจ้ววุ่นวาย “มีไอ้โง่มา! มีไอ้โง่มา!”
ซู่เป่ารีบปรามอย่างจริงจัง “เสี่ยวอู่ คุณลุงไม่ใช่ไอ้โง่นะ”
นกแก้วยังไม่หยุด มันแผดเสียงต่อ “มีหมาดุ! มีหมาดุ!”
“คุณลุงก็ไม่ใช่หมาดุเหมือนกัน” เด็กน้อยพยายามอธิบายอย่างตั้งใจ
ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับนิ่งอึ้ง
นี่เขาโดนนกแก้วด่าว่าเป็นทั้งไอ้โง่และหมาดุเลยรึนี่?
ขณะที่เสี่ยวอู่ยังคงดื้อดึงไม่ยอมลงมา ซู่เป่าก็เผลอเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงขยับเขยื้อนแผ่วเบาจากเบื้องหน้า เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณ และต้องปะทะเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งซึ่งกำลังจ้องเขม็งมาทางเธอ
ซู่เป่าสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจและเตรียมวิ่งหนี ทว่ามู่ชิ่นซินกลับโผล่พรวดออกมาคว้าแขนไว้ได้ทัน
“ไง… ซู่เป่า ในที่สุดแกก็กลับมาจนได้นะ”
ซู่เป่าอ้าปากหมายร้องเรียกให้คนช่วย แต่กลับถูกฝ่ามือของมู่ชิ่นซินตะปบปิดปากไว้แน่น!
หญิงสาวแสยะยิ้ม กลับพยายามให้ดูอ่อนโยนพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “เป็นอะไรไปจ๊ะซู่เป่าน้อย? ทำไมเห็นป้าแล้วไม่ดีใจเลยล่ะ?”
มู่ชิ่นซินไม่รู้เลยว่าซูอี้เชินยืนอยู่ไม่ไกลจากชายป่า เธอใช้นิ้วบีบใบหน้าของซู่เป่าให้หันมาสบตาพลางปั้นยิ้มฝืด ๆ “ป้าไม่ชอบเลยที่หนูทำตัวเหินห่างแบบนี้ ยังไงป้าก็ถือว่าเป็นแม่ของเธอนะ!”
ซู่เป่าพยายามดึงมือของมู่ชิ่นซินออกและดิ้นรนวิ่งหนี จนมู่ชิ่นซินรู้สึกประหลาดใจที่เด็กหญิงตัวแค่นี้กลับมีแรงมากมายอย่างคาดไม่ถึง จึงรีบตะครุบตัวไว้แล้วปิดปากซ้ำอีกครั้ง
“ลูกน้อยในท้องของฉันต้องตายก็เพราะแกแท้ ๆ แต่ฉันก็ยังอุตส่าห์ใจดีมาเยี่ยมแกนะ แล้วดูแกทำกับฉันสิ” มู่ชิ่นซินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
ซู่เป่าส่ายหน้าพัลวันพลางส่งเสียงอู้อี้ประท้วงในลำคอ
มู่ชิ่นซินยิ้มหยี ท่าทางชั่วร้ายนั้นแตกต่างจากตอนแสร้งทำเป็นคนดีอย่างสิ้นเชิง “จะบอกว่าไม่ได้ผลักฉันงั้นเหรอ? แต่วันนั้นถ้าแกไม่โผล่มากะทันหันจนฉันตกใจ ฉันจะตกลงไปได้ยังไง? เพราะฉะนั้นแกต้องรับผิดชอบนะ ตอนนี้ฉันไม่มีลูกแล้ว น่าสงสารจะตาย… ถ้าพวกลุงของแกถาม แกต้องบอกว่าแกเป็นคนผลัก เข้าใจไหม?”
เธอพยายามใช้คำพูดหลอกล่อด้วยคิดว่าเด็กสามขวบครึ่งย่อมจูงจมูกได้ง่าย ทว่าซู่เป่ากลับเม้มริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความต่อต้าน ว่าไม่ได้ผลักใคร และไม่มีวันยอมรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าคำหวานไม่ได้ผล มู่ชิ่นซินก็เริ่มหมดความอดทน! ตบหน้าไปหลายทีก็ไม่ยอมร้องออกมา เธอเกลียดเด็กที่ไม่มีพ่อคนนี้เหลือเกิน ทั้งเงียบขรึมและรั้นจนน่ารำคาญ
ใบหน้าของมู่ชิ่นซินบิดเบี้ยวด้วยโทสะ หัวเราะเสียงต่ำ “ซู่เป่า แกนี่มันไม่รักดีจริงๆ ถ้ายังดื้ออยู่แบบนี้ เชื่อไหมว่าฉันจะตบแกให้เข็ด!”
หญิงสาวมั่นใจว่าเหตุการณ์วันนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด และไม่มีใครเห็นความจริง หากขู่ให้ลูกเลี้ยงยอมรับผิดได้ ภาพลักษณ์นางเอกผู้น่าสงสารก็ยังคงสมบูรณ์แบบเพื่อดึงดูดใจเทพบุตรในฝันต่อไป
มู่ชิ่นซินนึกถึงข่าวครูอนุบาลที่ใช้เรื่อง กล้องส่องทางไกล มาขู่เด็กจนไม่กล้าบอกความจริงกับพ่อแม่ จึงถลึงตาใส่ซู่เป่าพลางขู่สุดเสียง “อย่าคิดว่าพวกลุงจะปกป้องแกได้ตลอดไปนะ! ฉันมีเวทมนตร์ ฉันสามารถตามหาแกจนเจอได้ทุกเวลา!”
สิ่งที่มู่ชิ่นซินคาดไม่ถึงคือ ซู่เป่ากลับอ้าปากงับลงบนฝ่ามือขอเธออย่างแรง!
“โอ๊ย!” มู่ชิ่นซินร้องออกมาด้วยความตกใจและเจ็บปวด สัญชาตญาณดิบทำให้เงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบลงบนหน้าของซู่เป่าให้เต็มแรง!
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือกำลังจะปะทะผิวเนียน เชือกสีแดงบนข้อมือของซู่เป่าก็พลันเปล่งแสงวาบออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ แรงนั้นกระชากให้มือของซู่เป่าสะบัดกลับไปทางมู่ชิ่นซินเอง
มู่ชิ่นซินแค่นยิ้มเยาะ… แขนขาเล็ก ๆ แค่นี้ทำอะไรได้?
ตุบ!
เวลาต่อมา ร่างของมู่ชิ่นซินกลับถูกแรงมหาศาลซัดจนกระเด็นลอยละลิ่วไปตกลงกลางพุ่มไม้หนามอย่างน่าอนาถ!
ในขณะเดียวกัน ซู่เป่าก็ถูกอ้อมแขนที่คุ้นเคยของซูอี้เชินอุ้มขึ้นมาปกป้องไว้ เด็กน้อยมองมือตัวเองสลับกับมองซูอี้เชินด้วยความงงงวย ในใจดวงน้อยเกิดความสงสัยว่าเมื่อครู่นี้เธอเป็นคนตบป้าจนกระเด็น หรือลุงเล็กเป็นคนเตะเธอลอยไปกันแน่?
แม้แต่ซูอี้เชินเองก็ยังแปลกใจ เขาจำได้ว่าตนเองยังไม่ได้ออกแรงอะไรมากมายขนาดนั้น แต่เหตุใดมู่ชิ่นซินถึงกระเด็นไปไกลได้เพียงนั้น…
หรือจะเป็นเพราะโทสะที่พลุ่งพล่านของเขาเอง?
ซูอี้เชินจ้องมองมู่ชิ่นซินด้วยสายตาที่เยือกเย็นปานฆ่าคนได้ “เธอกล้าตีซู่เป่างั้นเหรอ?!”
รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาขณะที่อุ้มซู่เป่าเดินเข้าไปหาหญิงสาวทีละก้าว มู่ชิ่นซินใจหายวาบ
“ไม่ใช่นะคะ! คุณซูเข้าใจผิดแล้ว ฉันจะกล้าตีซู่เป่าได้ยังไง? ฉัน… ฉันเองก็เปรียบเหมือนแม่ของซู่เป่านะคะ…”
ซูอี้เชินไม่ฟังคำพล่าม เขาปรายตามองด้วยสายตาชิงชังก่อนยกเท้าขึ้นเหยียบลงบนใบหน้าของมู่ชิ่นซินอย่างไม่ปรานี!
“แม่ของซู่เป่าเหรอ? แกมันไม่มีค่าพอด้วยซ้ำ!”
ซูอี้เชินใช้มืออีกข้างปิดหูหลานรักไว้แน่นพลางกดศีรษะเล็ก ๆ ให้แนบกับอกของเขา เพื่อไม่ให้หลานสาวต้องเห็นภาพความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้น
“คุณซู…” มู่ชิ่นซินครางเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัวต่อแววตาโหดเหี้ยมนั้น แต่ยังไม่ทันได้อ้อนวอน ซูอี้เชินก็บดขยี้ฝ่าเท้าลงบนหน้าเธอกับพื้นดินอย่างแรง!
“อ๊ากกกกก!” มู่ชิ่นซินกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดขีด ใบหน้าสวยของหญิงสาวถูกก้อนหินแหลมคมบาดจนเป็นแผลลึก แถมเศษหินเล็ก ๆ ยังฝังเข้าไปในเนื้อ จนรู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูก
เจ้าเสี่ยวอู่บนต้นไม้บินโฉบมาใกล้พลางส่ายหัวส่ายหางร้องลั่น “ตีหมา! ตีหมา! ไอ้โง่! ไอ้โง่!”
มู่ชิ่นซินร้องไห้ฟูมฟายด้วยความทรมาน กลัวจนตัวสั่นว่ากะโหลกจะถูกเหยียบจนแตก “คุณซู… ปล่อยฉันไปเถอะ! ฉันผิดไปแล้ว ฉันยอมแล้ว!”
ซูอี้เชินแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา เขายอมถอนเท้าออกมาเพราะไม่อยากแสดงความรุนแรงไปมากกว่านี้ แต่ก่อนจากไป เขากลับซัดเตะเข้าที่หน้าอีกครั้งจนได้ยินเสียงกระดูกสันจมูกหักดังกร๊อบ!
“ไสหัวไปให้พ้น!” เขาตวาดเสียงเยือกเย็น
มู่ชิ่นซินที่ใบหน้าอาบไปด้วยเลือดไม่กล้าส่งเสียงอีกแม้แต่คำเดียว เธอกุมใบหน้าที่บิดเบี้ยววิ่งหนีสุดชีวิตกลับไปยังห้องพัก เมื่อกลับถึงห้อง รู้สึกได้เพียงความเจ็บปวดที่ร้อนระอุเหมือนถูกไฟเผา เศษหินยังคงฝังติดอยู่ในแผล เธอฝืนใจแคะมันออกมาทีละชิ้นพลางสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา
ซูอี้เชินยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า! ทำไมถึงทำร้ายผู้หญิงได้รุนแรงขนาดนี้!
ชิ่นซินมองตัวเองในกระจกพลางสูดปากด้วยความเจ็บ จมูกที่เคยโด่งสวยยามนี้กลับเบี้ยวผิดรูปไปแล้ว น้ำตาพรั่งพรูออกมาพร้อมกับคำสาปแช่งในใจ
เดิมทีเธอคิดว่าซู่เป่าอายุยังน้อย แค่ขู่สักหน่อย ตีให้เข็ดสักครั้ง เด็กนั่นก็จะไม่กล้าปริปากพูดความจริง ซึ่งที่ผ่านมามันก็ได้ผลมาตลอด! แต่ทำไมวันนี้ทุกอย่างกลับพังทลาย นอกจากจะขู่ไม่สำเร็จแล้วยังต้องมาเจ็บตัวปางตายแบบนี้อีก
มู่ชิ่นซินแตะจมูกตัวเองเบา ๆ แต่ความเจ็บกลับแล่นพล่านจนแทบสลบ กรีดร้องออกมาอย่างเสียสติ “หน้าของฉัน! หน้าของฉันพังหมดแล้ว!”
สิ่งที่ถูกภาคภูมิใจมาตลอดคือรูปโฉมอันงดงาม เพราะมั่นใจว่าหากเลิกกับหลินเฟิง ใบหน้านี้จะช่วยคว้าเศรษฐีคนใหม่ได้ไม่ยาก ทว่าตอนนี้… บาดแผลลึกขนาดนี้ ต่อให้หายดีก็ต้องทิ้งรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดไว้แน่นอน
“อ๊ากกกกกก!” มู่ชิ่นซินคำรามด้วยความคลั่งแค้นพลางขว้างกระจกทิ้งจนแตกละเอียด ใจของเธอเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่ยอมรับในชะตากรรมนี้เลยแม้แต่นิดเดียว!