ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 72 ซูเหอเวิ่นเจอผีอีกครั้ง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 72 ซูเหอเวิ่นเจอผีอีกครั้ง
บทที่ 72 ซูเหอเวิ่นเจอผีอีกครั้ง
ซู่เป่ามีพละกำลังมหาศาลเกินตัว เธอออกแรงลากซูเหอเวิ่นวิ่งฉิว จนมาถึงสวนป่าหลังโรงเรียน
แสงอาทิตย์ยังคงสาดส่องอยู่บนท้องฟ้า ทว่าสวนป่าเล็ก ๆ แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพุ่มไม้เขียวขจีขึ้นหนาทึบ บดบังแสงแดดไปเกือบหมด ทันทีที่ซูเหอเวิ่นก้าวเข้าไป เขาก็เห็นเสวี่ยเอ๋อร์ยืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกล ร่างของเธอค้อมลงเล็กน้อย สองมือห้อยตกลงข้างลำตัวในท่าทางผิดธรรมชาติ
เมื่อเธอรู้ว่ามีคนมา ก็เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนจ้องมองเขาเขม็งโดยไม่กะพริบตา
ซูเหอเวิ่นรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว หนังศีรษะชาหนึบ ราวกับร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
“พี่ชาย กลัวเหรอคะ? ถ้างั้นพี่กลับไปก่อนก็ได้นะ” ซู่เป่าหันมาถามด้วยความเป็นห่วง
ซูเหอเวิ่นที่กำลังจะก้าวถอยหลังหนี หยุดกึกอยู่กับที่ เขาฝืนปั้นหน้ายักษ์เพื่อกลบเกลื่อนความขวัญเสีย “บะ…บ้าหรือเปล่า! ใครกลัวกัน? ฉันไม่ได้กลัวสักหน่อย!”
ต้องใจเย็นไว้… เขาต้องตั้งสติ
ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ และไม่มีอะไรที่เขาต้องกลัว!
ขณะที่เขากำลังสะกดจิตตัวเองอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น
“อ๊ากกกก—!”
“อ๊ากกกกกกกก!” ซูเหอเวิ่นสะดุ้งสุดตัวจนแทบลอยขึ้นจากพื้น
“พี่ชาย! นั่นเสียงเสี่ยวอู่เองค่ะ!” ซู่เป่าตกใจ รีบคว้าตัวพี่ชายที่กำลังจะสับตีนแตกวิ่งหนีเอาไว้
“มือซ้ายชี้ไปยังดวงจันทร์ มือขวาคว้าด้ายแดง… เธอและฉัน… อ๊ากกกกกก…” จากในกระเป๋าเป้ มีเสียงเสี่ยวอู่กำลังโชว์ลูกคอ
ดูเหมือนมันจะพยายามร้องคีย์สูงแต่ไปไม่ถึง เสียง “อ้าาา” ท้ายประโยคจึงกลายเป็นเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูแทน
ซูเหอเวิ่นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาอยากจะแหงนหน้ามองฟ้าแล้วร้องไห้ออกมาจริง ๆ
ในจังหวะนั้นเอง เสวี่ยเอ๋อร์ค่อย ๆ เดินโอนเอนเข้ามา ฝีเท้าของเธอดูไม่มั่นคง ราวกับกำลังเขย่งปลายเท้า เดินลอยไปลอยมา
“พี่เหอเวิ่น… คุณก็มาด้วยเหรอคะ~” เสวี่ยเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก เสียงของเธอฟังดูบีบเล็กและเย็นเยียบ
น้ำตาคลอเบ้าจนเกือบไหล ถูกกลืนกลับไปในทันที แปรเปลี่ยนเป็นความสยองขวัญที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง
เสวี่ยเอ๋อร์ตรงหน้า ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาลึกโหล ใต้ตาคล้ำเป็นปื้นดำ ใบหน้าของเธอแข็งทื่อ ทว่ากลับฝืนฉีกยิ้มกว้างอย่างเขินอาย เป็นภาพชวนให้คลื่นไส้ปนหวาดกลัว
“เธอ…” ซูเหอเวิ่นรู้สึกเหมือนร่างกายชาไปหมด
“มีอะไรก็มาหาหนู อย่ามาหลอกพี่ชายหนูนะ!” ซู่เป่าก้าวมาขวางหน้าพี่ชายทันที พร้อมขมวดคิ้วมุ่น
ใบหน้ากลมป้อมของเด็กน้อยที่เคยดูอวบอิ่มอมชมพู บัดนี้เคร่งขรึมจริงจัง
“ท่านอาจารย์… ท่านอาจารย์คะ?” ซู่เป่าหันซ้ายขวาเรียกหา
“มาแล้ว ๆ” จี้ฉางลอยละล่องเข้ามาจากด้านนอก
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวผู้มีนัยน์ตาลึกล้ำ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากแดงสด ดูเจ้าเล่ห์ทรงเสน่ห์ เขาเดินนวยนาดเข้ามาอย่างไม่ทุกข์ร้อน พลางยื่นมือไปลูบศีรษะซู่เป่าเบา ๆ “ตะโกนเรียกอะไรกัน หืม?”
ซู่เป่ามองเขาด้วยความสงสัย
ท่านอาจารย์เป็นอะไรไปนะ? ตอนยืนรับโทษด้วยกัน ก็บอกว่าน่าเบื่อ เลยขอไปเดินเล่น พอเข้าคาบเรียนแป๊บเดียวก็หายตัวไปอีก เมื่อครู่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา…
อ๋อ… ไม่เห็นแม้แต่ร่างวิญญาณ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสงสัยเรื่องนั้น
“ท่านอาจารย์คะ เสวี่ยเอ๋อร์เป็นอะไรไป? ทำไมดูแปลก ๆ” ซู่เป่าถามอย่างร้อนใจ
เด็กน้อยรู้สึกคลางแคลง เพราะตามที่อาจารย์สอนมา ปีศาจแห่งความหลงตัวเองไม่น่าจะยึดร่างของเสวี่ยเอ๋อร์ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ทว่าตอนนี้ เธอกลับรู้สึกว่าตัวตนของเสวี่ยเอ๋อร์ได้เลือนหายไปแล้ว
“นี่เรียกว่า ร่างแทนของปีศาจ” จี้ฉางหรี่ตามองเสวี่ยเอ๋อร์ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“การถูกผีสิงกับการเป็นร่างแทน ต่างกันแค่ตัวอักษรเดียว แต่ความหมายต่างกันลิบลับ การถูกผีสิงคือปีศาจเข้าไปอยู่ในร่างและส่งอิทธิพลต่อเจ้าของร่าง แต่ร่างแทนคือปีศาจพยายามควบคุมเจ้าของร่างโดยตรง เพียงแต่ยังไม่สามารถยึดครองได้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น”
“อ๋อ… ที่แท้นี่ก็คือร่างแทนปีศาจนี่เอง” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
“อะ…อะไรคือร่างแทนปีศาจเหรอ?” ซูเหอเวิ่นหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ถามด้วยเสียงสั่นเครือ
หนุ่มน้อยสายเทคนิคผู้เคยใช้ตรรกะเหตุผลนำทางชีวิตมาตลอด บัดนี้เหลือเพียงปฏิกิริยาของเด็กชายตัวเล็ก ๆ แสนขวัญอ่อนคนหนึ่งเท่านั้น
“พี่ชายดูเท้าของเธอสิคะ…” ซู่เป่าอธิบายตามที่อาจารย์สอน พลางชี้ไปยังปลายเท้าของเสวี่ยเอ๋อร์ที่เขย่งขึ้นสูงอย่างผิดธรรมชาติ “ร่างแทนก็คือ มีผีตัวหนึ่งกำลังเชิดร่างเจ้าของอยู่ ตอนนี้ข้างหลังเสวี่ยเอ๋อร์มีผีปีนขึ้นไปขี่คอเธอ แล้วเอาเท้าของมันรองไว้ใต้ฝ่าเท้าของเสวี่ยเอ๋อร์อีกที เพื่อทำหน้าที่เดินแทนเธอค่ะ…”
“!!!” ซูเหอเวิ่นตกใจจนพูดไม่ออก
เขาทั้งอยากปิดตาเพราะความกลัว แต่สมองกลับสั่งให้จ้องมองตามคำบอกอย่างควบคุมไม่ได้ เสวี่ยเอ๋อร์ยืนเขย่งปลายเท้า หลังเท้าตึงเป๊ะเป็นเส้นตรง ท่าทางที่คนธรรมดาไม่มีทางยืนค้างไว้ได้นานขนาดนี้
ซูเหอเวิ่นอยากวิ่งหนีไปให้พ้น ๆ อีกครั้ง
“พี่ชายคะ! เวลามีผีอยู่ใกล้ ๆ ห้ามวิ่งหนีเด็ดขาดนะคะ!” ซู่เป่าดักคอไว้ทันที “คนเราวิ่งไม่เร็วกว่าผีหรอกค่ะ ยิ่งเราวิ่ง อุ้งเท้าจะยกสูง เปิดทางให้ผีข้างหลังแทรกตัวเข้ามาสิงได้ง่ายขึ้นด้วย!”
ซูเหอเวิ่นสับสนอยู่ในใจ
แล้วเขาต้องเดินท่าไหนล่ะเนี่ย!
เขารู้สึกเหมือนมีเสียงเล็ก ๆ ในใจกำลังกรีดร้องสุดเสียงว่า
ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!
ซู่เป่าทำหน้าจริงจัง ถ่ายทอดความรู้ต่อ “ในสถานการณ์แบบนี้ เราต้องพยายามไม่ให้ฝ่าเท้าหลุดจากพื้นค่ะ เช่น เดินลากเท้าไปเรื่อย ๆ หรือไม่ก็กระโดดตีนคู่ หรือจะเดินถอยหลังก็ได้นะคะ”
เด็กน้อยเอียงคอครุ่นคิด ก่อนจะสรุปอย่างเด็ดขาด “แน่นอนว่า… วิธีง่ายและได้ผลดีที่สุดก็คือ ฆ่ามันทิ้งซะเลยค่ะ!”
ซูเหอเวิ่นในเวลานี้ไม่เหลือมาดพี่ชายสายวิทย์อีกต่อไป เขาเลือกกอดแขนซู่เป่าไว้แน่น
“พี่ชายไม่ต้องกลัวนะคะ ซู่เป่าเก่งมากเลยนะ!” ซู่เป่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือเล็ก ๆ ไปตบหลังมือพี่ชายเบา ๆ อย่างปลอบโยน “ผีประเภทนี้น่ะ… ไม่พอให้ซู่เป่าใช้แคะฟันด้วยซ้ำค่ะ!”
เด็กน้อยตบหน้าอกตัวเองปึก ๆ ด้วยความมั่นใจ ริบบิ้นที่ผูกผมจุกสองข้างพริ้วไหวไปตามแรงลมดูน่ารักน่าเอ็นดู
ทว่าทางด้านปีศาจร้ายที่อยู่ข้าง ๆ เมื่อได้ยินคำโวของเด็กน้อยจึงหัวเราะเยาะ
แค่ยัยหนูนี่เนี่ยนะ?
สำหรับมันแล้ว สิ่งเดียวในนี้ มีเพียงจี้ฉางคนเดียวเท่านั้น!
“พวกแกต้องการจะทำอะไรกันแน่?” มันรีบควบคุมร่างของเสวี่ยเอ๋อร์ให้หันไปถามจี้ฉางด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
จี้ฉางกำลังยืนพิงต้นไม้สูดอากาศอย่างใจเย็นตอบกลับกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่มีอะไรมาก แค่พาลูกศิษย์มาฝึกฝนภาคสนามนิดหน่อย”
“อ้อ… แล้วก็ถือโอกาสจัดการเรื่องคนตายสิบแปดศพ ที่ถูกฝังอยู่ใต้สนามโรงเรียนด้วย”
“เรื่องของฉัน อย่ายุ่ง! ต่างคนต่างอยู่สิ… พวกเราก็เป็นผีเหมือนกันไม่ใช่หรือไง!” ปีศาจจอมแสแสร้งเปลี่ยนสีหน้าทันที มันแยกเขี้ยวโง้วพลันพุ่งเข้าหาจี้ฉางอย่างดุร้าย!
ยังไม่ทันที่มันจะถึงตัวจี้ฉาง ซู่เป่าก็ขยับตัวอย่างรวดเร็วคว้าเข้าข้อเท้าของปีศาจตนนั้นแล้วออกแรงเหวี่ยงร่างมหึมาของมัน ปลิวละลิ่วไปทางด้านหลังทันที!
“ถึงเป็นผีเหมือนกัน แต่อาจารย์ของหนูไม่ใช่ผีร้ายแบบคุณ!” เด็กน้อยทำหน้าเคร่งขรึมประกาศกร้าว
จี้ฉางมองภาพตรงหน้าความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
แม่เจ้า… ความรู้สึกเวลามีลูกศิษย์ตัวน้อยออกโรงปกป้องมันเป็นแบบนี้นี่เอง!
แววตาของจี้ฉางฉายประกายซุกซนขึ้นมาทันที เขาเอ่ยเชียร์ “ซู่เป่า เขวี้ยงมันไปเลย!”
“ได้ค่ะอาจารย์!” ซู่เป่ารับคำเสียงใส ก่อนหันไปหาพี่ชาย “พี่ชาย ปล่อยมือหนูก่อนนะคะ”
ทางด้านซูเหอเวิ่น ตอนนี้เขาตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างไปแล้ว!
ทันทีที่ซู่เป่าเหวี่ยงร่างไร้ตัวตนปลิวละลิ่ว เสียงกระแทกสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นกึกก้อง…
ภาพวิญญาณหญิงร่างยักษ์ผู้พองตัวหนาเตอะราวกับนักมวยปล้ำซูโม่ ปรากฏชัดแก่สายตาเขาเต็มสองตา!
“!!!”
เขา… เขามองเห็นผีอีกแล้วเหรอเนี่ย?!
จังหวะเป๊ะขณะซู่เป่าสะบัดมือออก ซูเหอเวิ่นขาสั่นพั่บ ๆ พยายามคว้าต้นไม้ข้างกายพยุงตัวไม่ให้ล้มตึง พอเงยหน้าขึ้นกลับพบชายหนุ่มชุดขาวใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแดงจัด ยืนพิงต้นไม้ต้นเดียวกับซึ่งเขาหมายจะคว้าไว้… และสำคัญคือ ชายคนนั้น “ไม่มีเท้า”!
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มจ้องมอง ชายคนนั้นหันสบตาพลางร้องทักอย่างประหลาดใจ “เอ้า? นายมองเห็นฉันด้วยเหรอ?”
“อ๊ากกกกกกกก——”
“ชู่ววว… อย่าส่งเสียงดังสิ ดูเงียบ ๆ ก็พอ” จี้ฉางหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนดีดนิ้วเพียงหนึ่งที ส่งยันต์เทพสีเหลืองพุ่งปิดปากซูเหอเวิ่นไว้ทันควัน
ปีศาจแห่งความหลงตัวเองนอนมึนงงบนพื้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
มัน… ถูกเด็กน้อยสี่ขวบเหวี่ยงจนปลิวได้ยังไงกัน?
มันรีบคลานลุกขึ้นจ้องซู่เป่าด้วยความอาฆาต “แกมันเป็นตัวอะไรกันแน่…”
“หนูเป็นคนค่ะไม่ใช่สิ่งของ… เอ๊ะ เดี๋ยวหนูเป็นคน เป็นสิ่งของ… ไม่ใช่สิ…” ซู่เป่าพยายามแก้ไขคำพูดอย่างจริงจัง
เจ้าตัวเล็กพยายามนึกคำตอบวนไปมาจนพบว่าพูดอย่างไรก็ขัดใจ ทำได้เพียงยืนจ้องปีศาจตนนั้นด้วยแก้มป่องเพราะความโมโห
“เหอะ… ตัวแค่นี้ริอ่านจะมาโกรธเหรอ ยัยสิ่งของตัวเปี๊ยก” ปีศาจร้ายเหยียดยิ้มเย้ยหยัน
ซู่เป่าระเบิดความโกรธออกมาทันที!
“แกนั่นแหละเป็นของ! ทั้งครอบครัวแกนั่นแหละเป็นสิ่งของ!” เด็กน้อยพุ่งคว้าขาปีศาจไว้อีกรอบ เริ่มเหวี่ยงหมุนคว้างประหนึ่งกระสอบแตก ร่างวิญญาณกระแทกพื้นดัง ปัง! ปัง! ปัง!
ปีศาจมึนจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ