ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 78 ความหยิ่งยโสฆ่าคนได้! (TW : มีฉากอ่อนไหวเกี่ยวกับการฆาตกรรม)
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 78 ความหยิ่งยโสฆ่าคนได้! (TW : มีฉากอ่อนไหวเกี่ยวกับการฆาตกรรม)
บทที่ 78 ความหยิ่งยโสฆ่าคนได้! (TW : มีฉากอ่อนไหวเกี่ยวกับการฆาตกรรม)
“ฉันยังจำได้ดี… ตอนนายหน้าอธิบายรายละเอียดในสัญญา ฝ่ามือฉันเหงื่อออกไม่หยุดเลย” หลี่รั่วผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงล่องลอย
ในที่สุดเมื่อนายหน้าอธิบายสัญญาจนจบ เธอก็หมดข้ออ้างจะประวิงเวลาต่อไป หลี่รั่วผิงแสร้งทำเป็นว่า มีโทรศัพท์เข้าแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง เพื่อติดต่อขอกู้เงินนอกระบบมาสองหมื่นหยวน
“ตอนนั้นเงินกู้นอกระบบกู้กันง่ายจริง ๆ แต่ถ้าใช้เงินไม่ทัน พวกมันก็กล้าทำร้ายคุณจริง ๆ …”
“แต่เวลานั้นฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น สุดท้ายก็โอนเงินก้อนนั้นทันในนาทีสุดท้าย”
วินาทีที่ตัวแทนนายหน้าก้มหัวแสดงความเคารพต่อเธอ ท่าทางนั้นช่างเหมือนกับผู้จัดการร้าน GUOLHJ ที่มีต่อเพื่อนสนิทของเธอไม่มีผิด! ความกังวลและความหวาดกลัวจากการกู้หนี้ยืมสินมลายหายไป ถูกแทนด้วยความรู้สึกมีเกียรติในทันที
“ยุคนั้น การได้อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ราคาห้าพันหยวน เป็นสิ่งที่ใครเห็นก็ต้องอิจฉา…”
แม้ความจริงในคืนนั้น เธอต้องแอบนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างเงียบเหงาอยู่ในห้องพักหรูหราก็ตาม
“ในเมื่อเพื่อนรักของคุณรวยขนาดนั้น ทำไมคุณไม่ขอยืมเงินเขาดูล่ะคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่ได้หรอก! เพื่อนสนิทอยากคบกับฉัน ก็เพราะเห็นว่าฉันเป็นคนจริงใจ เรียบง่าย…” หลี่รั่วผิงรีบปฏิเสธทันควัน
เธอเคยสร้างเรื่องหลอกเพื่อนสนิทว่า บ้านมีพ่อแม่ป่วยหนัก เธอจึงต้องตรากตรำทำงานล่วงเวลาอย่างหนักหน่วง พร้อมกับปั้นคำพูดสวยหรูว่า ‘ขอแค่พ่อแม่หายดี ต่อให้ต้องลำบากแค่ไหนฉันก็ยอม’
ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่มีทางขอยืมเงินจากเพื่อนได้เด็ดขาด หากเพื่อนรู้ความจริงว่าเธอไปกู้เงินหน้าเลือดมาเพื่อเช่าห้องพักราคาแพง เพื่อนย่อมต้องผิดหวัง และเลิกคบกับเธอแน่นอน แล้วหลังจากนั้นเธอจะไปหาเสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์เนมใส่ได้จากไหนอีก?
จี้ฉางนึกถึงเสวี่ยเอ๋อร์ขึ้นมาทันที ในที่สุดเขาก็เข้าใจเสียทีว่าทำไมวิญญาณหญิงจองหองตนนี้ถึงได้เกาะติดเด็กหญิงคนนั้นไม่ยอมปล่อย
“ไม่เพียงแต่หยิ่งจองหอง แต่ยังเสแสร้งเก่งอีกด้วย” จี้ฉางพึมพำ
หลี่รั่วผิงเล่ากล่าวต่อ “หลังจากย้ายเข้าไปอยู่อพาร์ตเมนต์ราคาห้าพันหยวนแล้ว ฉันก็ไม่คิดจะกลับไปทำงานในโรงพิมพ์อีก มันไม่คู่ควรกับสถานะของฉันในตอนนี้เลยสักนิด”
สำหรับเธอแล้ว งานที่เหมาะสมต้องมีตำแหน่งสูงและมีหน้ามีตา ทว่าเธอกลับไร้วุฒิการศึกษา ขาดทั้งความสามารถและประสบการณ์ งานออฟฟิศหรูหราจึงเป็นได้เพียงความฝัน
“จนกระทั่งฉันเห็นประกาศรับสมัครพนักงานชั่วคราวของหน่วยงานรัฐ… พวกเขาเห็นว่าฉันดูเป็นคนจิตใจดี น่าสงสาร และจริงใจ จึงรับฉันเข้าทำงาน”
จี้ฉางแค่นหัวเราะเยาะ
จิตใจดี น่าสงสาร และจริงใจงั้นหรือ? เสแสร้งทั้งเพ!
“งานนี้ดีทุกอย่าง ทั้งดูมีหน้ามีตา ไม่ต้องตากแดดตากลม พอไปบอกใครต่อใครเขาก็อิจฉากันทั้งนั้น”
สิ่งเดียวที่เป็นข้อเสียคือเงินเดือนเพียงหนึ่งพันหยวนเท่านั้น
ใช่แล้ว… ในฐานะลูกจ้างชั่วคราว
หลี่รั่วผิงได้รับเลือกก็เพราะค่าแรงต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั่นเอง
เธอมีงานดูดี มีห้องพักหรูหรา ทุกวันสวมเสื้อผ้าและสะพายกระเป๋าแบรนด์เนม แม้หนี้สินจากการกู้เงินนอกระบบจะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ และต้องแบ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซองกินถึงสองมื้อ ทว่าเธอกลับกลายเป็นบุคคลที่ทุกคนพากันอิจฉา!
แต่เพียงเท่านี้ ยังไม่พอจะปรนเปรอความทะเยอทะยานของเธอได้ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอบังเอิญเปิดเผยร่องรอยว่าตัวเองเป็นลูกสาวของประธานบริษัทกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ และการมาทำงานนี้ก็เพื่อสัมผัสชีวิตจริงของผู้คน โดยมีคนบังเอิญเห็นรูปถ่ายของเธอกับคุณพ่อของเพื่อนสาวเข้า…
แน่นอนว่าเธอแอบอ้างตัวตนของเพื่อนสนิทมาเป็นของตัวเอง
“การมีเงินมันดีจริง ๆ นะ ถึงแม้จะรู้ว่าฉันแอบอ้างเป็นลูกสาวประธานบริษัท เมื่อภาพลักษณ์ภายนอกดูร่ำรวย ก็ไม่มีใครคิดจะมาตรวจสอบอะไรฉันเลย”
การสวมรอยเป็นคนรวยทำให้เธอได้รู้ว่าความสุขสบายแท้จริงเป็นอย่างไร ทุกคนต่างพากันมาเอาอกเอาใจและยกยอปอปั้นเธอไม่ขาดสาย
เธอแสร้งใจกว้างเลี้ยงอาหารผู้อื่น มอบเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ ‘ไม่ต้องการแล้ว’ ให้คนรอบข้าง พาคนอื่นไปเดินช้อปปิ้ง… เธอได้ใช้ชีวิตเป็น ‘สาวสวยรวยหรู’ อย่างเต็มตัว
ซู่เป่าฟังตาแป๋ว ก่อนจะโพล่งถามขึ้นมา “สรุปคือ… คุณตายเพราะคุยโม้มากเกินไปจนตัวพองตายใช่ไหมคะ?”
“ฉันเคยหลงคิดมาตลอดว่า ที่เพื่อนสนิทส่งเสื้อผ้ามาให้เพราะเธอหวังดีกับฉันจริง ๆ…” หลี่รั่วผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แต่พอฉันเรียนรู้จากตัวอย่างของเธอ แล้วลองส่งเสื้อผ้าต่อให้คนอื่นบ้าง ฉันถึงได้ซึ้งใจว่าภายใต้การกระทำเหล่านั้น มันมีความรู้สึกเหนือกว่าซ่อนอยู่มากมายเพียงใด!”
“แล้วที่เธอดีกับฉันขนาดนี้ ก็คงมีเป้าหมายแอบแฝงอยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ? เธอแค่ใช้ฉันเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นก็เท่านั้น!” หลี่รั่วผิงแค่นหัวเราะเยาะ
“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นอีกล่ะคะ?” ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่น
“ตอนที่ฉันให้เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่คนอื่นไม่ต้องการแล้ว ฉันเห็นพวกเขาดีใจ และขอบคุณฉันยกใหญ่ แต่ในใจฉันกลับรู้สึกดูถูกพวกเขาเหลือเกิน… เหอะ ไอ้พวกบ้านนอก เหมาะแล้วที่จะได้แค่ของเหลือใช้ของฉัน” หลี่รั่วผิงจ้องมองด้วยสายตาดูแคลน
“ตอนที่เพื่อนสนิทให้เสื้อผ้าเก่ากับฉัน เธอต้องคิดแบบนี้เหมือนกันแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นในเมื่อเธอรวยล้นฟ้าขนาดนั้น ทำไมไม่ซื้อของใหม่ให้ฉันเลยล่ะ?”
ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ต่างนิ่งเงียบจนพูดไม่ออก แม้แต่ซู่เป่าที่ยังเป็นเด็กตัวน้อยยังสัมผัสได้ว่าความคิดเช่นนี้มันบิดเบี้ยวเพียงใด แต่หลี่รั่วผิงกลับยังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
“เพราะอย่างนี้… เลยฆ่าเธอ?” จี้ฉางถามเสียงเรียบ
ท่ามกลางโครงกระดูกขาวโพลนทั้งสิบแปดชุดที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน มีอยู่ชุดหนึ่งมีอายุแตกต่างจากชุดอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาของหลี่รั่วผิงเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง “ฆ่าเธอเสีย ฉันก็จะได้กลายเป็นเธอ… ฆ่าเธอแล้วฉันจะได้เข้าไปแทนที่เธอเสียที! ทำไมโลกนี้ถึงไม่ยุติธรรมขนาดนี้? ทำไมเธอต้องเกิดมาพร้อมช้อนเงินช้อนทอง ส่วนฉันกลับต้องใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นทิ้งมาตั้งแต่เด็ก!”
“ฉันต่างหากที่ควรเป็นสาวสวยรวยหรูคนนั้น! ฉันเบื่อเต็มทนกับการต้องถูกพวกเงินกู้นอกระบบตามทวงหนี้จนเสียหน้า… เบื่อกับการต้องปั้นคำโกหกเรื่องหนึ่งเพื่อปกปิดคำโกหกอีกเรื่องไปเรื่อย ๆ…”
ความป่าเถื่อนของเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบเป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึง พวกเขากล้าบุกมาถึงห้องพัก และเอามีดจ่อคอเธอ! เธอจะทำอย่างไรได้? เธอเองก็ถูกบีบคั้นจนมุมเหมือนกันนะ!
แรกเริ่มเธอยืมเงินเพียงสองหมื่นหยวน สุดท้ายไม่รู้ว่ามันพอกพูนจนกลายเป็นหนึ่งล้านหยวนได้อย่างไร… ทางออกเดียวที่เหลืออยู่คือการกำจัดเพื่อนสนิททิ้งเสีย แล้วอาศัยช่องว่างช่วงพ่อแม่ของเพื่อนกำลังโศกเศร้าเข้าไปสวมรอยแทนที่อย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้น เธอจึงจะมีปัญญาใช้หนี้หนึ่งล้านหยวนและได้ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล!
“กู่ไม่กลับแล้วจริง ๆ ค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหัวช้า ๆ พลางถอนหายใจด้วยความเศร้า
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” จี้ฉางเอ่ยเสียงเย็น
“หลังจากฆ่าเพื่อนสนิทแล้ว ฉันก็พยายามคิดว่าพ่อแม่ของเธอคือพ่อแม่ของฉันเอง ทุกวันฉันคอยเฝ้าปลอบโยน หวังช่วยให้พวกท่านก้าวผ่านความเศร้าโศกเสียใจไปให้ได้…” หลี่รั่วผิงเริ่มมีแววตาเหม่อลอย พึมพำกับตัวเอง
“แต่พวกเขากลับไม่ซาบซึ้งใจเลยสักนิด ทั้งที่ฉันพยายามเอาใจขนาดนั้น พวกเขากลับไม่คิดรับฉันเป็นลูกสาว หนำซ้ำยังส่งตัวฉันให้พวกเงินกู้นอกระบบด้วยมือตัวเอง… เพียงเพราะพวกเขาค้นพบว่าฉันเป็นคนฆ่าลูกสาวเขา! ทำไมพวกท่านถึงได้โหดร้ายกับฉันนัก?”
ในความคิดของเธอ อย่างมากพวกเขาก็น่าจะแจ้งตำรวจจับเธอเสีย…
ทำไมต้องส่งเธอไปให้พวกเงินกู้นอกระบบที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตาพวกนั้นด้วย!
“สรุปว่าคุณป้าตายเพราะเรื่องนี้เองเหรอคะ? แต่ทำไมตัวถึงได้บวมขนาดนี้ล่ะ!” ซู่เป่านึกขึ้นได้
เด็กน้อยมองดูป้าอ้วนด้วยความสงสัยยิ่งนัก ผิวหนังของเธอดูเหมือนถูกเป่าให้พองลมจนเหมือนลูกโป่ง ร่างกายขาวซีดและสว่างจ้าไปหมดทั้งตัว…
หลี่รั่วผิงพลันระเบิดโทสะออกมาอย่างรุนแรง ดวงตาแดงก่ำพลางแผดเสียงตะโกน “พวกเขาลากฉันกลับไปที่โรงพิมพ์ ยัดฉันเข้าไปในเครื่องจักร และทรมานฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า… เอาหัวเป่าลมจากเครื่องจักรนั่นจ่อเข้าที่ปากของฉัน…!”
พวกเขายังคงหัวเราะชอบใจพร้อมบอกว่า ‘ในเมื่อชอบโม้จนตัวพองนักไม่ใช่หรือ?’ พวกเขาจึงเป่าลมเข้าร่างเธอเหมือนลูกโป่ง โดยไม่สนใจคำวิงวอนหรือความสิ้นหวังของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
“เป่าเข้าไป… เป่าเข้าไปเรื่อย ๆ… จนเส้นเลือดในกายฉันแตกออก น้ำเลือดระเบิดกระจายออกมา…”
“เป่าจนเลือดแห้งเหือด… กลายเป็นน้ำหมึกสีแดงสำหรับใช้พิมพ์หนังสือไปจนหมด…”
แม้หลังจากตายไปแล้ว เธอก็ยังถูกทำให้พองตัวจนใหญ่กว่าเดิมสิบเท่า ก่อนระเบิดเสียงดัง ปัง! เหมือนลูกโป่งแตก
หลี่รั่วผิงทั้งคลุ้มคลั่งและร้องไห้ออกมาไม่หยุด “พวกเขารวมหัวกันรังแกฉันได้ยังไง? ฉันเองก็น่าสงสารนะ! ถึงฉันจะทำผิด แต่เพื่อนรักก็เป็นคนเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ กระเป๋าเก่า ๆ มาทำให้ฉันอับอายก่อน! ในเมื่อคนตายไปแล้วก็ฟื้นไม่ได้ ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมรับฉันเป็นตัวแทนของเธอล่ะ…”
“สิบปีมานี้… พวกเขารู้ไหมว่าฉันต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร? ฉันต้องเผชิญกับความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้องโหยหวนทั้งวันทั้งคืนท่ามกลางเลือดที่สาดกระจาย…กลับไม่มีใครได้ยินเสียงฉันเลยสักคนเดียว!”