ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 79 เกือบกลายเป็นไอมรณะ
บทที่ 79 เกือบกลายเป็นไอมรณะ
วิญญาณร้ายจะก่อตัวขึ้นได้นั้น อย่างน้อยต้องใช้เวลานานนับสิบปี ถูกกักขังติดอยู่ในสถานที่ที่ตนเองจบชีวิตลง และต้องทนทุกข์กับการตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่จบสิ้น
วิญญาณหญิงตนนี้ต้องเผชิญกับการระเบิดร่างซ้ำ ๆ จนความแค้นพุ่งพวยพุ่งถึงขีดสุด
“ฉันตายอย่างทรมาน…”
“มันช่างทรมานเหลือเกิน!”
เมื่อปีศาจจอมแสแสร้งระเบิดโทสะ ไอมรณะสีดำทะมึนก็พวยพุ่งออกมาจากร่างแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง!
“ทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ! ทำไมต้องมายุ่งกับฉันด้วย!” วิญญาณแสนจองหองกรีดร้องเสียงแหลมสูง ก่อนพุ่งเข้าใส่ซู่เป่าด้วยความคุ้มคลั่ง
เจ้าตัวเปี๊ยกนี่ก็ลูกคนรวยเหมือนกัน! พวกคุณหนูตระกูลมั่งคั่งไม่มีใครเป็นคนดีหรอก!
พวกเขานี่แหละ หน้าไหว้หลังหลอกที่สุด!
มันแสดงสีหน้ารังเกียจชิงชัง พร้อมกับปล่อยกลิ่นอายอำมหิตพุ่งเข้าจู่โจมซู่เป่าอย่างแรง
จี้ฉางเตรียมลงมือจัดการ แต่ทันใดนั้นเขากลับเห็นประกายสีเขียวอ่อนวูบผ่านไป ดูเหมือนมีบางสิ่งคอยปกป้องซู่เป่าจากพลังชั่วร้ายนั้นไว้ได้หวุดหวิด!
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ซูเหอเวิ่นก็ร้องลั่นด้วยความตกใจ ถอยหลังหนีไปหลายก้าว!
ช่างน่าเวทนาพี่ชายคนนี้ยิ่งนัก เขาหลงคิดว่าการมานั่งข้างซู่เป่าจะปลอดภัยสุด ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น กลับพบวิญญาณหญิงใบหน้าน่าสยดสยองที่มีเลือดไหลโทรมจากทวารทั้งเจ็ดพุ่งเข้าใส่หน้าตนเองในระยะประชิด…
ซูเหอเวิ่นตกใจจนแทบจะลอยออกจากร่าง เขาทั้งอยากวิ่งหนีแต่ขาเจ้ากรรมกลับอ่อนแรงไปหมด ในตอนนั้นเอง เขาได้ยินเสียงตวาดแผ่วเบา
ซู่เป่าก้าวออกมากั้นตรงหน้าเขาไว้ พร้อมกับปล่อยหมัดน้อย ๆ ออกไปทันที!
มือเล็ก ๆ ดูคล้ายข้อรากบัวนั้น ทุบวิญญาณร้ายร่างมหึมาจนกระเด็นออกไปรุนแรง ภาพเด็กน้อยปะทะกับผีร่างยักษ์ช่างชวนตกตะลึง จนซูเหอเวิ่นได้แต่ยืนเบิกตาค้าง
ซู่เป่าพองแก้มไม่พอใจ เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกโกรธขึ้นมาขนาดนี้
ป้าอ้วนคนนี้เลวร้ายที่สุด! เพื่อนสนิทดีกับตัวเองแท้ ๆ แต่กลับไปโทษเขา แถมยังฆ่าเขาอีก ต้องตีให้เข็ด!
ด้วยเหตุนี้ ซูเหอเวิ่นจึงได้เห็นน้องสาวผู้อ่อนโยนและน่ารักของตน กำลังขี่หลังป้าอ้วนแล้วระดมหมัดใส่ไม่ยั้ง
ทุกครั้งที่หมัดซัดลงไป พลังอาฆาตในร่างอ้วนตนนั้นจะถูกตีออกมาทีละน้อย และถูกน้ำเต้าอาคม บนข้อมือของเด็กน้อยกลืนกินเข้าไปจนหมดสิ้น…
ในช่วงเวลานี้ ซู่เป่าในสายตาของซูเหอเวิ่นหาใช่น้องสาวที่น่ารำคาญอีกต่อไป…
แต่เธอคืออุลตร้าแมน… ไม่สิ น้องสาวเป็นผู้หญิง เธอต้องเป็นมารดาแห่งอุลตร้าต่างหาก!
“สู้เขาซู่เป่า! เอาเลย!” ซูเหอเวิ่นอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเชียร์
“ปล่อยฉันนะ!” ปีศาจร้ายตนนั้นกรีดร้องไม่หยุด
“ไม่ปล่อย!” ซู่เป่าตอบเสียงแข็ง
“ข้าขอสาปแช่งให้แกตายไม่ดี! ให้คนในครอบครัวพวกแกฉิบหายวายวอด!” วิญญาณร้ายสาปแช่งด้วยความเกรี้ยวกราด
“สะท้อนกลับ!” ซู่เป่าสวนกลับทันควัน
“การสะท้อนกลับใช้ไม่ได้ผลหรอก!” วิญญาณร้ายโกรธจนลืมตัว
“เด้งกลับ แล้วก็เด้งซ้ำ เด้งกลับสุดยอดเหนือชั้น!” ซู่เป่าไม่ยอมแพ้
วิญญาณหลงตัวเองแทบจะกระอักเลือดตายอีกรอบ
กระแสพลังอันเลวร้ายมหาศาลไหลเข้าสู่น้ำเต้าอาคมอย่างต่อเนื่อง ปีศาจจอมแสแสร้งยิ่งถูกกระหน่ำตีก็ยิ่งอ่อนแอลง จนค่อย ๆ กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ธรรมดา
“ไม่ยุติธรรม… มันไม่ยุติธรรมเลย…” ในตอนนี้เธอมีสภาพผอมซูบจนเห็นซี่โครง ดวงตาลึกโบ๋ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เธอคิดว่าตัวเองทำผิดตรงไหน? คนผิดคือคนพวกนั้น คือสังคมอันบิดเบี้ยวนี้ต่างหาก
ตอนแรกที่เธอเริ่มเข้ามาทำงานในเมืองหลวง เธอเคยมีความจริงใจและเต็มไปด้วยความหวัง ทว่าคนรอบข้างกลับดูถูกเพราะเธอเป็นคนชนบท บอกว่าเธอมีกลิ่นสาบคนจนติดตัวมาด้วย เธอจึงต้องเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้…
ดังนั้นจะมาโทษเธอไม่ได้ ต้องโทษสังคมที่ไร้ความยุติธรรม โลกนี้เต็มไปด้วยคนมั่งคั่ง แต่ทิ้งให้เธอต้องยากจน
โทษเพื่อนสนิทที่เปิดโลกคนรวยให้เธอเห็นแต่เธอไม่มีวันเอื้อมถึง…
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของคนอื่นทั้งสิ้น……
สุดท้ายเมื่อสิ้นเสียงดัง ดวงวิญญาณก็สลายกลายเป็นไอมรณะสีดำสนิท และถูกน้ำเต้าอาคมดูดเข้าไปจนหมดสิ้น
จี้ฉางส่ายหัวเบา ๆ “ดอกไม้ร่วงโรยอาจทำให้คนหลงทาง แต่ความหยิ่งยโสที่มากเกินไป กลับสะท้อนถึงจิตใจอันต่ำต้อยที่สุด”
ซู่เป่าเขย่าน้ำเต้าอาคมไปมาแล้วบอกว่า “อาจารย์คะ หนูรู้สึกเหมือนในน้ำเต้านี้มีน้ำอยู่ด้วยเลยค่ะ”
ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกว่าข้างในมันว่างเปล่า แต่ตอนนี้เธอกลับมีความรู้สึกประหลาดบอกไม่ถูก
“ใช่แล้ว น้ำเต้าอาคมน่ะ เมื่อเริ่มเติมเต็มความสมบูรณ์ก็เป็นแบบนี้แหละ” จี้ฉางหาวออกมาคำโต
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้… จี้ฉางหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนถาม “ซู่เป่า แล้วนกแก้วช่างพูดของเธอหายไปไหนล่ะ?”
เมื่อช่วงบ่ายเขายังได้ยินเสียงร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากป่าหลังบ้านอยู่เลย ตอนนี้รอบตัวกลับเงียบเชียบผิดปกติ
ซู่เป่าหันไปมองรอบ ๆ ก่อนพบเสี่ยวอู่กำลังยืนขดขาข้างหนึ่งอยู่ใต้ต้นลิ้นจี่ หัวของมันซุกอยู่ใต้ปีกและหลับสนิท
“เอ๊ะ ทำไมเสี่ยวอู่ถึงหนีไปนอนตรงนั้นล่ะคะ?” ปกติมันต้องเกาะอยู่บนรั้วเหล็ก คอยส่งเสียงจ้อไม่ยอมหยุดไม่ใช่หรือไง!
เสี่ยวอู่ดูเหมือนเพิ่งตื่นเพราะแรงสั่นสะเทือนบางอย่าง มันเอียงคอไปมาพลางจ้องมองซู่เป่าด้วยดวงตากลมโตสีเขียวสดใส
จี้ฉางลอยเข้าไปใกล้ ๆ พลางจ้องเจ้านกแก้วเขม็ง “เจ้านกเขียวเรืองแสงนี่… วันนี้ทำไมถึงไม่ร้องเพลงล่ะ?”
เสี่ยวอู่เอียงหัววับ จู่ ๆ ก็กระพือปีกพรึ่บพรั่บแล้วแผดเสียงร้องดังลั่น!
“My name is ชีชี ชีชีชีชีชีชี My name is……”
มันกางปีกออกเล็กน้อย หัวกลม ๆ หมุนวนเป็นวงกลมพลางโยกย้ายส่ายสะโพกเหมือนกำลังเต้นฮิปฮอป ทั้งร้องทั้งแกว่งตัวซ้ายขวา ดูไปดูมาคล้ายนกแก้วที่มีอาการบุคลิกแยกอย่างไรอย่างนั้น
ในวินาทีนั้นเอง เจ้านกแก้วกลับกระพือปีกพล่านพลางร้องลั่นบ้าน “กัดแล้ว! กัดแล้ว!”
ที่แท้เต่าแก่กำลังงับขนหางมันไว้อย่างแรง แถมยังคาบแน่นไม่ยอมปล่อยเสียด้วย
“คุณเต่าคะ เร็วเข้า ปล่อยเสี่ยวอู่เถอะค่ะ” ซู่เป่ารีบคว้าขนของเสี่ยวอู่ไว้พลางเอ่ยกระซิบเบา ๆ
“มันจะไปฟังรู้เรื่องได้ยังไงกัน แปลกคนจริง ๆ” ซูเหอเวิ่นหลุดขำออกมา
ใคร ๆ ก็รู้ว่าธรรมชาติของเต่านั้น เมื่อลองได้งับอะไรเข้าแล้ว จะไม่มีทางคลายปากออกง่าย ๆ
แต่คุณเต่ากลับยอมปล่อยขนของเสี่ยวอู่ออกแต่โดยดี มันอ้าปากกว้างพลางสะบัดหัวไปมาสองสามครั้ง ท่าทางเหมือนกำลังทำเสียงถุย ๆ ออกมาด้วยความรำคาญ
“แบบนี้ก็ได้เหรอ?” ซูเหอเวิ่นถึงกับอึ้ง
จังหวะนั้นเอง คุณยายซูเคาะประตูเรียกซู่เป่าจากด้านนอก ให้ลงไปกินมื้อดึกด้วยกัน เด็กน้อยขานรับคำหนึ่งก่อนวิ่งปรู๊ดออกไปอย่างเริงร่า
เพิ่งใช้แรงตื้บผีผู้หญิงไป ท้องเธอหิวจนกิ่วหมดแล้ว!
ดูท่าวิธีนี้จะได้ผลดีกว่าการออกกำลังกายลดน้ำหนักเสียอีก!
ซูเหอเวิ่นคอยติดตามน้องสาวไม่ห่าง เขานั่งลงข้างโต๊ะอาหาร จิบน้ำไปพลางมองซู่เป่าเคี้ยวตุ้ย ๆ ไปพลาง
ทำไมยัยเด็กนี่กินอะไรก็น่าอร่อยไปหมดนะ?
หลังจากจัดการข้าวไปครึ่งชาม ซุปไก่ไปอีกครึ่งชาม ขาหมูพะโล้ชิ้นโต ไข่ฟูอีกชาม และซาลาเปาลูกเล็กอีกหนึ่งลูก… ซู่เป่าก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว
“กินอีกหน่อยสิลูก! ดูสิ กินไปนิดเดียวเอง ถ้าหิวกลางดึกจะทำอย่างไร?” คุณยายซูคะยั้นคะยอ
นี่แหละคือความหิวประเภทที่เรียกว่า… ‘คุณยายคิดว่าหลานหิว’
ซู่เป่าลูบคลำคอตัวเองพลางบอกเสียงอ่อย “คุณยายคะ ซู่เป่าอิ่มจนจะล้นแล้วค่ะ! ดูสิคะ อาหารติดอยู่ตรงคอหอยนี่แล้ว”
เมื่อเห็นคุณยายทำท่าจะตักผักกวางตุ้งในน้ำซุปให้เพิ่ม
“คุณยายคะ หนูไม่กินแล้วนะค้า!” ซู่เป่าก็รีบลุกพรวดวิ่งหนีทันที
เจ้าตัวน้อยชักเริ่มซนขึ้นทุกวัน หลังจากวิ่งขึ้นบันไดไปแล้วเธอยังอุตส่าห์หันกลับมาทำหน้าตลกใส่คุณยายอีกหนึ่งที
“ซู่เป่า พรุ่งนี้ต้องหาข้ออ้างให้โรงเรียนนานาชาติยอมขุดสนามฟุตบอลนะ…” จี้ฉางเอ่ยขึ้น
“ได้ค่ะอาจารย์ หนูจำไว้แล้ว” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงึก
เธอเอื้อมมือไปผลักประตูห้องนอนให้เปิดออก ทันใดนั้นจี้ฉางก็ทักขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตัว “เดี๋ยวก่อน! มีผีตัวใหม่มางั้นหรือ?”
จังหวะประตูเปิดกว้างออก เมื่อเห็นภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ซู่เป่าพลันรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ตกใจจนแทบจะกลายเป็นไอมรณะ…เสียเอง