ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 96 สิ่งที่ควรจะเป็น ทำไมถึงกลายเป็นข้อดีไปได้
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 96 สิ่งที่ควรจะเป็น ทำไมถึงกลายเป็นข้อดีไปได้
บทที่ 96 สิ่งที่ควรจะเป็น ทำไมถึงกลายเป็นข้อดีไปได้
ถนนยามเที่ยงคืน หากเดินสุ่มสี่สุ่มห้าก็มักจะมีโอกาสได้พบเจอวิญญาณ โดยเฉพาะซินจื่อเหมิงที่เดินร้องไห้อยู่เพียงลำพังนานกว่าสองชั่วโมง
“แล้วคุณลุงไม่ได้ออกไปตามหาคุณป้าเลยเหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าป้าเดินออกไปจริง ๆ ป้าได้แต่เดินไปร้องไห้ไป รู้สึกสิ้นหวังเหลือเกิน ป้าอุตส่าห์ตั้งใจหาเงินได้ตั้งมากมาย” ซินจื่อเหมิงส่ายหน้าด้วยความช้ำใจ “แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกันในเมื่อชีวิตเป็นแบบนี้”
“แล้วทำไมคุณป้าถึงไม่บอกความรู้สึกกับคุณลุงไปตรง ๆ ล่ะคะ?” ใบหน้าจิ้มลิ้มของซู่เป่าเอียงน้อย ๆ
“ป้าไม่อยากพูดหรอกจ้ะ พูดไปก็ไร้สาระเปล่า ๆ” ซินจื่อเหมิงถอนหายใจยาว
ซูอีเฉินขมวดคิ้วมุ่น ปกติเขาไม่เคยลดตัวไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบนินทาของใคร ทว่าครั้งนี้เขากลับทนฟังต่อไปไม่ไหวจริง ๆ เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทำแบบนี้แล้วเธอได้อะไรขึ้นมา?”
หาเงินแทบตายแต่กลับต้องมานั่งอดทนอดกลั้น แล้วการมีเงินเยอะแยะมันจะมีความหมายอะไร?
ความหมายของการพยายามหาเงินอย่างสุดความสามารถ ก็เพื่อให้ตนเองไม่ต้องรู้สึกอัดอั้นใจ อยากใช้ชีวิตอย่างไรก็ย่อมทำได้ และเมื่อใดที่มีคนคิดจะข้ามหัว ก็ย่อมมีอำนาจพอ จะตอกกลับไปให้เจ็บแสบ
“พวกที่ทนทุกข์แต่ไม่ยอมหย่าร้างแบบนี้ ก็ต้องรับกรรมเอาเองนั่นแหละ” จี้ฉางกอดอกยืนอยู่ข้าง ๆ พลางส่ายหน้าพึมพำ
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักพลางพูดตามแบบเข้าหัวบ้างไม่เข้าหัวบ้างว่า “ใช่แล้วค่ะ หย่าเลย!”
เมื่อพูดถึงเรื่องการหย่าร้าง ซินจื่อเหมิงกลับมีท่าทีลังเล เธอเอ่ยอึกอักว่า “จริง ๆ แล้วสามีป้าเขาก็เป็นคนดีพอสมควรนะ อย่างน้อย… อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ออกไปนอกใจมีผู้หญิงอื่น…”
คำพูดนี้ทำเอาคนฟังถึงกับอึ้ง จี้ฉางถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“คุณป้าคะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะทำอยู่แล้วเหรอคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความแปลกใจ
ผู้ใหญ่สองคนแต่งงานกัน การรักษาคำมั่นสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อกันไม่ใช่เรื่องพื้นฐานหรอกหรือ?
ซู่เป่าจำได้ว่าในรายการทีวีที่คุณป้าและคุณลุงแต่งงานกัน พวกเขาสาบานกันอย่างเคร่งครัดว่า…
จะรักและซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ว่ายามยากจน เจ็บป่วย หรือพิการ จนกว่าความตายจะมาพรากจาก
สิ่งที่ควรทำอยู่แล้วแท้ ๆ ทำไมถึงกลายเป็น ‘ข้อดี’ ที่ใช้หักล้างความเลวร้ายอื่นได้ล่ะ?
เด็กน้อยรู้สึกว่าตนเองยังเล็กเกินไปนัก คิดจนสมองแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจตรรกะของผู้ใหญ่ได้ เธอจึงส่ายหัวน้อย ๆ แล้วพูดน้ำเสียงจริงจังว่า “คุณป้าคะ วันนี้ซู่เป่าช่วยไล่โชคร้ายให้แล้วนะ หวังว่าในอนาคตคุณป้าจะกล้าหาญขึ้นอีกนิดนะคะ เรื่องไหนที่ไม่ชอบ ก็ต้องกล้าปฏิเสธค่ะ!”
ซินจื่อเหมิงตกตะลึง มองเด็กน้อยตัวกลมมนตรงหน้า ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าตัวเองยังเข้มแข็งสู้เด็กคนหนึ่งไม่ได้เลย
ในใจลึก ๆ บางครั้งเธอก็อยากจะตะโกนปฏิเสธออกไปดัง ๆ อยากจะอาละวาดโดยไม่ต้องสนใครหน้าไหน แต่ว่าในโลกของผู้ใหญ่นั้นมีที่ว่างให้ทำตามใจได้ขนาดนั้นเชียวหรือ?
ทั้งห่วงว่าลูกจะได้รับผลกระทบ ทั้งกลัวว่าอารมณ์พุ่งพล่านจะทำให้งานเสีย หรือกลัวคนอื่นเอาไปหัวเราะเยาะ
มีครั้งหนึ่ง เธอทะเลาะกับสามีอย่างรุนแรง ผลตามมาคือ เธอไม่สามารถเขียนงานออกมาได้แม้แต่ตัวอักษรเดียวถึงสามวันเต็ม สุดท้ายเธอก็เลือกเงียบเพื่อให้เรื่องมันจบ ๆ ไป
ซินจื่อเหมิงพึมพำบ่นพร่ำรำพันต่อไปไม่หยุดหย่อน ดวงตาของเธอกลับค่อย ๆ ไร้ประกาย กลายเป็นความเหม่อลอยคล้ายตุ๊กตาไม้ ไร้สติสัมปชัญญะ เธอเริ่มซ้ำคำบ่นเหล่านั้นออกมาอย่างเป็นกลไก
“พอได้แล้ว รีบเก็บกวาดให้เสร็จเถอะ! มานี่เจ้าตัวเล็ก มาท่องตามอาจารย์ซิ” จี้ฉางดึงซู่เป่ากลับมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ดวงตาของจี้ฉางเป็นประกายวูบ แฝงความซุกซนเล็กน้อย “สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เจ้าสัตว์ร้าย! จงสำแดงร่างแท้จริงออกมาเดี๋ยวนี้!”
ซู่เป่าตะโกนก้องตามทันที “สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เจ้าสัตว์ร้าย! จงสำแดงร่างแท้จริงออกมาเดี๋ยวนี้!”
ซูอีเฉินทำหน้ามึนงงเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวตัวน้อย
ในจังหวะนั้นเอง เขากลับเห็นเงาสีดำสายหนึ่งวูบผ่านบนไหล่ของซินจื่อเหมิง! ซูอีเฉินตกใจจนใจหล่นวูบ ทว่าพอมองชัด ๆ อีกครั้งกลับไม่พบสิ่งใด ราวกับภาพเมื่อครู่เป็นเพียงตาฝาด
สายตาของซู่เป่าเลื่อนจากซินจื่อเหมิงไปยังผีขี้ขลาด มันเกาะอยู่บนไหล่ของคุณป้า เธอเลียนแบบท่าทางเคร่งขรึมของจี้ฉาง แล้วถามออกไป “ชื่ออะไร? เกิดเมื่อไหร่? เกิดที่ไหน?”
เจ้าผีขี้ขลาดขมวดคิ้ว ลังเลครู่หนึ่งก่อนตอบอ้อมแอ้ม “ผมชื่อพานเจิ้นอ่าว เป็นคนเมืองอวี่…”
“พานเจิ้นอ่าว! ฉันเรียกเจ้าคำหนึ่ง เจ้ากล้าขานรับไหม?!” ทันใดนั้นเด็กน้อยก็ยกน้ำเต้าขึ้นมาถือไว้ แล้วตะโกนสุดเสียง
จี้ฉางถึงกับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างพลางอ้าปากค้างจนแทบยัดไข่ไก่ลงไปได้ทั้งใบ ส่วนเจ้าผีขี้ขลาดที่เกาะอยู่บนไหล่ซินจื่อเหมิงก็ถึงกับหน้าถอดสี
ร่างวิญญาณสั่นสะท้านพลางจ้องมองน้ำเต้าใบนั้นด้วยความตื่นตะลึงระคนมึนงง แม้แต่ซูอีเฉิน แม้ปกติจะสุขุมเยือกเย็นยังถึงกับมือสั่นจนเกือบทำแก้วกาแฟหลุดมือ สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ซู่เป่าเป็นตาเดียว
“ซู่เป่า… เธอไปจำท่าทางแบบนี้มาจากใครกันเนี่ย?” จี้ฉางยกมือกุมขมับ เอ่ยถามอย่างอ่อนใจ
“ก็จำมาจากซุนหงอคงไงคะ!” ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ
ในการ์ตูนเขาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นนี่นา
“มีปัญหาอะไรเหรอคะ?” เธอมองอาจารย์ด้วยความสงสัย
“ไม่มีปัญหาหรอก…” จี้ฉางกระตุกมุมปาก
แต่ผีที่ไหนมันจะยอมมุดลงน้ำเต้าไปง่าย ๆ แบบนั้นกันเล่า!
“อย่าทำเหมือนผมเป็นเด็กสามขวบได้ไหม?” แน่นอนว่าผีขี้ขลาดยังคงซบอยู่บนไหล่ของซินจื่อเหมิงด้วยสีหน้าพะอืดพะอม
“ได้ค่ะ ขอโทษนะ” ซู่เป่าวางน้ำเต้าลง
คำพูดประชดประชันของผีขี้ขลาดพลันติดค้างอยู่ในลำคอทันที เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยมีท่าทีจริงใจ และไม่ได้มองเขาด้วยสายตาดูถูกเหมือนมองปีศาจร้าย
“พี่ชายคะ แล้วพี่ตายได้ยังไงเหรอ?” ซู่เป่าถามต่อ
เจ้าตัวจ้อยกะพริบตาถามด้วยความอยากรู้ ผีขี้ขลาดนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยออกมา “ผมถูกคนตีตาย…”
จี้ฉางแปลกใจเล็กน้อยที่เจ้าผีขี้ขลาดคนนี้ยอมเปิดปากง่าย ๆ “ตอนที่ผมอายุสิบสี่ ผมย้ายตามพ่อแม่ไปเข้าโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง…”
โรงเรียนนั้นสภาพแวดล้อมแย่มาก และด้วยความที่เขาเป็นคนเงียบขรึม ไม่ชอบสุงสิงกับใคร นานวันเข้าพวกเพื่อนผู้ชายในห้องจึงเริ่มกีดกันเขา
“เริ่มแรกแค่ส่งเสียงโห่ไล่เวลาผมเดินผ่านระเบียง ต่อมาก็เริ่มผลักไสหนังสือถูกโยนทิ้งหน้าต่าง ในลิ้นชักโต๊ะมักจะมีซากกบตาย งู หรือแมลง… พวกเขาแค่อยากเห็นผมกรีดร้องเหมือนเด็กผู้หญิง หลังจากนั้นการถูกรุมทุบตีก็กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตผมไปเลย”
“แล้วพี่ไม่ได้บอกคุณครูเหรอคะ?!” ซู่เป่าถามด้วยความร้อนใจ
“ครูบอกว่า ‘มือเดียวตบไม่ดัง’ ในเมื่อคนอื่นไม่ถูกรังแก ทำไมถึงมีแค่ผมที่โดนล่ะ?” พานเจิ้นอ่าวหัวเราะเยาะหยันตัวเอง
นางฟ้าตัวน้อยนิ่งอึ้ง เธอเพิ่งตระหนักว่าครูแย่ ๆ แบบครูหวังนั้นมีอยู่จริง
ไม่ใช่ครูทุกคนจะเป็นคนดีเสมอไปสินะ
“แล้วทำไมพี่ไม่บอกคุณพ่อคุณแม่ล่ะคะ!” ซู่เป่ายิ่งฟังก็ยิ่งกระวนกระวายใจแทน
ผีขี้ขลาดไม่ตอบ ได้แต่ส่ายหัวอย่างขมขื่น จี้ฉางเปิดสมุดบันทึกวิญญาณพลางถามเข้าประเด็น “แล้วคุณตายได้อย่างไร?”
“มีครั้งหนึ่งพวกนั้นรุมผลักผมในห้องน้ำโรงเรียน จังหวะนั้นผมเผลอผลักเขากลับไปจนเขาล้มลงกับพื้น เพื่อนในห้องต่างพากันหัวเราะเยาะ ทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่สุด พอเลิกเรียนเขาจึงพาเพื่อนเจ็ดแปดคนมาดักรุมชกต่อยเตะถีบผมจนหนำใจก่อนเดินจากไป”
“ผมเจ็บไปทั้งตัวแต่ก็ฝืนพยุงร่างกลับบ้าน ระหว่างทางความเจ็บปวดมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พอเห็นแม่กำลังทำกับข้าว ผมก็ไม่กล้าพูดอะไร และเดินเข้าห้องไป ตอนเย็นแม่เรียกไปกินข้าว ท่านคงสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติจึงถามว่าเป็นอะไรไหม”
“แล้วพี่บอกคุณแม่ว่ายังไงคะ?” ซู่เป่าถาม
“ผมไม่อยากให้แม่เสียใจ เลยบอกไปว่าไม่มีอะไร… ผมทนมาจนถึงเที่ยงคืน ในที่สุด ร่างกายก็รับไม่ไหว เหงื่อเย็นไหลท่วมตัว สติเริ่มเลือนราง ผมรู้สึกได้ว่าความตายกำลังใกล้เข้ามา ผมตกใจมากจึงพยายามเรียกหาแม่”
“แต่ว่าตอนนั้นพ่อกับแม่กำลังทะเลาะกันเสียงดัง… ผมพิงหลังประตู ตะโกนเรียกสุดแรงผ่านช่องประตู… แต่กลับไม่มีใครได้ยินเสียงของผมเลย”
สุดท้ายเขาจึงจบชีวิตลงเพียงลำพังด้วยอาการเลือดออกในตับรุนแรงจากการบาดเจ็บภายใน
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ ดวงตาของผีขี้ขลาดเต็มไปด้วยความเสียใจ และความเกลียดชัง
“ผมเสียใจ… ผมเสียใจมากที่ไม่ได้บอกแม่ไปตั้งแต่แรก ทำไมผมถึงไม่พูดตอนท่านถาม! ผมไม่จำเป็นต้องตายเลย… ผมไม่อยากตาย…”
ผีขี้ขลาดปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เสียงสะอื้นสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส!