ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 126 รวบรวมป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ทั้งหมด!
บทที่ 126 รวบรวมป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ทั้งหมด!
ตำหนักวิญญาณสวรรค์เป็นดั่งฝันร้ายของกลุ่มกองกำลังหลักต่าง ๆ
ด้วยเหตุนี้ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเปล่งออกมา ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนก็กรูกันเข้ามาและพยายามโจมตีลู่เฉิน
ทว่าชายหนุ่มกลับหยิบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์สี่อันที่ผสานกันแล้วออกมา “เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คืออันใด?”
ทุกคนที่เห็นรูปร่างและกลิ่นอายของมันต่างชะงัก เพราะพวกเขารู้ดีว่ามันคือ…. “ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์?”
”ใช่แล้ว ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์เขตที่หนึ่ง สอง ห้า และหกอยู่กับข้าหมดแล้ว และข้าเดาว่าคนที่อยู่ที่นี่คงมีคนมาจากเขตเหล่านั้นสินะ?” ลู่เฉินกล่าว
คนจากเขตที่สองพลันแสดงตัวออกมา
ลู่เฉินฉีกยิ้มทันที “พวกเจ้ามาจากหอสวรรค์คู่สินะ”
คนเหล่านี้พยักหน้า
“แล้วพวกเจ้ารู้หรือยังว่าที่แท้พวกเจ้าเป็นอิสระแล้ว!!” คำพูดของลู่เฉินทำให้พวกเขาตรวจสอบร่างตนเองอย่างอยากรู้อยากเห็น
ก่อนที่พวกเขาจะพบว่าสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ได้หายไปแล้ว!
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนของหอสวรรค์คู่สับสนและต่างก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากที่ลู่เฉินอธิบายแล้ว ผู้คนในหอสวรรค์คู่ถึงได้รู้ว่าพวกเขาถูกลู่เฉิน ‘ปลดปล่อย’ แล้ว
แน่นอนว่าคำตอบนี้ย่อมมากพอที่จะทำให้คนจากหอสวรรค์คู่มีความสุขยิ่ง!
ขณะที่ผู้คนจากกองกำลังอื่น ๆ ต่างก็ทำได้เพียงเผยสีหน้าอิจฉาออกมา
ลู่เฉินที่เห็นดังนั้นจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากเจ้าอยากเป็นอิสระเหมือนพวกเขา เช่นนั้นก็จงมานี่ ข้าจะช่วยเอาโลหิตของเจ้าคืนมา!”
ทุกคนที่ได้ยินต่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทว่ายังไม่ทันได้ทำอันใด ทูตมารกลับเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยวเสียก่อน “ใครก็ตามที่เข้าไปหามัน เช่นนั้นก็เตรียมใจเผชิญหน้ากับตำหนักวิญญาณสวรรค์ได้เลย!”
“ตำหนักวิญญาณสวรรค์? มันกล้ามาหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
ทูตมารที่ได้ยินก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด แต่ปากก็ยังคงกล่าวว่า “ขอแค่พวกเขาทรยศ ตำหนักวิญญาณสวรรค์ย่อมมาลงทัณฑ์แน่!”
ทุกคนเริ่มลังเล ส่วนลู่เฉินก็ถือป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ในมือโบกไหว ๆ พลางส่งยิ้มให้ทุกคน “เจ้าไม่อยากลองจริง ๆ หรือ?”
บางคนที่โหยหาอิสรภาพพลันยืนขึ้นทันที ก่อนจะทยอยขอความช่วยเหลือจากลู่เฉิน
และหลังจากที่ได้คนมาจำนวนหนึ่งแล้ว ชายหนุ่มก็ได้สั่งให้พวกเขาบีบโลหิตของตนเองออกมา
ทุกคนยอมทำตาม และปล่อยให้ทูตมารที่อยู่ข้างหลังสาปแช่งด้วยความโกรธ “พวก… พวกเจ้าจบไม่สวยแน่!”
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินได้ก็ใช้ค่ายกลหวนโลหิตที่วางไว้รอบ ๆ ดึงป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ที่สลักเลขสามมาอยู่ในมือ
ทุกคนพลันตกตะลึง
ทว่าลู่เฉินก็เพียงมองไปรอบ ๆ ด้วยรอยยิ้ม “ผู้ใดมาจากเขตที่สาม?”
ยามนี้เอง คนที่มอบโลหิตบางคนก็ได้ยกมือขึ้น เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีส่วนร่วมก่อนหน้าที่ดูคล้ายจะสนใจ
หลังจากนั้นลู่เฉินก็ ‘ดูด’ แผ่นป้ายของเขตที่เจ็ดมาเพิ่ม ชายหนุ่มพลันพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะปลดปล่อยพวกเจ้า!”
แม้จะมีหลายคนไม่เชื่อในตอนแรก แต่เมื่อลู่เฉินคลายเงาโลหิตออกทีละอัน และทำให้พวกเขาเป็นอิสระ คนทั้งหมดก็พากันตื่นเต้นยินดี
ส่วนลู่เฉินก็นำแผ่นป้ายของทุกเมืองมารวมกันอย่างสนอกสนใจ
เพราะขณะนี้เขารวมมาได้เจ็ดแผ่น ตั้งแต่เขตที่หนึ่งถึงเจ็ด!
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังพบว่าไอมารของศิลาวิญญาณโลหิตในป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ยังเข้มข้นขึ้นอีกด้วย!
”หรือว่ายิ่งรวบรวมได้มากเท่าไหร่ ไอมารก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น?” ลู่เฉินพึมพำกับตัวเอง
ยามนี้เอง ผู้คนในเขตที่แปดไปจนถึงเขตที่สิบพลันร้อนใจแล้ว พวกเขาต่างก็ทยอยกันเข้ามาขอความช่วยเหลือจากลู่เฉิน
แน่นอนว่าลู่เฉินย่อมเต็มใจช่วย ดังนั้นชายหนุ่มจึงสั่งให้คนที่เหลือเอาโลหิตออกมา ส่วนทูตมารที่อยู่ในความมืดก็ทำการข่มขู่ด้วยวิธีต่าง ๆ นานา แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกคนก็ไม่ฟัง ราวกับว่าลืมการมีอยู่ของเขาไปเสียสนิท
เมื่อเวลาผ่านไป ในมือของลู่เฉินก็มีป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ของเขตที่แปดถึงสิบแล้ว!
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เฉินรู้สึกแปลกก็คือ หลังจากที่ศิลาวิญญาณโลหิตในป้ายทั้งสิบหลอมรวมกันแล้ว มันกลับยังมีมุมที่ขาดหายไปไม่น้อย
”หรือว่าไม่ได้มีแค่สิบป้าย?” ลู่เฉินสงสัย
แต่แล้วลู่เฉินก็ค้นพบแรงดึงดูดอันทรงพลังที่กำลังดึงป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์หลังจากที่หลอมรวมกันแล้วอย่างรวดเร็ว!
แรงดึงดูดนี้…. มันมาจากใต้ดินด้านล่าง!
“ใต้ดิน?” ลู่เฉินนึกสงสัยว่าใต้ดินด้านล่างนี้ยังมีป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์อยู่อีกหรือ?
และเพื่อให้กระจ่าง ชายหนุ่มจึงมองไปที่ผู้คนซึ่งกำลังมีความสุขและถามว่า “ทุกคน ข้ามีคำถามจะถามพวกเจ้า!”
“ท่านอาวุโส ท่านบอกมาได้เลยขอรับ!” มีคนก้าวมาข้างหน้าทันที
แม้ว่าลู่เฉินจะอยู่แค่ขั้นสร้างรากฐาน แต่ความสามารถของชายหนุ่มก็มากพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาเคารพลู่เฉินในฐานะผู้อาวุโส!
“พวกเจ้าถูกเรียกมาที่นี่เพราะเหตุใด?” ลู่เฉินอยากยืนยันว่าสาเหตุที่คนเหล่านี้ถูกส่งมาที่นี่ เพราะมีแผนการอย่างอื่นหรือไม่
แน่นอนว่าหลังจากได้ยินคำถาม พวกเขาก็เริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเองทันที
ปรากฏว่าคนเหล่านี้ถูกส่งมาที่นี่เพื่อค้นหาศิลาจารึกแผ่นหนึ่ง!
“ศิลาจารึก?” ลู่เฉินสงสัยว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ที่เหลือหรือไม่ แต่ทูตมารที่อยู่ในความมืดกลับพูดขัดขึ้นมาด้วยความโมโหว่า “คนทรยศ พวกคนทรยศ!”
ทว่าทุกคนขี้เกียจจะสนใจและพากันไปจากที่นี่
หลังจากนั้นไม่นานก็เหลือเพียงลู่เฉินคนเดียวที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้
หลี่ว์ซือเดินลงมาถามด้วยความสงสัยว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่ออกมา?”
”ไม่รีบ ข้ากำลังหาบางอย่างอยู่” ลู่เฉินเริ่มมองหาปลายทางของแรงดึง
แต่ทูตมารกลับขู่ว่า “เจ้าหนุ่ม… ห้ามแตะต้องมันเด็ดขาด มิฉะนั้นเจ้าจะต้องเสียใจ!”
”บอกมาเถิด ศิลาจารึกที่เจ้าขอให้พวกเขาหาคืออันใดกันแน่?” ลู่เฉินอยากรู้ว่าเขาจะหลอกถามข้อมูลอันใดจากมารตนนี้ได้บ้าง
และเพื่อป้องกันไม่ให้ลู่เฉินหาสิ่งนั้นพบ ทูตมารจึงเอ่ยออกมาว่า “มีศิลาวิญญาณโลหิตขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง และป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ทั้งสิบชิ้นก็ร่วงหล่นลงมาจากศิลาวิญญาณโลหิตขนาดใหญ่นั้น!”
“เช่นนั้นทั้งสิบชิ้นที่ข้าหลอมรวมกันก็เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของศิลาวิญญาณโลหิตก้อนใหญ่ที่อยู่ด้านล่าง?”
”ถูกต้อง!” ทูตมารคิดว่าลู่เฉินจะหวาดกลัวแล้วจากไป
…ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะ “ขอบใจเจ้ามาก”
“ขอบใจ? อันใดนะ? เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจจะขุดมันออกมาหรอกนะ?”
”หากพวกเจ้าขุดได้ แล้วเหตุใดข้าจึงขุดไม่ได้?” ลู่เฉินหัวเราะอย่างเย็นชา ส่วนทูตมารก็ขู่ว่า “ข้าบอกเจ้าแล้ว ศิลาวิญญาณโลหิตด้านล่างแข็งแกร่งกว่าศิลาวิญญาณที่ผ่านการหลอมรวมในมือของเจ้าหลายเท่านัก ดังนั้นไอมารที่แผ่ออกมาจึงทรงพลังมาก!”
”แล้วไง?”
“ไอมารที่ทรงพลัง! แม้แต่ผู้ฝึกวิถีมารตัวจริงก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ดังนั้นนับประสาอะไรกับเจ้า!” ทูตมารคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ลู่เฉินล่าถอย ทว่า…
“แม้พวกเจ้าไม่กล้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่กล้า!!!”
“เจ้ามันโกหก!”
แต่ลู่เฉินกลับมองไปที่หลี่ว์ซือ “เจ้าทุบพื้นที่บริเวณนี้ให้แหลกได้หรือไม่?”
”เรื่องนี้ ข้าอาจต้องใช้อันใดที่แหลมคม!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ชักกระบี่สยบเก้าทิศออกมา จากนั้นเสียบกระบี่ลงไปที่พื้น “แล้วเช่นนี้ล่ะ?”
“ข้าจะลองดู!” หลี่ว์ซือเดินมาอยู่ข้างกระบี่ และในครู่ต่อมาก็หายใจเข้าลึก เขาจับด้ามกระบี่ด้วยมือทั้งสองข้าง ก่อนจะแทงกระบี่ลงพื้นอย่างแรง
เมื่อหลี่ว์ซือดึงกระบี่ออกมา ไอมารสีม่วงบางส่วนก็ทะลักออกมาจากพื้น มันเป็นไอมารสีม่วงหนาแน่นที่แค่เห็นก็แทบหายใจไม่ออก
จากนั้นหลี่ว์ซือก็ต่อยลงพื้น
พื้นแตกออกเล็กน้อยทันที
“เอาล่ะ ให้ข้าจัดการที่เหลือเอง!” ลู่เฉินขอให้หลี่ว์ซือถอยออกไป จากนั้นก็สำแดงหมัดเสี้ยวทองทันที
กำปั้นเงาสีทองร่อนลงไปตามรอยแตกเป็นสาย ๆ ทำให้รอยแตกขยายกว้างขึ้น
ทางด้านทูตมารที่อยู่ในความมืด เขาก็ได้แต่สาปแช่งอย่างลับ ๆ “สัตว์ประหลาด!”
ตู้มมม!
เสียงหมัดกระแทกนี้ดึงดูดความสนใจของหลี่ว์ซือ
แต่ลู่เฉินไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาลองชกอีกสองสามครั้ง ในที่สุดหลังจากที่รูเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น ลู่เฉินก็ยื่นศีรษะเข้าไปและพบเข้ากับสิ่งที่น่าประหลาดใจ!
สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นคือไอมารสีม่วงที่หนาแน่น และไอมารพวกนั้นก็กำลังล้อมรอบแผ่นศิลาโลหิตเอาไว้!
ไม่เพียงเท่านั้น บนแผ่นศิลายังมีรอยแหว่ง ซึ่งรอยนี้มันก็สามารถวางศิลาวิญญาณโลหิตขนาดเล็กสิบก้อนได้พอดิบพอดี!
ลู่เฉินตัดสินใจจะลงไปดู! เขาหันไปพูดกับหลี่ว์ซือว่า “รอที่นี่ ข้าจะลงไปสักเดี๋ยว!”
“อืม!” หลี่ว์ซือตอบ
แต่ทูตมารมีหรือจะยอม มันขู่ต่อไปว่า “เจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้าเข้าไปใกล้ ระวังจะถูกมารครอบงำเอานะ!”