ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 139 หลังจากแปลงร่างเป็นมนุษย์ นิสัยของสตรีผู้นี้ก็เปิดเผยมากขึ้น
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 139 หลังจากแปลงร่างเป็นมนุษย์ นิสัยของสตรีผู้นี้ก็เปิดเผยมากขึ้น
บทที่ 139 หลังจากแปลงร่างเป็นมนุษย์ นิสัยของสตรีผู้นี้ก็เปิดเผยมากขึ้น
ชิวเอ้อที่อยู่ข้างหน้ารออยู่ที่นั่นนานแล้ว แต่จู่ ๆ เมื่อเห็นลู่เฉินพาสาวงามออกมา เขาก็ต้องตกตะลึง “ผู้อาวุโส นี่คือ…”
“ข้าเป็นลูกศิษย์ของเขา ลู่เหยา” หนานเหยายิ้ม
ลู่เฉินตกตะลึง “เจ้าเปลี่ยนแซ่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ท่านไม่ใช่ห้ามให้คนอื่นรู้ฐานะของข้าหรือ? ข้าเลยเปลี่ยนไปใช้แซ่เดียวกับท่านแทน” หนานเหยายิ้มอย่างพึงพอใจ
ลู่เฉินที่ได้ยินก็ไม่รู้จะพูดอันใด เขาได้แต่มองไปที่ชิวเอ้อ “ไปกันเถอะ”
ชิวเอ้อไม่เข้าใจว่าสตรีคนนี้ออกมาได้อย่างไร แต่ก็ไม่กล้าถามมากกว่านี้ ดังนั้นเขาจึงได้แต่ออกจากที่แห่งนี้ไปด้วยกัน
…
เมื่อมาถึงตีนเขา พวกเขาก็เดินจากไป
แต่ทว่าไกลออก ได้ไปมีเงาร่างของสตรีคนหนึ่งที่มีไอภูตผีล้อมรอบอยู่ และในขณะนี้นางกำลังนั่งขัดสมาธิเพื่อพักผ่อนเหมือนครั้งก่อน ๆ
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าทันทีที่กลิ่นอายของลู่เฉินและพวกปรากฏขึ้น….
หญิงสาวก็ลืมตาขึ้นทันที นางรู้สึกแปลก ๆ อยู่ในใจ พึมพำเสียงเบาว่า “คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะไม่ตาย?”
แต่สตรีคนนั้นไม่กล้าปรากฏตัวต่อหน้าลู่เฉิน นางเพียงหายตัวไปเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นแก่หัวหน้าหมู่บ้าน
ลู่เฉินมองไปที่ชิวเอ้อ “หมู่บ้านแห่งนี้… เจ้ายังอยากอยู่ต่อหรือไม่?”
”ข้า ข้าไม่กล้าแล้ว” ชิวเอ้อผู้นี้กลัวว่าจะถูกแก้แค้น ดังนั้นเขาจึงไม่คิดกลับมา ส่วนลู่เฉินก็รู้ว่าตนกำลังจะไปจากที่นี่ และไม่อาจอยู่ดูอีกฝ่ายได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงพูดว่า “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ”
ชิวเอ้อตอบรับว่า “ขอรับ”
เมื่อหนานเหยากำลังจะถามว่าสถานที่นี้อยู่ที่ไหน ลู่เฉินก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อนว่า “พูดให้มันน้อย ๆ หน่อย”
หนานเหยาที่ไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ปิดปากและหัวเราะคิกคักเงียบ ๆ คนเดียว
…
ผู้พิทักษ์หญิงของหมู่บ้านมายังห้องลับที่กุ๋ยจิ่วเทียนใช้ฝึกฝน นางรายงานว่า “ท่านหัวหน้า เขารอดออกมาได้แล้วเจ้าค่ะ”
“อันใดนะ ยังไม่ตายงั้นหรือ?” กุ๋ยจิ่วเทียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ไม่ใช่แค่ไม่ตาย แต่ยังมีสตรีเพิ่มมาอีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยสิ่งที่ตนเองสงสัยออกมา ทำให้กุ๋ยจิ่วเทียนยิ่งฉงนเข้าไปใหญ่ “มีสตรีเพิ่มมาคนหนึ่ง?”
“ใช่เจ้าค่ะ!”
หลังได้ยินเช่นนั้น กุ๋ยจิ่วเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด?”
“เดาว่ากำลังจะไปจากที่นี่” หญิงสาวตอบ
กุ๋ยจิ่วเทียนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ไปก็ดี”
“ท่าจะปล่อยเขาไปงั้นหรือ?”
“เจ้ามีความสามารถจัดการกับเขาหรือไม่เล่า?” กุ๋ยจิ่วเทียนถามกลับ ซึ่งหญิงสาวก็ทำได้เพียงส่ายหัว “ข้าทำไม่ได้”
”ถ้าอย่างนั้นก็อย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า” หลังจากที่กุ๋ยจิ่วเทียนพูดจบ เขาก็ขอให้สตรีคนนั้นหันมาจัดการเรื่องในหมู่บ้าน และยังออกคำสั่งให้กระจายประกาศแก่คนในหมู่บ้านว่าห้ามยุ่งกับลู่เฉินเด็ดขาด!
หญิงสาวพยักหน้ารับ ก่อนที่นางจะออกไปจากห้องลับเพื่อทำตามคำสั่งที่ได้รับมา
….
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินและพวกทั้งสามก็กลับมาที่ขอบหน้าผา ขณะที่ชิวเอ้อก็กล่าวคำอำลา
หลังจากชิวเอ้อจากไป หลี่ว์ซือคนนั้นก็เดินมาจากบริเวณใกล้เคียง
ซึ่งเมื่อเห็นหนานเหยา หลี่ว์ซือดูงุนงงเล็กน้อย
ลู่เฉินมองไปที่หนานเหยา ครั้งนี้หนานเหยาไม่พูดอันใด เพียงแค่ฉีกยิ้มออกมา
ดังนั้นชายหนุ่มจึงพูดแนะนำด้วยรอยยิ้มว่า “นางเป็นใบ้ และนางก็คือลูกศิษย์คนใหม่ของข้า”
“นางไม่ใช่ผีสาวตนนั้นหรือ?” หลี่ว์ซือตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ซึ่งหนานเหยาอดไม่ได้ที่จะตอบว่า “ใช่ แต่ตอนนี้ข้ามีฐานะใหม่แล้ว”
“ฐานะใหม่?” หลี่ว์ซือสับสน
”ใช่ เป็นลูกศิษย์ของเขา นามว่าลู่เหยา!”
หลี่ว์ซือสับสน และไม่รู้ว่าทั้งสองคนคิดจะทำอันใด ทว่าลู่เฉินไม่ได้อธิบายอะไร เพียงพูดว่า “ไป กลับไปยังเขตที่หนึ่งกัน”
แต่ผู้คลั่งไคล้เต๋าคนนั้นก็พลันปรากฏตัวขึ้นและขวางทางพวกเขาไว้!
”มาอีกแล้วหรือ?” ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าชายคนนี้จะดื้อดึงยิ่งนัก
ผู้คลั่งไคล้เต๋ามองลู่เฉินขึ้นลงด้วยใบหน้าที่งุนงง “ผีสาวตนนั้นอยู่ที่ใด?”
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้พบความผิดปกติของหนานเหยา ลู่เฉินจึงยิ้ม “ถ้าเจ้ามีความสามารถ ก็ไปหาเองสิ”
เห็นได้ชัดว่าหนานเหยาก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงจงใจยั่วโมโหผู้คลั่งไคล้เต๋าคนนี้ “ดูสิ ข้าดูเหมือนหรือไม่?”
“เจ้าเป็นผู้ฝึกวิถีภูตผี!” เห็นได้ชัดว่าผู้คลั่งไคล้เต๋าจำไม่ได้
สิ่งนี้ทำให้หนานเหยาพึงพอใจมาก “เยี่ยมจริง ๆ”
”เยี่ยมจริง ๆ?” ผู้คลั่งไคล้เต๋าไม่รู้ว่าหนานเหยากำลังพูดอันใด
ส่วนลู่เฉิน เขามองไปที่ผู้คลั่งไคล้เต๋า ปากก็กล่าวขอตัว “หากไม่มีอันใดแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”
จากนั้นชายหนุ่มก็มองไปที่หลี่ว์ซือและหนานเหยา ก่อนจะออกจากที่นี่ด้วยกัน
ทว่ามีหรือที่ผู้คลั่งไคล้เต๋าจะยอมแพ้และล้มเลิก? โดยสันดานแล้วเขาเป็นคนที่ดื้อรั้นยิ่ง ดังนั้นถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ เขาก็จะทู่ซี้ติดตามต่อไป!
ว่าแล้วผู้คลั่งไคล้เต๋าก็ได้ติดตามไปไม่ห่าง โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าตนจะต้องหาผีสาวตนนั้นให้เจอให้ได้!!!
หลี่ว์ซือสัมผัสได้ถึงผู้ที่ติดตามมาด้วยความรู้สึกกลัดกลุ้มใจ “ผู้ชายคนนี้ช่างดื้อรั้นจริง ๆ”
”ไม่ต้องสนใจเขา”
หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็ไม่ได้พูดอันใดอีก ในขณะที่หนานเหยากล่าวล้อเลียนผู้คลั่งไคล้เต๋าเป็นครั้งคราว “นักพรต ถ้าเจ้าติดตามพวกเราแบบนี้ คนอื่นจะคิดว่าเจ้ากำลังวางแผนไม่ดีบางอย่างนะ”
แน่นอนว่าผู้คลั่งไคล้เต๋าย่อมไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น เขาเพียงเดินติดตามมาอย่างเงียบ ๆ
สถานการณ์เป็นเช่นนั้นจนกระทั่งเข้าวันที่สอง วันที่ลู่เฉินกลับมาถึงพื้นที่อยู่อาศัยในเขตที่หนึ่ง และได้พบโจวกัง
แต่ครานี้โจวกังกลับมีท่าทีเศร้าใจ “เดือนกว่าแล้ว แต่ข้ายังหาเป้าหมายใหม่ไม่ได้เลย!”
ลู่เฉินรู้ดีว่าอีกสิบเอ็ดคนสุดท้ายหายากที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่คิดมาก และพูดว่า “แต่เดิมนั้นธาตุลม สายฟ้า ความมืด และแสงระดับเจ็ดดาว แปดดาว และเก้าดาวนั้นยากที่สุด ซึ่งการเจอสองคนก่อนหน้านี้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”
โจวกังรู้สึกกลัดกลุ้มใจ “ลม สายฟ้า ความมืด และแสงหายากจริงดั่งว่า แต่รากวิญญาณไฟเก้าดาว ข้าเองก็ยังหาไม่พบ!”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินก็ก้มมองตนเองแล้วครุ่นคิด
จากบรรดารากวิญญาณที่ขาด ธาตุลม สายฟ้า ความมืด และแสงคุณภาพแปดดาวกับเก้าดาวขาดอีกแปดอัน ส่วนธาตุลม และสายฟ้าคุณภาพเจ็ดดาวนั้นขาดอีกสอง รวมทั้งรากวิญญาณเพลิงคุณภาพเก้าดาวในตอนนี้ ก็ครบสิบเอ็ดพอดี
ทว่าลู่เฉินไม่ได้ท้อแท้ เขาแค่พูดว่า “ออกจากแดนวิญญาณ ไปหาข้างนอกกันเถิด”
“ออกจากแดนวิญญาณ?” ดวงตาของโจวกังเป็นประกายทันที
”โลกภายนอกนั้นค่อนข้างใหญ่ และที่นี่ก็เป็นเพียงสถานที่เล็ก ๆ เท่านั้น” ลู่เฉินอธิบาย ส่วนโจวกังก็พูดอย่างมีความสุขทันทีเมื่อได้ยิน “ดียิ่ง เช่นนั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
ทว่าลู่เฉินกลับตะโกนขึ้นหลังจากที่อีกฝ่ายลุกขึ้น “ไม่ต้องรีบร้อนไป ข้ายังพูดไม่จบ”
”เช่นนั้นเชิญกล่าวต่อ” โจวกังอยากออกจากสถานที่แปลกประหลาดนี้ใจจะขาด เขาจึงแทบจะกระโจนออกไป แต่เมื่อลูเฉินตะโกนเรียก เขาก็จำต้องหยุดชะงักลงอย่างเขอะเขิน
”หากมีข่าวใด ก็จงส่งข่าวไปที่ท่านหมอฉินแห่งสำนักเก้าสุขสงบ”
”ขอรับ!” หลังจากโจวกังพูดจบ เขาก็วิ่งหนีจากไป
ลู่เฉินทำได้เพียงส่ายหัวอย่างจนปัญญากับภาพตรงหน้า ทว่าเขายังไม่ได้จากไปทันที ทั้งยังตั้งท่าราวกับว่ากำลังรอใครซักคน
สิ่งนี้ทำให้หนานเหยาสงสัย “ท่านอาจารย์ ท่านจะไม่ไปแล้วหรือ?”
แต่ลู่เฉินกลับจ้องไปที่โต๊ะขนาดใหญ่ตรงหน้าหนานเหยาแล้วพูดว่า “ข้าว่าเจ้าก็ไม่คิดจะไปเหมือนกันสินะ”
หนานเหยาส่ายหัว “ข้าไม่ได้ใช้ชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว ดังนั้นข้าจึงอยากลองกินอาหารโอชะเหล่านี้เสียหน่อย!”
หลังจากพูดจบ หนานเหยาก็ก้มกินของหวานของโรงเตี๊ยมอย่างตะกละตะกลาม
จนกระทั่งเจี่ยลัวปรากฏตัวขึ้น
“ผู้อาวุโส”
มีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่รู้ภาษาซากศพของเจี่ยลัว ส่วนหนานเหยาและหลี่ว์ซือฟังไม่เข้าใจ ดังนั้นพวกเขาจึงดูงุนงง
”สำหรับข้า ข้าต้องการออกจากแดนวิญญาณและกลับไปทำธุระที่สำนักเก้าสุขสงบ ส่วนเจ้าล่ะ? เจ้าวางแผนที่จะอยู่ที่นี่หรือไปที่สำนักเก้าสุขสงบกับข้า” ลู่เฉินมองไปที่เจี่ยลัว
เจี่ยลัวพูดทันทีว่า “ข้าจะไปสำนักเก้าสุขสงบ และหลังจากนั้นข้าจะหาโอกาสตรวจสอบผู้อาวุโสฟางเสียหน่อย!”
ลู่เฉินพยักหน้า “ย่อมได้ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
ว่าแล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะจากไป ทำให้หนานเหยาที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยรีบพูดทันทีว่า “เอี๋ยวอ่อน แค่ก ๆ เดี๋ยวก่อน… รอข้าด้วย!”
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจ ขณะที่เจี่ยลัวก็เต็มไปด้วยความสงสัยหลังจากเห็นหนานเหยาเปลี่ยนจากผีสาวเป็นคนที่มีชีวิต “ผู้อาวุโส นาง?”
”นางแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว” หลังจากที่ลู่เฉินอธิบาย เจี่ยลัวก็เข้าใจ
แต่ผู้คลั่งไคล้เต๋าที่ติดตามมาไกล ๆ ยังไม่เข้าใจ เขาพึมพำกับตัวเองว่า “ข้าติดตามมามากกว่าหนึ่งวันแล้ว เหตุใดข้าจึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของผีสาวตนนั้นเลย!”