ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 140 ไม่มีวันใจอ่อนกับผู้ที่สร้างปัญหาแน่!
บทที่ 140 ไม่มีวันใจอ่อนกับผู้ที่สร้างปัญหาแน่!
แน่นอนว่าลู่เฉินและคนอื่น ๆ ย่อมไม่คิดอธิบายให้ผู้คลั่งไคล้เต๋าคนนี้ฟัง พวกเขาเพียงออกจากแดนวิญญาณ และมุ่งหน้าไปยังสำนักเก้าสุขสงบ
ทันทีที่หนานเหยาออกมา นางก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะกล่าวแสดงความคิดเห็นว่า “แม้ว่าภายนอกจะมีปราณไม่หนาแน่นเท่า แต่มันกลับมีกลิ่นอายบางอย่างที่ข้างในไม่มี”
หลี่ว์ซือเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน
ลู่เฉินมองดูเวลา เหลืออีกไม่กี่วันแล้วก่อนที่งานประลองสิบสำนักจะเริ่ม ชายหนุ่มวางแผนที่จะกลับไปดูสำนักเก้าสุขสงบเสียหน่อย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คิดหยุดพักนาน พากันมุ่งไปยังสำนักทันที!
…
ไม่กี่วันต่อมา ทุกคนก็มาถึงเชิงเขาสำนักเก้าสุขสงบ
ที่นั่นดูผิดแปลกจากเดิมลิบลับ จากเดิมที่ดูรกร้าง มาตอนนี้กลับมากไปด้วยชีวิตชีวา เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย!
หนานเหยารู้สึกประหลาดใจกับภาพตรงหน้า “ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ว่าสำนักเก้าสุขสงบตกต่ำหรอกหรือ?”
“เมื่อก่อนเคยตกต่ำ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” ลู่เฉินหัวเราะ
หลี่ว์ซือที่ได้ยินก็ถึงกับตะลึง “ดูเหมือนว่าผู้คนจากแดนวิญญาณพวกนั้นจะมีประโยชน์ไม่น้อย”
“แดนวิญญาณ?” หนานเหยาฉงน แต่หลังจากที่หลี่ว์ซืออธิบายให้ฟังแล้ว นางก็พลันเข้าใจ “มิน่าล่ะ!”
ในยามนี้เอง พลันมีเสียงดังมาจากด้านหน้า คล้ายกับว่ากำลังมีคนต่อสู้กัน
ลู่เฉินและคนอื่น ๆ จึงเดินเข้าไปหาต้นตออย่างอยากรู้อยากเห็น
เห็นเพียงคนแปลกหน้ากำลังต่อสู้กับศิษย์ของสำนักเก้าสุขสงบ
“สำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้ามันลวงโลก!” คนที่เป็นผู้นำกลุ่มโห่ร้อง
”ถูกต้อง ไม่มีอันใดเลย แต่กลับมาหลอกให้เราเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบ”
”ใช่ ตกลงไว้ว่าจะแจกจ่ายศิลาวิญญาณสำหรับฝึกฝนในหนึ่งเดือน แต่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว พวกข้ากลับไม่ได้รับศิลาวิญญาณอันใดเลย!”
“ใช่! เป็นสำนักที่ตกต่ำก็ว่าแย่แล้ว แต่ยังไม่แจกจ่ายศิลาวิญญาณแล้วยังคิดให้คนมาเข้าร่วมอีก… คิดจริง ๆ หรือว่าทุกคนจะทำงานให้สำนักเก้าสุขสงบฟรี ๆ!”
บรรดาศิษย์สำนักเก้าสุขสงบที่ได้ยินดังนั้นต่างไม่พอใจ และบางคนก็พูดด้วยความโกรธว่า “ท่านเจ้าสำนักบอกว่าเดือนนี้มีคนมากเกินไป ดังนั้นรอให้ปิดรับคนก่อนแล้วจึงจะแจกจ่ายให้อีกครั้ง”
”ปิดรับคนก่อน? นั่นช้าเกินไป พวกข้ารับไม่ได้! ”
”คิดจะหลอกพวกเราใช่หรือไม่!”
“เกินไปแล้ว!! ทำมาเป็นอ้าง ข้าคิดว่าพอผ่านไปหลายเดือนเข้า พวกเจ้าก็จะลวงพวกเราไปทำภารกิจเสี่ยงตาย เพราะเพียงเท่านี้พวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายอันใดแล้ว!!!”
‘ตัวก่อปัญหา’ เหล่านี้ทำให้ผู้มาใหม่ที่กำลังต่อแถวอยู่รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย ดังนั้นพวกเขาจึงค่อย ๆ ล่าถอย และบางคนถึงกับวางใบสมัครคืน
ศิษย์ที่รับหน้าที่ลงทะเบียนของสำนักเก้าสุขสงบพลันร้อนใจ
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ซึ่งลงมาจากภูเขาก็มีอยู่จำนวนมาก และคนเหล่านี้ต่างก็พูดว่าพวกเขาถูกหลอก โดยบอกว่าสำนักเก้าสุขสงบไม่ได้ให้ศิลาวิญญาณแก่พวกเขาตามที่รับปาก
ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงเข้าร่วมกลุ่มประท้วง และขอให้สำนักเก้าสุขสงบอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
และยิ่งมันบานปลาย ก็คล้ายกับว่าคนพวกนี้พร้อมจะบุกโจมตีสำนักเก้าสุขสงบอย่างไรอย่างนั้น!
ยามนี้เอง ลู่เฉินพลันเดินออกมา “ทำอันใดกัน?”
เมื่อเห็นลู่เฉิน ศิษย์สำนักเก้าสุขสงบผู้หนึ่งก็พลันพูดอย่างตื่นเต้นว่า “บุตรศักดิ์สิทธิ์ บุตรศักดิ์สิทธิ์กลับมาแล้ว!”
แต่ผู้ที่สร้างปัญหากลับมองอย่างดูหมิ่น
“นี่คือบุตรศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้างั้นหรือ?”
”ที่แท้ก็เขานี่เอง”
”รู้จักหรือ?”
“หัวขโมยที่ขโมยวิชาสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ถูกกำจัดและขับออกจากสำนัก”
”ที่แท้ก็คนผู้นี้!”
ยามนั้นลู่เฉินถูกคนจำนวนมากดูหมิ่น ซึ่งเพียงแค่กวาดตามอง ชายหนุ่มก็รู้ได้ในทันทีว่าคนที่มาสร้างปัญหาพวกนี้ไม่ใช่คนที่เขารู้จักในแดนวิญญาณ
ทว่ายังไม่ทันที่ลู่เฉินจะได้พูดอันใด หนานเหยาที่อารมณ์เสียก็ชิงกล่าวขึ้นมาเสียก่อน!
เพราะไม่ว่าอย่างไร ลู่เฉินก็นับเป็นอาจารย์ของนาง และยามนี้เมื่อมีคนบอกว่าอาจารย์ของนางขโมยของและถูกไล่ออกจากสำนัก มีหรือที่นางจะยอมได้?! “เจ้าน่ะสิหัวขโมย บิดามารดาและปู่ย่าของพวกเจ้าทั้งโคตรน่ะสิที่เป็นหัวขโมย!”
“แม่นาง เขาเป็นหัวขโมยจริง ๆ นะ ถ้าไม่เชื่อข้า เจ้าก็ไปถามคนแถวนั้นได้!” หนึ่งในนั้นพูดอย่างภาคภูมิใจ
ส่วนคนอื่นก็กล่าวเสริมว่าลู่เฉินเป็นหัวขโมยจริง ๆ
คำพูดเหล่านั้นทำให้หนานเหยาโกรธจัด นางคิดจะลงไม้ลงมือ ทว่าลู่เฉินกลับคว้าแขนของนางไว้ “ไม่ต้องรีบร้อน ข้าต้องการค้นที่มาของพวกเขาก่อน”
“ค้นที่มาของพวกเขา?” หนานเหยางงงวย
ลู่เฉินไม่ตอบ เขาเพียงมองไปที่กลุ่มคนซึ่งอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ที่เป็นผู้นำในการสร้างปัญหาครานี้ “ใครขอให้พวกเจ้ามาสร้างปัญหา?”
ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้เหล่านี้ไม่รู้ว่าลู่เฉินพูดอะไร ก่อนจะเป็นชายหนุ่มขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมที่พูดด้วยรอยยิ้มว่า “สำนักเก้าสุขสงบไม่สามารถสนับสนุนศิษย์ได้ เช่นนี้เจ้าจึงคิดโทษพวกเราที่สร้างปัญหาหรือ?”
บางคนที่ไม่รู้ความจริงก็โห่ร้องทันที
เพราะหากสำนักไม่ให้ทรัพยากรสำหรับการฝึกฝน เช่นนั้นแล้วการเข้าร่วมสำนักนี้จะมีความหมายอันใด?
ดังนั้นผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มโห่
โดยเฉพาะผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้กลุ่มนั้น
ลู่เฉินมองชายคนนั้นด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามีนามว่าอันใด?”
”ข้าหรือ? นามข้าคือหลัวลี่” ชายหนุ่มยิ้ม
”เจ้ารู้ผลของการล่วงเกินสำนักเก้าสุขสงบหรือไม่?” คำพูดของลู่เฉินทำให้ชายที่ชื่อหลัวลี่หัวเราะเย็นชา “อันใดนะ? เจ้าขู่ข้างั้นหรือ?”
”ไม่ได้ขู่ ข้าแค่อยากให้เจ้ารู้ว่ามันมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการสร้างปัญหา!” ลู่เฉินมองไปที่หลัวลี่ด้วยรอยยิ้ม
แต่หลัวลี่กลับหัวเราะเยาะลู่เฉินหนักกว่าเดิม “ราคาหรือ? อย่างเจ้านี่นะ?”
ทันทีที่สิ้นเสียง หลี่ว์ซือก็พลันชกเขาขึ้นไปกลางอากาศ ทำให้ตัวคนกระเด็นออกไป
ทุกคนพลันตกตะลึง
เพราะหลี่ว์ซือไม่มีพลังปราณหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย ทว่าแค่หมัดเดียว… ก็ทำให้คนในขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมกระเด็นไป!
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ก่อปัญหาหวาดกลัว
หลัวลี่พยายามลุกขึ้นและตะโกนบอกคนรอบข้างด้วยความตกใจ “ทุกคน เจ้าเห็นหรือไม่ว่าสำนักเก้าสุขสงบเป็นฝ่ายทำผิดเอง แต่พวกเขากลับไม่คิดยอมรับ!!”
ผู้ชมต่างก็กระซิบกระซาบกันที่นั่น
”ใครจะกล้าเข้าร่วมสำนักเช่นนี้กัน?”
”ใช่!”
เมื่อเสียงพูดคุยกระซิบถึงข่าวเสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับสำนักเก้าสุขสงบเริ่มแพร่ออกไป มันก็ทำให้หนานเหยาไม่สามารถทนได้อีก นางกำลังจะลงมือ… แต่ผู้ใดจะรู้ว่าลู่เฉินกลับยิ้มและพูดว่า “หลี่ว์ซือ ซัดผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้พวกนั้นแล้วพาพวกเขามาที!”
หลี่ว์ซือส่งเสียงตอบรับโดยไม่ลังเล ก่อนที่ร่างจะพุ่งทะยานผ่านสุญญะ เข้าซัดยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้หลายสิบคนล้มลงกับพื้นทันที
ทุกคนพลันตกใจกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะกับหลัวลี่ที่ตื่นตระหนกกว่าใครเพื่อน “เจ้าหนุ่ม หากเจ้าทำเช่นนี้ มันก็รังแต่จะทำให้สำนักของเจ้ามีชื่อ ‘เสีย’ เพิ่มมากขึ้น!”
ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้เหล่านั้นต่างก็พากันขู่
เพราะพวกเขารู้สึกว่าสิ่งนี้จะทำให้สำนักเก้าสุขสงบหวาดกลัว ด้วยถึงอย่างไรเสียที่นี่ก็มีผู้คนมากมายเฝ้าดู และเมื่อข่าวแพร่ออกไป สำนักเก้าสุขสงบจะกลายเป็นสำนักที่ ‘ไม่ดี’ และแน่นอนว่าคงไม่มีใครกล้าเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบอีก!
แต่ลู่เฉินกลับยิ้มให้แก่กลุ่มคนที่บาดเจ็บพวกนั้น ก่อนที่เขาจะพูดว่า “ข้าแค่อยากรู้ว่าใครเป็นคนสั่งเจ้า นอกนั้นอย่าได้พล่ามอันใดอีก!”
”สั่งอันใด?” หลัวลี่ผู้นี้แสร้งทำเป็นโง่เขลา ส่วนคนอื่น ๆ ก็บอกว่าพวกเขามากันเอง และไม่มีผู้ใดชี้นำ
ทว่าลู่เฉินไม่ใช่คนโง่! โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอยู่ในหลายชาติภพ เมื่อเห็นท่าทีของเขาพวกนั้น ชายหนุ่มก็ค่อนข้างแน่ใจทีเดียวว่ามีคนใส่ร้ายสำนักเก้าสุขสงบ!
แต่คนเหล่านี้ปฏิเสธที่จะยอมรับมัน!!!
ดังนั้นลู่เฉินจึงทำได้เพียงพูดว่า “ใครก็ตามที่พูดก่อน จะได้ไปก่อน”
ทันทีที่เปล่งคำพูดเหล่านี้ออกมา คนเหล่านั้นก็เริ่มหวาดกลัวเล็กน้อย เพราะหลี่ว์ซือเดินเข้าไปใกล้ ส่วนผู้ชมโดยรอบก็มองหน้ากันด้วยความตกใจ ขณะที่เหล่าศิษย์ของสำนักเก้าสุขสงบนั้นเป็นกังวลว่าลู่เฉินจะก่อเรื่องร้ายแรงเข้าให้ พวกเขาจึงรีบส่งคนไปแจ้งให้ผู้อาวุโสบนภูเขาทราบ
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นเอง ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ที่กลัวว่าจะถูกหลี่ว์ซือฆ่าตายก็รีบร้อนเข้ามายอมจำนน ปากก็กล่าวสารภาพความจริงออกมาว่า “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เป็นสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่จ้างพวกเรามาที่นี่”
หลัวลี่พูดด้วยความโกรธทันทีที่มีคนสารภาพ “เจ้าไม่กลัวว่าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จะฆ่าเจ้าหรือ?”
ทว่าชายคนนั้นกลัวเกินกว่าจะส่งเสียง ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็มีสีหน้าดูไม่ได้
หลังจากได้ยินคำสารภาพนี้ ผู้ชมโดยรอบต่างก็พากันตกใจ พวกเขาหันไปพูดคุยกันทันทีว่า “ที่แท้สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นผู้ที่ก่อปัญหา!”
ในขณะนั้น หลัวลี่ต้องการใส่ร้ายสำนักเก้าสุขสงบต่อไป แต่ลู่เฉินกลับชิงกล่าวกับผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้เหล่านั้นเสียก่อนว่า “ตราบใดที่เจ้าสารภาพทุกอย่าง เจ้าสามารถอยู่ในสำนักเก้าสุขสงบและได้รับการคุ้มครองได้ ข้ารับประกันว่าพวกเจ้าจะไม่ถูกสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ล้างแค้นแน่”
คำพูดนี้ทำให้คนเหล่านั้นคลายความกังวลลง ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงทยอยกันพูดความจริงออกมา
ที่แท้สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็สัญญาว่าจะมอบศาสตราวุธวิญญาณชั้นยอดให้พวกเขา!!
เมื่อการณ์เป็นเช่นนั้น ทุกคนจึงเริ่มยืนอยู่ฝั่งสำนักเก้าสุขสงบ และเริ่มสาปแช่งคนเหล่านี้ ทำให้หลัวลี่กลัวมากจนเขาอยากจะวิ่งหนี แต่หนานเหยากลับเข้าไปขวาง นางว่าพลางหัวเราะ “อยากหนีหรือ?”
”ข้า… ข้าถูกบังคับ” หลัวลี่ตระหนกตกใจ
ทว่าหนานเหยาไม่คิดเช่นนั้น และคิดจะจัดการเขาสักหน่อย แต่ลู่เฉินกลับพูดกับหลี่ว์ซือว่า “ทำลายขั้นพลังของเขา!”
หลี่ว์ซือก้าวไปข้างหน้าและทำตามคำสั่งของลู่เฉินทันที
ทุกคนที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง
เมื่อเรื่องทางนี้จบลง ลู่เฉินพลันมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาเย็นชา ก่อนที่เขาจะกล่าวว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าใครกล้าใส่ร้ายสำนักเก้าสุขสงบอีก มันผู้นั้นก็จะมีจุดจบเช่นนี้!”
ประโยคนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหวาดกลัว แต่บรรดาศิษย์ของสำนักเก้าสุขสงบกลับรู้สึกตื่นเต้น บางคนถึงกับตะโกนว่า “บุตรศักดิ์สิทธิ์จงเจริญ!”