ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 141 เจ้าสำนักที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้!
บทที่ 141 เจ้าสำนักที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้!
ลู่เฉินจ้องมองไปยังหลัวลี่ที่ยอมตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่ “กลับไปบอกคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะกำจัดพวกเขาออกไปจากแดนทักษิณานี้!”
เมื่อทุกคนได้ยินประโยคดังกล่าว พวกเขาก็พากันอ้าปากค้าง
มีบางคนยังกระซิบกระซาบกัน
แต่ทุกคนต่างก็คิดว่าลู่เฉินเพียงแต่ขู่ให้หลัวลี่หวาดกลัว เพราะท้ายที่สุดแล้วหากคิดทำลายสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ มันคงเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า… เป็นไปไม่ได้
สำหรับหนานเหยานั้น นางไม่สนใจ เพียงเหยียบไปยังหลัวลี่อีกสองถึงสามครั้งแล้วตะโกน “ทีนี้เจ้ายังจะหยิ่งผยองอยู่หรือไม่?”
“ไม่ ไม่แล้ว…” หลัวลี่ที่กำลังทนต่อความเจ็บปวดกล่าวออกมาในขณะนั้น
หนานเหยาจึงยกเท้าขึ้น ส่วนหลัวลี่ก็ค่อย ๆ ชันกายลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซจนเมื่อได้ระยะก็วิ่งออกไปในที่สุด
สำหรับผู้ก่อปัญหาที่หลงเหลืออยู่ พวกเขาต่างตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม และไม่รู้ว่าควรจะพูดอันใดดี
และขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสคนที่สาม ผู้เฒ่าอ้วนก็ได้มาถึง
ผู้เฒ่าอ้วนผู้นี้เมื่อได้ยินว่าหลังจากลู่เฉินกลับมาก็เข้าทำร้ายผู้คนจนบาดเจ็บ เจ้าตัวจึงพลันเร่งรีบปรากฏตัวออกมา จากนั้นจ้องมองไปยังผู้บาดเจ็บที่อยู่บนพื้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป “นี่มัน…”
“คนพวกนี้คิดปั่นป่วนสำนักเรา เจ้าจัดการให้พวกเขาหันหน้าเข้ากำแพงสำนักเก้าสุขสงบสักช่วงเวลาหนึ่งก็พอ” ลู่เฉินพูดกับผู้เฒ่าอ้วน
ผู้เฒ่าอ้วนเอ่ยถามอย่างสงสัย “คิดป่วนสำนัก?”
ลู่เฉินมองผู้เฒ่าอ้วนที่มีสีหน้าว่างเปล่า จากนั้นจึงค่อย ๆ อธิบายเรื่องราวทั้งหมด
หลังจากผู้เฒ่าอ้วนได้ยินว่าผู้ก่อปัญหาพวกนี้มาจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาก็โมโหจนกัดฟันกรอด “ไม่แปลกที่ช่วงนี้ภายในสำนักมักมีเสียงวุ่นวาย”
“โอ้? ภายในสำนัก ยังมีผู้ก่อปัญหาหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
“มีมากมาย… เพียงแต่” ผู้เฒ่าอ้วนมีสีหน้าสงสัย
“พูด เกิดเรื่องอันใดขึ้น!”
เมื่อผู้เฒ่าอ้วนเห็นว่าที่นี่มีผู้คนค่อนข้างมาก เขาจึงตอบกลับว่า “พวกเราขึ้นไปคุยบนภูเขาเถิด”
ลู่เฉินขานรับ เดินนำหนานเหยาและพวกเขาขึ้นไปบนภูเขา ซึ่งผู้เฒ่าอ้วนก็ได้มองไปยังหลี่ว์ซือและอีกสองสามคนด้วยความสงสัย “พวกเขาคือ?”
ลู่เฉินจึงแนะนำทีละคน ก่อนที่ผู้เฒ่าอ้วนจะพูดอย่างประหลาดใจว่า “สำนักไร้สุญญะ?”
‘สำนักไร้สุญญะ’ ชื่อนี้ไม่เพียงแค่ผู้เฒ่าอ้วนที่ตะลึง แม้แต่ศิษย์ที่ติดตามมารอบ ๆ เมื่อได้ฟังแล้วก็พากันเบิกตากว้าง
เห็นได้ชัดว่าสำนักไร้สุญญะยังคงมีชื่อเสียงอยู่มาก
ดังนั้นทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
ทว่าลู่เฉินไม่ได้สนใจผู้คนที่กำลังตกใจอยู่ กลับจ้องมองไปยังผู้เฒ่าอ้วน “ว่ามา เหตุการณ์ในสำนักเก้าสุขสงบช่วงเวลาก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร”
ผู้เฒ่าอ้วนจึงรีบอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสำนักเก้าสุขสงบในช่วงเวลานั้นทันที
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ด้วยความช่วยเหลือของลู่เฉิน ผู้คนมากมายจากแดนวิญญาณจึงพากันมาแสดงความนับถือ และยังเจาะจงให้ลู่เฉินเป็นท่านอาจารย์ของพวกเขา
และเพราะเหตุนี้ ทำให้ศิลาวิญญาณที่จำเป็นต้องแจกจ่ายให้เหล่าศิษย์ไม่เพียงพอ เนื่องจากสำนักเก้าสุขสงบนั้นตกต่ำลงมากทีเดียว
เมื่อลู่เฉินฟังแล้วจึงเอ่ยถาม “หมายความว่า ศิลาวิญญาณนั้นไม่เพียงพอต่อผู้มาใหม่?”
“สำนักเก้าสุขสงบในอดีตไร้ผู้ใดให้ความสนใจ และทุก ๆ ปีก็สามารถหาศิษย์ดี ๆ ได้เพียงสองถึงสามคน นั่นถือว่าไม่เลวนัก แต่ตอนนี้กลับมีคนกลุ่มใหญ่มาที่นี่” ผู้เฒ่าอ้วนพูดด้วยสีหน้าเศร้า
“นี่ไม่ใช่ปัญหา!” ลู่เฉินเอ่ยออกมาอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
แต่ผู้เฒ่าอ้วนคือผู้ที่คอยจัดการดูแลทรัพยากรของสำนักเก้าสุขสงบ ดังนั้นตัวเขาจะไม่สนใจใด ๆ ไม่ได้ “บุตรศักดิ์สิทธิ์ เจ้าไม่เข้าใจถึงความยากลำบากนี้!”
“เอาเป็นว่าเรากลับไปก่อน แล้วข้าจะอธิบายเอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้เฒ่าอ้วนจึงมองลู่เฉินด้วยความแปลกใจ “บุตรศักดิ์สิทธิ์ แท้จริงแล้วเจ้าทำการอันใดไป? เหตุใดเมื่อคนเหล่านั้นมาถึงจึงเคารพเจ้า อยากกราบเป็นอาจารย์ และกระทั่งไม่คิดยอมรับให้ผู้อื่นเป็นคนสั่งสอน!”
“ไม่ยอมรับ?” ลู่เฉินแปลกใจ
“ใช่ พวกเขาไม่ยอมรับยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้ รวมทั้งขั้นก่อกำเนิดจำนวนไม่น้อยของเรา และยัง…” ผู้เฒ่าอ้วนพูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมา
“พูดมาเถิด ยังอะไรอีก”
ผางต้าตู้พูดออกมาด้วยความลำบากใจ “ก็ไม่รู้เช่นกันว่าพวกเขาตั้งใจพูดเช่นนี้จริง ๆ หรือเพียงแค่รู้สึกไม่พอใจ”
“ไม่พอใจอันใด?”
“พวกเขาพูดว่า เจ้าสำนักอ่อนแอเช่นนี้ คุณสมบัตินับว่าไม่เพียงพอ! สู้ให้เจ้าเป็นเสียยังดีกว่า!”
ผางต้าตู้ หรือผู้เฒ่าอ้วนมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“ดูเหมือนว่า ข้าต้องจัดระเบียบคนพวกนี้เสียหน่อย” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
ผู้เฒ่าอ้วนถอนหายใจออกมา “เฮ้อ คนพวกนี้ เพราะว่าความสามารถโดดเด่นเกินไป จึงทำให้พวกเขามั่นใจมาก และไม่คิดเคารพผู้ใด!”
ลู่เฉินที่ได้ฟังก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “เจ้าสำนักของพวกเจ้า ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
“เจ้าสำนักอยู่ภายในถ้ำสุขสงบ คาดว่าคงมีเพียงเจ้าที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าไปได้” ผู้เฒ่าอ้วนอธิบาย
ลู่เฉินพยักหน้า ก่อนจะให้ผู้เฒ่าอ้วนนำทางหนานเหยาและคนอื่น ๆ ไปพักผ่อนเสียก่อน ส่วนตัวเขาจะเข้าไปในถ้ำ
…
ขณะนั้นภายในถ้ำสุขสงบ ปิงหลิวหลีจ้องมองไปยังรูปปั้นด้วยความหดหู่ใจ “ท่านบรรพชน ตอนนี้มีผู้คนมากมายมายังสำนักเก้าสุขสงบ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะจัดการพวกเขาเช่นไร”
“เมื่อก่อนจัดการเช่นไร ตอนนี้ก็จัดการเช่นนั้น”
“แต่คนพวกนี้หยิ่งยโสเกินไป ขั้นพลังของข้าก็ยังไม่ฟื้นฟู ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถควบคุมพวกเขาได้” ปิงหลิวหลีพูดด้วยความหดหู่
“แล้วบุตรศักดิ์สิทธิ์ล่ะ?” จิ่วโหยวที่อยู่ภายในรูปปั้นถามอย่างสงสัย
“เขา… เหมือนจะสูญหายไปเสียแล้ว ไร้ซึ่งเบาะแสใด” ปิงหลิวหลีตอบอย่างไร้ทางเลือก
“เช่นนั้นคงทำได้เพียงรอเขากลับมา” จิ่วโหยวตอบเรียบ ๆ
ปิงหลิวลี่ที่ได้ฟังอดถามขึ้นมาไม่ได้ “บรรพชน แท้จริงแล้วเขาคือใคร? เหตุใดท่านจึงเชื่อมั่นในเขานัก? และยัง… กลุ่มยอดฝีมือที่มายังสำนักเก้าสุขสงบนั่นอีก เห็นได้ชัดว่าติดตามเขามาทั้งนั้น และยังนับถือเขามากยิ่งนัก”
จิ่วโหยวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “คำถามนี้ รอให้เขามาตอบเจ้าด้วยตัวเองเถิด”
“เหตุใดจึงพูดตอนนี้ไม่ได้?” ปิงหลิวหลีเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าจิ่วโหยวไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องของลู่เฉิน
“ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าก็จะรู้เอง…” หลังจิ่วโหยวพูดจบ เขาก็ไม่พูดอะไรอีก
ปิงหลิวหลีคิดจะพูดบางอย่าง ทว่ากลับมีเสียงของลู่เฉินดังขึ้นแทรกเสียก่อน
“พวกเจ้ากำลังนินทาข้าอยู่หรือ?”
จิ่วโหยวตกตะลึง และเมื่อได้สติ ตัวเขาก็พลันฉีกยิ้ม “เจ้ากำลังทรมานหญิงสาวผู้นี้เกือบตายเสียแล้ว”
สายตาของปิงหลิวหลีก็พลันหันมองมายังลู่เฉินด้วยแววตาขุ่นเคืองใจ
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ว่าอย่างไร? พาคนจำนวนมากมายังสำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าเช่นนี้ ยังไม่พอใจหรือ?”
จิ่วโหยวแสยะยิ้ม “ไม่ใช่ไม่พอใจ แต่นาง นางควบคุมได้ไม่ทั่วถึง”
“เช่นนั้นฝีมือของนางคงยังดีไม่พอ” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังปิงหลิวหลีที่ขุ่นเคืองใจ และเมื่อนางได้ยินคำพูดของลู่เฉิน เจ้าสำนักสาวก็พลันรู้สึกหดหู่ใจ “คนพวกนี้แต่ละคนรับมือไม่ง่ายเลย จะให้ข้าควบคุมง่าย ๆ ได้เช่นไร!”
“ง่ายมาก เพียงแค่อาการบาดเจ็บของเจ้าหาย เพียงเท่านี้ขั้นพลังของเจ้าก็จะกลับมา และสามารถควบคุมพวกเขาได้แล้ว!” ลู่เฉินตอบ
สิ้นประโยคนั้น ปิงหลิวหลีก็คล้ายถูกกระตุ้น นางกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “มันจะง่ายเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“หากมีข้า สิ่งใด ๆ ก็ย่อมสำเร็จโดยง่าย!” ลู่เฉินพูดด้วยความมั่นใจ
ปิงหลิวหลีที่ได้ฟังรู้สึกแปลกใจ นางถาม “หรือว่าเจ้ามีวิธีที่จะรักษาข้าให้หายขาดแล้ว?”
“ประมาณนั้น” คำพูดของลู่เฉิน ทำให้ปิงหลิวหลีพูดอย่างตื่นเต้นขึ้นมา “เช่นนั้นก็รีบลงมือ!”
“อันใดนะ? ไม่ขุ่นเคืองใจแล้วหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
ส่วนปิงหลิวหลีที่เจอคำพูดเช่นนั้น นางก็ได้แต่พูดด้วยความลำบากใจ “ข้าจะกล้าได้เช่นไร!”
พูดจบ ปิงหลิวหลีก็หันมองไปยังรูปปั้นอีกด้านหนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางหวาดกลัวจิ่วโหยว ยิ่งผนวกกับในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่จิ่วโหยวคอยสังเกตลู่เฉินนั้น ปิงหลิวหลีก็สามารถตัดสินได้ว่าลู่เฉินผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา!
ลู่เฉินไม่สนใจว่านางกำลังคิดอันใด กลับให้นางนั่งลง ส่วนจิ่วโหยว เขาก็พลันหันไปพูดกับลู่เฉินว่า “ได้โปรด!”
“เรื่องเล็กน้อย!” พูดจบ ลู่เฉินก็เดินมายังด้านหลังของปิงหลิวหลี จากนั้นจึงเริ่มการรักษานาง
เพราะก่อนหน้านี้ขั้นพลังไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถกำจัดอาการบาดเจ็บนี้ได้ แต่ตอนนี้ลู่เฉินถึงขั้นสร้างรากฐาน และมีชั้นรากฐานถึงเจ็ดสิบชั้นแล้ว ดังนั้นมันย่อมให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิม!
เมื่อสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ปิงหลิวหลีพลันรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา “เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งปี เหตุใดกลิ่นอายของเจ้าถึงแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้?”