ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 142 การเปลี่ยนแปลงมุมมองครั้งใหญ่ของปิงหลิวหลี
บทที่ 142 การเปลี่ยนแปลงมุมมองครั้งใหญ่ของปิงหลิวหลี
เมื่อลู่เฉินมองปิงหลิวหลีที่ตกตะลึง เขาก็พลันฉีกยิ้มออกมา “นี่ยังนับว่าช้าเกินไป!”
“นี่ยังช้าอีกหรือ?” ปิงหลิวหลีไม่รู้จะอธิบายแก่ลู่เฉินเช่นไร
ทว่าชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรมากนัก และยังจัดการเรื่องของตนต่อไป ทว่าจู่ ๆ ปิงหลิวหลีก็พูดขึ้นว่า “เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข้าได้ไปเยือนสำนักพฤกษาสวรรค์มา”
“เคยไป?” ลู่เฉินสงสัย
“เจ้าเคลื่อนไหวเอิกเกริกเช่นนั้น ข้าจะไม่รู้ได้เช่นไร และคนของสำนักพฤกษาสวรรค์พวกนั้นต่างก็หลบภัยไปยังสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังนำคนบุกกลับไปยังสำนักพฤกษาสวรรค์เพื่อตามหาเจ้า แต่ก็ราวกับเจ้าหายสาปสูญไปแล้ว”
“ข้าไม่ได้บอกให้พวกเจ้าส่งคนไปเสียหน่อย” ลู่เฉินเอ่ยอย่างติดตลก
เมื่อฟังถึงตรงนี้ ปิงหลิวหลียิ่งสงสัย “แท้จริงแล้ว คนเหล่านั้นที่เจ้านำมา พวกเขามาจากไหนกัน? เหตุใดพวกเขาถึงเคารพเจ้าเช่นนี้ และถึงขนาดนับถือเจ้าเป็นอาจารย์เสียด้วย”
ลู่เฉินจึงอธิบายอย่างง่าย ๆ
เมื่อปิงหลิวหลีได้ฟัง นางก็พลันเบิกตากว้าง “อันใดนะ? แดนวิญญาณ?”
“ใช่ คนเหล่านั้นถูกควบคุมโดยวิชามาร ส่วนข้าก็เป็นคนทำให้พวกเขาหลุดพ้น ดังนั้นคนพวกนั้นจึงคิดติดตามข้า ซึ่งข้าก็บอกให้พวกเขามาหาพวกเจ้าที่สำนักเก้าสุขสงบแห่งนี้” ลู่เฉินตอบ
ปิงหลิวหลีที่ได้ยินรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
จิ่วโหยวที่อยู่ภายในรูปปั้นอีกด้านหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมา “ขอบคุณเจ้ามาก”
“ไม่เป็นไร ไม่ยากลำบากอะไร” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นจึงเก็บมือกลับมา และมองไปยังปิงหลิวหลี “สำเร็จแล้ว ตอนนี้พลังของเจ้าฟื้นฟูกลับมาถึงขั้นก่อกำเนิดระดับปลายแล้ว”
ปิงหลิวหลีจึงลองทดสอบดู และแน่นอนว่าอาการบาดเจ็บทั้งหมดนั้นหายไปแล้ว!
นี่จึงทำให้ปิงหลิวหลีเอ่ยถามอย่างสงสัย “นี่…”
“แต่เห็นทีข้าคงต้องช่วยเจ้าเพิ่มระดับขั้นพลังอีกสักหน่อยถึงจะดี” พูดจบ ลู่เฉินก็หยิบถุงสูญญะญาณออกมา และหยิบเม็ดยาออกมามากมาย พร้อมทั้งร้องสั่งให้ปิงหลิวหลีนั่งลง
ปิงหลิวหลีถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าจะทำอะไร?”
“ตอนที่ข้าอยู่แดนวิญญาณ ข้าได้รับเม็ดยาที่น่าสนใจมาไม่น้อย และเม็ดยาพวกนี้… มันก็เพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนรวมทั้งช่วยเพิ่มขั้นพลังให้เจ้าได้!”
“เม็ดยา? นี่… นี่ใช้ได้จริงหรือ?” ปิงหลิวหลีตื่นตระหนก
แท้จริงแล้วเม็ดยานี้เป็นยาที่ผู้ฝึกวิถีภูตผีใช้กัน นางที่เป็นผู้ฝึกตนทั่วไปจะรู้จักได้เช่นไร ดังนั้นนางจึงรู้สึกปฏิเสธอยู่ในใจลึก ๆ
แต่จิ่วโหยวกลับเชื่อมั่นในลู่เฉิน “เชื่อเขาเถอะ หากเขาบอกว่าได้ก็ต้องได้แน่นอน”
“นี่มัน…” ปิงหลิวหลีกังวลเล็กน้อย แต่ลู่เฉินกลับดูดซึมไอภูตผีของเม็ดยานี้เสียหมด เหลือไว้เพียงส่วนสำคัญที่ปลอดภัย ก่อนจะมองไปยังปิงหลิวหลีพลางยิ้ม “กลืนมันลงไป!”
“กลืนลงไป? เยอะเช่นนี้?” ปิงหลิวหลีมองเม็ดยาทีละเม็ด แสดงสีหน้าลำบากใจออกมา
“ใช่”
“ไม่ว่าจะเม็ดยาอะไร หากกิน… กินเยอะไป มันจะ… จะไม่เกิดผลดีต่อร่างกาย” ปิงหลิวหลีมองเม็ดยากองโต ในใจรู้สึกลนลาน
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มอย่างมั่นใจ “ข้าจะช่วยเจ้าดูดซับเอง ไม่ต้องกังวลไป”
จิ่วโหยวที่อยู่ตรงนั้นก็ช่วยพูดเร่งรัดขึ้นมาเช่นกัน “กินเถิด”
“ท่านบรรพชน เหตุใด… ไม่ว่าเขาพูดอันใด ท่านก็เชื่อไปเสียหมด!”
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดให้คำอธิบายแก่ปิงหลิวหลี นางจึงเพียงครุ่นคิดกับตัวเอง ก่อนที่จะเอ่ยว่า “ทีละเม็ดแล้วกัน”
“เอาที่เจ้าสะดวก”
เมื่อปิงหลิวหลีกินยาเม็ดแรกเข้าไป ความหนาวเย็นพลันเข้าสู่ภายในร่าง จากนั้นพลังอันแข็งแกร่งก็ปะทุขึ้นที่จุดตันเถียน
ลู่เฉินที่เฝ้าดูอยู่ได้ชักนำพลังสายนั้นไปยังวิญญาณก่อกำเนิด ทำให้รอบ ๆ นั้นเกิดแสงกะพริบสีดำชั้นหนึ่งขึ้น
นี่จึงทำให้ปิงหลิวหลีหวาดกลัวขึ้นมา
แต่เพียงไม่นานแสงกะพริบนี้ก็หายไป เช่นเดียวกับฤทธิ์ของเม็ดยา
ปิงหลิวหลีตกตะลึงทันที “เพียงเท่านี้เองหรือ?”
“เม็ดหนึ่งประสิทธิภาพไม่ค่อยมากนัก มีแต่ต้องกินทั้งหมดนี้ถึงจะเห็นผล” ว่าจบลู่เฉินก็เอาเม็ดยาพวกนั้นมากองตรงหน้านาง
ปิงหลิวหลีมองกองยาตรงหน้า นางคิดอีกครา ก่อนจะนำเม็ดยาพวกนั้นเข้าปากทั้ง ๆ ที่ในใจยังกระวนกระวาย
ชั่วพริบตานั้น คลื่นพลังมหาศาลพลันไหลวนและอัดแน่นอยู่ในกายนาง ให้ความรู้สึกคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอเสียแน่นจนไม่อาจหายใจได้ …ทว่าเพียงไม่นาน ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ
นี่จึงทำให้ปิงหลิวหลีตกตะลึงขึ้นมา “ข้าปลอดภัยดี?”
“มีข้าคอยช่วย เจ้ายังจะกลัวอันใด?” ลู่เฉินพูดจบก็หยิบเม็ดยาออกมาอีกกองหนึ่ง และปิงหลิวหลีก็หยิบมันขึ้นมาก่อนจะนำเข้าปาก
ผลลัพธ์ครั้งนี้ไม่ต่างจากรอบแรกมากนัก คือมีพลังอัดแน่นในช่วงแรก ก่อนที่หลังจากนั้นความรู้สึกอึดอัดทรมานจะจางหายไป
เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งมหัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้น!
เห็นเพียงขั้นพลังบ่มเพาะของปิงหลิวหลีเพิ่มขึ้นจนสามารถสัมผัสได้!
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ปิงหลิวหลีตกตะลึง นางกล่าวว่า “ข้า… ขั้นพลังของข้าเพิ่มขึ้น?”
“ตีเหล็กตอนยังร้อน ทำต่อไป!”
“ยัง… ยังได้มากกว่านี้อีกหรือ?” ปิงหลิวหลีตื่นเต้นยินดี ซึ่งลู่เฉินก็ไม่รอช้า หยิบกองเม็ดยาออกมาใหม่ พร้อมกันกับที่ปิงหลิวหลีรีบคว้ากลืนยาเม็ดพวกนั้นเข้าไปทันทีโดยไม่รอช้า
วงจรเช่นนี้วนเวียนต่อไปไม่หยุด ลู่เฉินหยิบเม็ดยา ปิงหลิวหลีกินเข้าไป แล้วลู่เฉินก็หยิบเม็ดยา ก่อนที่ปิงหลิวหลีจะกินมันเข้าไปอีก
หลังทำเช่นนี้ติดต่อกันประมาณหนึ่งก้านธูป ปิงหลิวหลีก็ไปถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม!
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ปิงหลิวหลียิ่นดียิ่ง “ระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว ข้าถึงระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว!”
“เมื่อถึงขั้นก่อกำเนิด ก็ต้องพึ่งตัวเจ้าเอง เพราะท้ายที่สุดเม็ดยาพวกนี้ก็มีประสิทธิภาพจำกัด” ลู่เฉินอธิบาย
สิ่งที่เกิดขึ้นและเกี่ยวพันกับชายหนุ่มผู้นี้ล้วนไม่ธรรมดา ปิงหลิวหลีที่ยิ่งคิดก็รู้สึกว่าลู่เฉินผู้นี้สุดยอดมากจริง ๆ ดังนั้นนางจึงมองไปยังชายหนุ่มครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เช่นนั้น… ถ้าเช่นนั้น ข้าให้เจ้าเป็นเจ้าสำนักก็แล้วกัน!”
“ข้าไม่สนใจ!” ลู่เฉินปฏิเสธทันที
วาจาประโยคนี้ทำให้จิ่วโหยวหัวเราะ “ถ้าหากเขายินยอมเป็นเจ้าสำนัก มหาทวีปจิ่วโหยวแห่งนี้ ไม่นานก็คงไม่มีสำนักอื่นแล้ว”
ปิงหลิวหลีไม่เข้าใจ “ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
จิ่วโหยวยังคงหัวเราะ “ความแข็งแกร่งของเขา เจ้าอาจจะจินตนาการไม่ถึงเลยก็เป็นได้”
ลู่เฉินมองไปยังรูปปั้น “เจ้านี่ยิ่งแก่ยิ่งเลอะเทอะ อยู่ดี ๆ นิ่ง ๆ ไว้เถิด อย่ามาพูดจาโอ้อวดให้มากนัก”
ยิ่งแก่ยิ่งเลอะเทอะ?
แม้ลู่เฉินจะพูดกับจิ่วโหยวเช่นนี้ ทว่าจิ่วโหยวกลับไม่โต้ตอบอันใด เพียงยิ้มพลางตอบว่า “สำนักเก้าสุขสงบทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”
“เจ้านี่นะ… ช่างพูดไม่รู้เรื่องเสียจริง!” ลู่เฉินหยอกล้อกลับไป ก่อนหันไปมองปิงหลิวหลีที่ยืนตกตะลึงอยู่ตรงนั้น “ไปกันเถอะ!”
ครั้นพูดจบ ลู่เฉินก็ออกไปจากตรงนี้ ส่วนปิงหลิวหลีก็รีบตามไปทันที ทว่าหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ท่าทางที่นางมีต่อลู่เฉินนั้นกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว “เจ้าและบรรพชนของพวกข้า แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกันเช่นไร?”
“สำคัญด้วยหรือ?”
ปิงหลิวหลีย่อมรู้สึกว่ามันสำคัญ “ท่านบรรพชนของข้าบอกข้าตลอดว่าให้เคารพเจ้า และยังให้ข้านับถือเจ้าเป็นผู้อาวุโส”
“โอ้? เช่นนั้น… เจ้าก็นับถือข้าเป็นผู้อาวุโส?”
“ใช่…แน่นอนสิ…” ปิงหลิวลีตอบอย่างตะกุกตะกัก
“หึ! ปากกับใจไม่ตรงกัน!”
ปิงหลิวหลีเคยเห็นความเก่งกาจของลู่เฉินมาแล้ว ดังนั้นนางจึงพูดอย่างร้อนใจว่า “ข้าไม่ใช่คนปากไม่ตรงกับใจ ข้า… ข้าหมายความตามที่พูดจริง ๆ!”
“เอาเถอะ ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ออกไปจัดระเบียบคนพวกนั้นกัน”
ทว่าปิงหลิวหลีกลับขมวดคิ้วมุ่น “คนพวกนี้ส่วนใหญ่มาก็เพราะฝีมือเจ้า แต่กลับมีส่วนหนึ่งที่ดูผิดแปลก”
“โอ้? แปลกเช่นไร?”
“แม้พวกเขาจะมาเพราะฝีมือเจ้า แต่พวกเขากลับพูดว่าต้องการดูความสามารถของเจ้าเสียก่อน บอกว่าจะตัดสินใจอีกทีว่าจะเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบหรือไม่”
เมื่อลู่เฉินได้ฟัง เขาก็พลันเผยยิ้มออกมา “เรื่องที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มาสร้างความวุ่นวายที่นี่ เจ้ารู้หรือไม่?”
“สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์? มาสร้างความวุ่นวาย?” ปิงหลิวหลีสงสัย
ลู่เฉินจึงเล่าเรื่องเมื่อครู่ออกมา ซึ่งเมื่อปิงหลิวหลีได้ฟัง นางก็พลันโมโหขึ้นมา “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้… พวกเขาช่างเป็นกลุ่มคนร้ายกาจเสียจริง!”
“ตามข้ามา” ลู่เฉินรู้ดีว่าตนเป็นที่ขัดเคืองตาของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งสำนักพฤกษาสวรรค์ไปเข้าร่วมกับพวกเขา ความขุ่นเคืองนี้ก็คงเป็นมากกว่านั้นแล้ว!
ปิงหลิวหลีที่โมโหกล่าวว่า “ข้าจะไปจับพวกเขาออกมาเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าจัดการได้หรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
ปิงหลิวหลีตอบด้วยความมั่นใจ “ก่อนหน้านี้บาดแผลของข้ายังไม่หายดี แต่ตอนนี้หายดีแล้ว และขั้นพลังก็ยังมาถึงระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว ดังนั้นข้าไม่เชื่อว่าใครจะกล้ามายั่วยุข้า!”
“เช่นนั้นย่อมได้ ข้าจะรอดูว่าเจ้ามีความสามารถเพียงใด”
ประโยคนี้สร้างความกดดันอย่างมาก แต่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ปิงหลิวหลีจึงเอ่ยสาบานออกมา “เจ้ารอดูเถิด!”
ลู่เฉินเพียงยิ้มแต่ไม่ตอบอันใด
จนกระทั่งครู่หนึ่ง เมื่อทั้งสองมาถึงยังหน้าถ้ำ พวกเขาก็ได้พบกับฉินหลินที่กำลังรออยู่!