ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 143 สำนักที่วุ่นวาย
บทที่ 143 สำนักที่วุ่นวาย
เมื่อเห็นลู่เฉิน ฉินหลินก็เผยรอยยิ้มออกมา “ในที่สุดเจ้าก็กลับมา!”
“ว่าอย่างไร? คิดถึงข้าหรือ?”
“ไม่ใช่ข้า แต่เป็นท่านปู่ลู่ของเจ้า วัน ๆ เขาเอาแต่นั่งคิดถึงหลานผู้นี้!” ฉินหลินถอนหายใจ
เมื่อพูดถึงท่านปู่ลู่ ปิงหลิวหลีที่อยู่ด้านหลังจึงเอ่ยออกมา “เกรงว่าเจ้าจะยังไม่รู้ ว่าท่านปู่ของเจ้าป่วย”
“ป่วย?”
“ใช่ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ไม่รู้ว่าท่านเป็นอะไร จู่ ๆ ก็ป่วยหนัก และหมดสติไป แต่บางครั้งปากก็พูดชื่อของเจ้าออกมา คิดว่าร่างกายน่าจะไม่ไหวแล้ว แต่เพราะยังไม่พบเจ้า ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมจากไป” ปิงหลิวหลีค่อย ๆ อธิบาย
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “เช่นนั้น… ข้าจะไปดูเสียก่อน”
ฉินหลินเดินนำทางพลางกล่าวปลอบลู่เฉิน “ท่านปู่ของเจ้า นับว่าอายุมากแล้ว ดังนั้น…”
“อายุของเขา อย่างน้อยก็ยังอยู่ได้อีกร้อยปี!”
“ท่านบ่มเพาะเพียงแค่ขั้นกลั่นลมปราณ จะสามารถอยู่ได้ถึงร้อยปีเลยหรือ?” ฉินหลินสงสัย
ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “แท้จริงแล้วท่านปู่ถึงขั้นสร้างรากฐาน แต่ไม่รู้เพราะสาเหตุใด ขั้นพลังจึงดูเหมือนอยู่เพียงขั้นกลั่นลมปราณ”
ฉินหลินที่ได้ยินก็พลันประหลาดใจ “แต่ข้าคอยดูอาการให้ท่านทุกวัน เหตุใดข้าจึงไม่รู้กัน?”
“เพราะท่านปู่ข้าปิดบังอย่างดี” ลู่เฉินตอบ
แต่ฉินหลินยังคงสงสัย “เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไร?”
เป็นธรรมดาที่ลู่เฉินจะสัมผัสได้ เพียงแค่ก่อนหน้านี้ท่านปู่ลู่สุขภาพแข็งแรง เขาจึงไม่ได้สนใจมากนัก ทว่าตอนนี้เกิดเหตุการณ์ที่ว่าขึ้น ลู่เฉินจึงแปลกใจ
แต่สำหรับความสงสัยของฉินหลินนั้น ลู่เฉินเพียงแค่ตอบไปอย่างง่าย ๆ “ข้าอยู่ที่ตระกูลลู่มานานเช่นนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะรู้อะไรมากกว่าเจ้า”
“ก็ใช่ เจ้าเป็นหลานชายของท่าน” ฉินหลินขานรับ แต่ปิงหลิวหลีที่อยู่อีกด้านหนึ่งกลับสงสัย “เช่นนั้น เหตุใดท่านปู่ลู่จึงต้องปิดบังขั้นพลัง?”
“ตอนนี้คาดเดาไปก็ไร้ประโยชน์ ไปดูสาเหตุที่ทำให้ท่านหมดสติไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ลู่เฉินรู้สึกว่าเรื่องจะไม่ง่ายเช่นนั้น จึงให้พวกเขานำทางไปด้วยกัน
….
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มาถึงยังเนินเขาด้านบน และที่แห่งนี้ก็มีลานกว้างว่างเปล่าอยู่
เมื่อลู่เฉินและคนอื่น ๆ เข้ามาภายในลานกว้าง เขาก็ตรงเข้าไปยังภายในห้องหนึ่ง พวกเขาพลันได้กลิ่นหอมของยา ก่อนจะพบกับอวิ๋นซานที่คอยดูแลท่านปู่ลู่อยู่
เมื่ออวิ๋นซานเห็นลู่เฉิน นางพลันลุกขึ้นพร้อมเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ “นายน้อย ท่าน ในที่สุดท่านก็กลับมา!”
ลู่เฉินพยักหน้าเบา ๆ และเมื่อเดินมาถึงข้าง ๆ ท่านปู่ลู่ เขาจึงวางมือลงบนแขนของชายชรา ก่อนจะเริ่มตรวจสอบ
ในฉับพลันนั้นเอง ลู่เฉินพบว่าภายในร่างกายของท่านปู่ลู่มีกลุ่มพลังปราณอยู่ และพลังปราณนี้กับพลังปราณธาตุพฤกษาภายในกายของท่านปู่ลู่ก็มีความคล้ายกันเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ของเขา ทว่าเป็นของผู้อื่น!
ทว่าที่ประหลาดเข้าไปอีกคือ เมื่อพลังปราณกลุ่มนี้หมุนเวียนภายในร่างกายไปกับพลังปราณของท่านปู่ลู่ จนกระทั่งโคจรมาถึงบริเวณศีรษะ ปราณกลุ่มนี้จะแยกตัวออก ก่อนจะเข้าไปพัวพันกับจิตวิญญาณของท่านปู่ลู่ ทำให้เจ้าของร่างไร้เรี่ยวแรง และไม่อาจควบคุมร่างกายได้
แต่เห็นได้ชัดว่าท่านปู่ลู่นั้นไม่ยินยอม! ทำให้จิตของเขาวุ่นวาย และริมฝีปากก็คอยเรียกชื่อของลู่เฉินออกมาตลอด
บางครั้งเจตจำนงที่หนักแน่นก็ทะลุผ่านชั้นปราณที่พัวพันนี้ออกมา ทำให้บางครั้งท่านปู่ลู่กล่าวน้ำเสียงอันอ่อนแรงออกมาได้ ซึ่งเสียงที่ทุกคนจะได้ยินก็คือคำว่า ‘ลู่เฉิน’
“นายน้อย ท่านประมุขลู่นั้นวัน ๆ เอาแต่ร้องเรียกหาชื่อของท่าน” อวิ๋นซานพูดอย่างปวดใจ
ฉินหลินก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ข้าคิดว่าวิชาแพทย์ของข้านั้นสูงมากแล้ว แต่เมื่อช่วงไม่กี่เดือนนี้ ข้ากลับยังไม่สามารถทำให้ท่านฟื้นขึ้นมาได้”
ลู่เฉินเก็บมือกลับมา เขามองไปยังทุกคนก่อนจะกล่าวว่า “ตอนที่ท่านล้มลงครานั้น มีใครอยู่ข้างท่านปู่ของข้าหรือไม่?”
“เป็นข้า!” อวิ๋นซานตอบ
ลู่เฉินมองไปยังอวิ๋นซาน “เช่นนั้นก่อนที่ท่านจะล้มลง มีใครมามาบ้างหรือไม่ หรือไม่ก็เกิดเรื่องแปลก ๆ ขึ้นบ้างหรือไม่”
ทุกคนไม่รู้ว่าเหตุใดลู่เฉินจึงถามเช่นนี้ ทว่าอวิ๋นซานกลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ตอนนั้น มีศิษย์จากสำนักเก้าสุขสงบคนหนึ่งนำขนมที่ซื้อมากจากเชิงเขาด้านล่างมามอบให้ บอกว่าท่านให้นำมอบให้ท่านปู่”
“ขนมเหล่านั้น กินไปหมดแล้ว?” ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น
อวิ๋นซานจึงพูดด้วยความตื่นตระหนก “ท่านปู่บอกว่าท่านซื้อมา ดังนั้น ท่าน… ท่านจึงกินไปทั้งหมดแล้ว”
“ศิษย์ผู้นั้น เจ้ายังจำใบหน้าได้หรือไม่?” ลู่เฉินถาม
อวิ๋นซานกัดฟัน “ข้าจำได้!”
ลู่เฉินจึงเตรียมพู่กันและกระดาษทันทีเพื่อให้นางวาด แต่ฉินหลินกลับถามด้วยความแปลกใจ “หรือว่าศิษย์ผู้นั้นวางยาท่านปู่ลู่?”
“ไม่ถือว่าเป็นพิษ แต่เป็นบางสิ่งที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณ” ลู่เฉินกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ฉินหลินที่ได้ฟังก็ตกตะลึงทันที ส่วนปิงหลิวหลีก็กล่าวอย่างโมโหว่า “สมควรตายนัก แท้จริงแล้วมีผู้แอบอ้างเป็นคนของสำนักเก้าสุขสงบมาสร้างความวุ่นวายโดยแท้!”
ลู่เฉินตกอยู่ในความครุ่นคิด
เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง อวิ๋นซานก็วาดเสร็จ ลู่เฉินจึงนำรูปนี้ให้ปิงหลิวหลีและฉินหลินดู
ทั้งสองเอ่ยออกมาพร้อมกัน “หลันเสี้ยว”
“หลันเสี้ยว?” ลู่เฉินแปลกใจ คนผู้นี้คือใครกัน?
ฉินหลินจึงอธิบายว่า “ความสามารถของคนผู้นี้นับว่าดีมาก รากวิญญาณธาตุไฟเก้าดาว ดังนั้นท่านเจ้าสำนักจึงต้อนรับเขาด้วยตนเอง จากนั้นผู้อาวุโสหลายท่านต่างก็ประเมินร่วมกัน สุดท้ายจึงรับเขาเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนัก”
“ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?”
ฉินหลินชะงัก “เรื่องนี้ ข้าต้องไปถามเสียก่อน”
ส่วนปิงหลิวหลีก็เอ่ยออกมา “ข้าจะไปเรียกรวมพลเพื่อตามหาเขา!”
“ไม่ต้อง เช่นนี้อาจจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น” ลู่เฉินไม่ต้องการให้คนผู้นั้นหลุดมือไป ดังนั้นปิงหลิวหลีและฉินหลินจึงเอ่ยถามว่าหากไม่ทำเช่นนั้น แล้วเขาจะทำเช่นใด?
ทว่าลู่เฉินไม่ตอบ เขาหันไปสั่งให้อวิ๋นซานอยู่ที่นี่ ก่อนที่ลู่เฉินจะเดินนำปิงหลิวหลีและฉินหลินออกไปพลางอธิบายว่า “คำสั่งต่อไปคือ เรียกศิษย์ทุกคนของสำนักเก้าสุขสงบมายังลานนี้”
“ทั้งหมด?” ปิงหลิวหลีเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ใช่ ศิษย์ทุกคนที่อยู่ในสำนัก เรียกมาทั้งหมด” ลู่เฉินย้ำ
เมื่อปิงหลิวหลีเข้าใจ นางจึงรีบออกไปจัดการทันที
ทว่าฉินหลินกลับขมวดคิ้วมุ่น “ตอนนี้ภูเขาเก้าสุขสงบค่อนข้างวุ่นวาย ข้าว่า…”
“วุ่นวายก็จัดการ” ลู่เฉินรู้ว่าเมื่อผู้คนเยอะก็ย่อมมีความวุ่นวายตามมา แม้กระทั่งอาจมีผู้ที่มีเจตนาไม่ดี
ดังนั้นวันนี้ ลู่เฉินจึงต้องจัดการเสียหน่อย และถือโอกาสหาคนที่เป็นผู้ลงมือท่านปู่ลู่ไปในตัว …ว่าแท้จริงแล้วคือผู้ใด!
แต่ฉินหลินกลับรู้สึกกังวลใจ “คนมากเกินไป และมีผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดไม่น้อยที่มีพลังแข็งแกร่งมาก”
“ความแข็งแกร่งของเจ้าสำนักพวกเจ้า ย่อมสามารถรับมือกับพวกเข้าได้”
“เจ้าสำนัก?” ฉินหลินยังไม่รู้ว่าปิงหลิวหลีบ่มเพาะถึงขั้นใด ดังนั้นเขาจึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทว่าลู่เฉินไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก กลับก้าวเดินให้เร็วขึ้น ตรงไปยังลานกว้างของสำนักทันที
…
ภายในสำนักเก้าสุขสงบ เมื่อผู้คนได้รับข่าวการเรียกรวมตัว พวกเขาก็ไม่รอช้า รีบตรงไปยังลานที่ว่า
เพียงไม่นาน ภูเขาเก้าสุขสงบก็พลันครึกครื้นขึ้นมา รวมทั้งมีบางคนที่ก่อความวุ่นวายขึ้น
บางคนก็ทำเพื่อหวังศิลาวิญญาณ บางคนก็เพื่อให้ได้พบกับลู่เฉิน
ส่วนบางคนก็เพื่อที่จะได้เห็นความแข็งแกร่งของลู่เฉิน ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบดีหรือไม่
แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังคงกระจายข่าวลือ บอกว่าลู่เฉินกำลังหลอกให้ทุกคนเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบ
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง มีเสียงมากมายเกิดขึ้นที่ลานแห่งนี้ ดูแล้วไม่เหมือนกับ ‘สำนัก’ ทว่ากลับดูเหมือน ‘ตลาดสด’ เสียมากกว่า และภายในนี้ยังแฝงไปด้วยน้ำเสียงที่ดู ‘ไม่เป็นมิตร’ อยู่ด้วย
นี่จึงทำให้หนานเหยาที่เดิมทีพักผ่อนอยู่บนหอสูงในภูเขาเก้าสุขสงบไม่ค่อยยินดีนัก
นางจึงลุกขึ้น คิดจะลงไปมอบบทเรียนให้แก่พวกเขาเสียหน่อย
“อย่าหุนหันไป” หลี่ว์ซือเอ่ยขัด
“คนพวกนั้นพูดถึงอาจารย์ข้าเช่นนี้ แล้วข้าจะอยู่เฉยได้อย่างไร?” หนานเหยาไม่ใช่คนที่ใคร ๆ ก็ห้ามได้ ทว่าก็เป็นผู้เฒ่าอ้วนที่เอ่ยช่วยขึ้นมา “ท่านทั้งหลายโปรดอยู่ที่นี่เถิด คาดว่าเพียงไม่นาน บุตรศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏตัวออกมาแล้ว”
และในขณะนั้นเอง ปิงหลิวหลีก็เดินออกมาจากภายในตำหนัก
นางกวาดสายตาเย็นชาไปรอบ ๆ แล้วกล่าวว่า “เสียงดังกันพอหรือยัง?”