ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 144 ทิ้งในสิ่งที่ควรทิ้ง ขับไล่ในสิ่งที่ควรขับไล่ ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 144 ทิ้งในสิ่งที่ควรทิ้ง ขับไล่ในสิ่งที่ควรขับไล่ ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น!
บทที่ 144 ทิ้งในสิ่งที่ควรทิ้ง ขับไล่ในสิ่งที่ควรขับไล่ ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น!
ทุกคนต่างรู้จักเจ้าสำนักผู้นี้ แต่ผู้ก่อกวนบางคนยังไม่พอใจนาง จึงตะโกนออกมา “พวกเราต้องการพบลู่เฉิน!”
“ใช่ พวกเราต้องการพบเขา!”
ขณะนั้นเอง ด้านหลังของกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “เหตุใดพวกเจ้าถึงต้องการพบข้า?”
ผู้คนต่างพากันหันไปตามเสียง และบางคนที่เคยพบลู่เฉินที่แดนวิญญาณต่างก็ก้าวออกไปพร้อมกล่าวเคารพ “ผู้อาวุโส!”
แต่บางคนกลับมองด้วยสายตาดูถูก
ลู่เฉินเอามือทั้งสองไพล่หลังไว้พลางกล่าวว่า “ผู้ใดไม่อยากอยู่ที่สำนักเก้าสุขสงบแห่งนี้ ตอนนี้สามารถออกไปได้!”
สิ้นประโยคดังกล่าว ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างแสดงความเต็มใจที่จะอยู่ที่นี่ แต่กลับมีบางคนตะโกนออกมาว่า “พวกข้าถูกเจ้าหลอกล่อมาที่นี่ เจ้าควรจะอธิบายสักหน่อยหรือไม่?”
“หลอกล่อ?” ลู่เฉินยิ้ม สายตาจ้องมองไปยังกลุ่มคนพวกนั้น
คนผู้นี้พูดออกมาด้วยความกล้า “ใช่ เจ้าบอกว่าที่นี่สามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก แต่เมื่อพวกข้ามาถึง ไม่เพียงแต่ไม่ได้เรียนรู้อะไร แม้แต่ศิลาวิญญาณให้ฝึกฝนยังไม่มี!”
“ของดีนั้นมี แต่ขึ้นอยู่กับว่าตัวเจ้าเหมาะสมที่จะเรียนและได้รับหรือไม่” ลู่เฉินยิ้ม
ท่าทีนี้ทำให้ชายผู้นั้นรู้สึกโมโหเล็กน้อย “อย่าคิดว่าเจ้าช่วยพวกข้าไว้ แล้วพวกข้าจะต้องเชื่อฟังเจ้า!”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ช้าก่อน มีบางเรื่องที่ข้าต้องแจ้งให้ชัดเจนเสียหน่อย!”
ทุกคนต่างแปลกใจว่าลู่เฉินต้องการพูดอะไร
ก่อนเป็นชายผู้ที่เอ่ยท้าทายที่จ้องเขม็งขณะกล่าวก่อนใครเพื่อน “ข้าจะดูว่าเจ้าต้องการแจ้งเรื่องใด!”
“ข้า ไม่ได้ขอให้ผู้ใดมาที่นี่ ดังนั้นถ้าหากไม่อยากอยู่ที่สำนักเก้าสุขสงบแห่งนี้ ก็สามารถออกไปตอนนี้ได้เลย แต่ถ้าหากอยากอยู่ ก็อย่าพูดจาไร้สาระ มิเช่นนั้น… ต่อให้ไม่ออก พวกข้าก็จะเป็นคนขับไล่เอง!” ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คำพูดดังกล่าวทำให้ชายที่พูดท้าทายเผยยิ้มออกมา “น่าขันยิ่งนัก เหตุที่พวกเราเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบเป็นเพราะให้เกียรติเจ้า!”
ฝูงชนที่ก่อความวุ่นวายก็พากันตะโกนโห่ร้องขึ้นมา
ลู่เฉินยิ้ม “หลี่ว์ซือ!”
หลี่ว์ซือที่อยู่บนหอสูงกระโดดลงมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่พูดอะไรสักคำ เร่งปล่อยหมัดไปยังชายผู้กล่าวท้าทายผู้นั้น ส่งผลให้อีกฝ่ายล้มลงกับพื้นเลือดกลบปาก
คนอื่น ๆ ที่เห็นต่างก็พากันตกใจ ทำให้บริเวณนั้นเกิดความเงียบขึ้นมา
ปิงหลิวหลีและผู้เฒ่าอ้วน รวมถึงฉินหลินต่างก็ตกตะลึง
ลู่เฉินตระหนักได้ว่าคนของสำนักเก้าสุขสงบให้ความสำคัญกับคนนอกพวกนี้มากเกินไป ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าลงมือหนัก
แต่ลู่เฉินไม่เห็นด้วย เขาคิดว่ามันควรจำเป็นต้องกำหนดระเบียบอย่างเข้มงวด เพื่อทำให้ทุกคนรู้ว่าสำนักเก้าสุขสงบแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่อยากมาก็มาได้ หรือเป็นสถานที่ที่จะสร้างความวุ่นวายได้ง่าย ๆ
ดังนั้นวันนี้ ลู่เฉินจึงต้องการสร้างจุดยืนให้แก่สำนักเก้าสุขสงบ!
“หากผู้ใดยังมีความคิดเห็นต่าง ก็สามารถออกไปตอนนี้ได้ มิเช่นนั้น เห็นทีข้าคงต้องลงไม้ลงมือเสียแล้ว!” จบประโยค ก็มีบางคนที่หวาดกลัวเตรียมจะออกไปจากที่นี่
แต่ก่อนที่คนพวกนี้จะจากไป ลู่เฉินกลับหันไปพูดกับปิงหลิวหลีว่า “เจ้าสำนักปิง ให้คนพวกนั้นลงชื่อเสียหน่อย หลังจากนี้ห้ามคนที่มีนามในนั้นเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบอีกต่อไป!”
“ได้!” ปิงหลิวหลีที่ตกตะลึงอยู่พลันได้สติกลับมา จากนั้นจึงให้ผู้เฒ่าอ้วนจัดการให้คนพวกนั้นลงชื่อทันที
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนจำนวนไม่น้อยก็ทยอยกันลงชื่อและจากไป
แต่นี่ยังคงไม่จบ ลู่เฉินจ้องมองไปยังชายผู้ที่ถูกหลี่ว์ซือโจมตีจนล้มลงบนพื้นแล้วยิ้มออกมา “พูดมาเถิด ยังมีผู้ใดสมรู้ร่วมคิดอีก!”
“อะไร ผู้สมรู้ร่วมคิดใด?” ชายผู้นี้แกล้งโง่ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “ข้ามีวิธีการมากมายนักเพื่อให้เจ้าคายความจริงออกมา”
ขณะนั้นเอง หลี่ว์ซือเตรียมพุ่งหมัดใส่อีกฝ่าย ซึ่งชายผู้นั้นก็รู้ดีว่าหากตนโดนหมัดนั่นซ้ำสอง ตัวเองคงจบสิ้นเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงค่อย ๆ เอ่ยชื่อของผู้สมรู้ร่วมคิดออกมา
…ไม่ต้องรอให้ผู้สมรู้ร่วมคิดเหล่านั้นจากไป พวกเขาก็พลันโดนหลี่ว์ซือหิ้วคอ และถูกโยนตกลงมาอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน
ผู้คนที่อยู่ในลานต่างก็พากันหวาดกลัว ส่วนปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ เองก็พากันตกตะลึงอีกครั้งกับภาพตรงหน้า
“เอาล่ะ จงพูดความจริงเสีย ว่าพวกเจ้าถูกใครส่งมา!”
คนเหล่านี้หวาดกลัวจนต่างพากันพูดความจริงออกมา
…ที่แท้แล้วพวกเขาต่างก็มาจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน!
แต่แทนที่ลู่เฉินจะทำอันใดคนพวกนั้นหลังรู้ความจริง ชายหนุ่มกลับยิ้มเย็นชา “กลับไปบอกสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนี้ส่งมาเท่าใด ข้าก็จะกำจัดไปเท่านั้น!”
พูดจบ ลู่เฉินก็ยิ้มพร้อมหันไปทางผู้เฒ่าอ้วน “ผู้อาวุโสสาม รบกวนท่านจัดการคนพวกนี้ที ก่อนจะนำพวกเขาไปทิ้งไว้ยังเชิงเขาด้านล่าง รอให้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มาเก็บศพพวกเขาไป!”
“อืม!” ผู้เฒ่าอ้วนตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะขานรับ จากนั้นจึงสั่งคนให้ไปจัดการ
เมื่อเรื่องนี้จบลง ลู่เฉินพลันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ สุดท้ายจึงพบชายผู้หนึ่งที่เป็นคนมอบของกินบางอย่างให้แก่ท่านปู่ลู่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
ชายผู้นั้นมีผมสีน้ำเงิน สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน รวมทั้งถุงมือก็ยังสีน้ำเงิน
แต่แม้จะเห็นเป้าหมายแล้ว ทว่าลู่เฉินไม่ได้ลงมือทันที กลับมองไปยังผู้คนรอบ ๆ แล้วยิ้มออกมา “ข้าคิดว่าคนที่อยู่ที่นี่ ยังมีคนของสำนักอื่นและกองกำลังอื่นแฝงตัวอีก …ใช่หรือไม่?”
ทุกคนพลันตกใจขึ้นมา
“ถ้าหากไม่อยากถูกกำจัด ทางที่ดีที่สุดพวกเจ้าจงหยุดคิดเล็กคิดน้อยเสีย”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน และเมื่อลู่เฉินเห็นว่าไม่มีผู้ใดพูดอะไร เขาจึงพูดต่อ “เช่นนี้ หมายความว่าไม่มีผู้ใดยอมไปแล้ว?”
ทุกคนต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป
ลู่เฉินจึงพยักหน้า “ได้ คนที่ยินยอมอยู่ที่นี่ ข้าจะปฏิบัติอย่างเป็นธรรมกับพวกเจ้า!”
ขณะนั้นเอง ได้มีคนหนึ่งพูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขึ้นมา “พวกเราสามารถเรียนรู้ทักษะที่แข็งแกร่งได้หรือไม่?”
“เพียงแค่อยู่ที่นี่สักช่วงเวลาหนึ่ง ทำผลงานได้ดี ข้าจะเลือกบางคนออกมาเพื่อเรียนรู้ทักษะของข้า แต่ถ้าหากไม่อดทนรอ เช่นนั้นตอนนี้พวกเจ้าก็สามารถออกไปได้เลย” จบวาจานี้ของลู่เฉิน ผู้คนที่ฟังต่างก็ครุ่นคิดอย่างหนัก
“ออกไปตอนนี้ …ยังทัน” ลู่เฉินกล่าวกระตุ้นอีกครั้ง
บางคนที่ไม่มีใจจะอดทนรอก็เดินออกไปทันที
จากนั้นลู่เฉินจึงเผยยิ้มกว้าง “ในเมื่อพวกเจ้าที่เหลือคิดอยู่ต่อ เช่นนั้นพวกเจ้าก็จำต้องถูกประเมินใหม่!”
“ประเมิน?” ทุกคนมองหน้ากัน
ลู่เฉินขานรับ “ใช่ เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อไปสำนักเก้าสุขสงบของเราจะกลายเป็นสำนักใหญ่ ที่ผู้ใดก็ไม่สามารถเข้าร่วมได้ง่าย ๆ!”
วาจาประโยคนี้ของชายหนุ่มทำให้ทุกคนโดยรอบต่างเห็นด้วย!
ขณะนั้นเอง ปิงหลิวหลีพลันขมวดคิ้วมุ่น ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม และเมื่อได้ระยะ นางก็พลันถามทันที “เจ้าจะประเมินเช่นไร?”
คนอื่นต่างก็อยากรู้เช่นกัน ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มพลางจ้องมองไปยังตำหนักใหญ่ “ข้าจะจัดค่ายกลพิเศษที่ตำหนักใหญ่”
“ค่ายกลพิเศษ?” ปิงหลิวหลีไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทว่าลู่เฉินไม่ตอบ เขาเพียงเข้าไปภายในตำหนักพร้อมนาง ก่อนจะสั่งให้ปิงหลิวหลีปิดประตู จากนั้นชายหนุ่มจึงนำบางอย่างออกมาเพื่อจัดวางค่ายกล
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ค่ายกลอย่างง่ายค่ายหนึ่งก็ปรากฏออกมา
เมื่อปิงหลิวหลีเห็นว่าภายในตำหนักแห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกหนาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สีหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยความสงสัย “นี่คือ”
“ค่ายกล… ที่จะทำให้คนพูดความจริง” ลู่เฉินยิ้ม
“พูดความจริง?”
“ใช่ เพื่อดูว่ายังมีผู้ใดเป็นคนของสำนักอื่น!” เมื่อพูดจบ ลู่เฉินก็ให้ปิงหลิวหลีเปิดประตูตำหนัก
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังให้บรรดาศิษย์ในลานกว้างมาเข้าแถว
คนพวกนี้ไม่เข้าใจว่าลู่เฉินต้องการทำอะไร ดังนั้นบางคนที่มีความสงสัยจึงเริ่มถามออกมา แต่ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มเท่านั้น “มันคือการทดสอบความสามารถ อย่าตื่นเต้นไป”
ทุกคนที่ได้ยินจึงถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงเข้าไปในค่ายกลทีละคนแต่โดยดี
ผู้ที่ผ่านการทดสอบ ลู่เฉินจะให้ปิงหลิวหลีบันทึกลงไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านนั้น ปิงหลิวหลีก็ให้คนแอบบันทึกเช่นกัน
เช่นนี้ คนเหล่านั้นจึงไม่มีทางรู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นภายใน และต่างก็พากันเข้าไปภายในค่ายกลทีละคน จากนั้นเมื่อเข้าไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็ทยอยออกมา
จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา มันก็ถึงคราวของหลันเสี้ยว ผู้ที่มีรากวิญญาณธาตุไฟเก้าดาวผู้นั้น!
เมื่อหลันเสี้ยวเข้าไปยังภายในหมอกหนา เขาก็มองรอบด้านด้วยความแปลกใจ
และขณะนั้น ลู่เฉินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในตำหนักใหญ่ก็กำลังก้มมองหลันเสี้ยวที่เข้ามาด้วยรอยยิ้ม “พูดมาเถิด เหตุใจจึงลงมือกับท่านปู่ของข้า?”
หลันเสี้ยวที่ได้ยินพลันตกใจจนหน้าซีดเผือด เขาคิดจะออกไป แต่แล้วเขาก็ต้องพบว่าตนเองไม่สามารถออกไปจากค่ายกลนี้ได้!
“อย่าสิ้นเปลืองเปล่าเลย!” ลู่เฉินยิ้มเยาะ
หลันเสี้ยวมองไปรอบ ๆ เมื่อพบว่ามีเพียงลู่เฉิน เขาจึงตะโกนออกมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าหรือ?”
ครั้นพูดจบ อีกฝ่ายก็พลันปลดปล่อยกลิ่นอาย เผยให้เห็นพลังขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมออกมา!
แต่ลู่เฉินกลับยิ้มเยาะ “อันใด? คิดว่ามีพลังเพียงนิดหน่อยแล้วจะไม่ต้องกลัวใครหรือ?”
หลันเสี้ยวยิ้มเย็นชา “จัดการกับไก่อ่อนเช่นเจ้า เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!”
“ดูเหมือนว่า เจ้าจะไม่เข้าใจข้าจริง ๆ!” ลู่เฉินเผยยิ้มประหลาดในฉับพลัน!