ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 145 จัดการกับพวกหนูสกปรก จะอ่อนข้อไม่ได้เด็ดขาด!
บทที่ 145 จัดการกับพวกหนูสกปรก จะอ่อนข้อไม่ได้เด็ดขาด!
หลันเสี้ยวไม่รู้ว่าลูเฉินนั้นพูดอะไร แต่เขารอที่จะลงมือไม่ไหวแล้ว!
บนร่างของหลันเสี้ยวปรากฏแสงกะพริบไหว ก่อนที่ลูกไฟขนาดใหญ่จะพุ่งมายังลู่เฉิน คิดโจมตีชายหนุ่มให้ถึงตาย!
ทว่าลู่เฉินนั้นคร้านจะหลบซ่อน เขาจึงเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ ที่มีเก้าสิบชั้นออกมา
เมื่อลูกไฟเพลิงของหลันเสี้ยวกระทบเข้ากับกำแพงทั้งเก้าสิบชั้น มันก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เพียงสามสิบกว่าชั้นเท่านั้น
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้หลันเสี้ยวตกใจอย่างมาก “ไม่ เป็นไปไม่ได้ เจ้า เจ้าเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานชัด ๆ!”
“ข้าเป็นเพียงขั้นสร้างรากฐานนั้นไม่ผิด แต่แล้วมันเช่นไรหรือ?”
“การป้องกันของเจ้าไม่ควรจะแข็งแกร่งเช่นนี้” หลันเสี้ยวร้อนใจ แต่ลู่เฉินเพียงยิ้มอย่างเย็นชา “ข้าให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง”
ด้วยความสิ้นหวัง หลันเสี้ยวจึงหยิบกระบี่เพลิงออกมาและพุ่งออกไป แต่กระบี่นั้นเมื่อกระทบกับกำแพงป้องกันของลู่เฉิน กำแพงปราณก็แตกสลายไปเพียงสี่สิบชั้นเท่านั้น!
“เจ้า…” หลันเสี้ยวเอ่ยติดขัด
ลู่เฉินยิ้มเยาะออกมา “เจ้าไม่ลองคิดดูเสียหน่อยหรือ ถ้าหากข้าไม่มีความสามารถใด ๆ เช่นนั้นจะทำให้ผู้คนจากแดนวิญญาณมากมายมาหาข้าได้อย่างไร?”
“นั่น นั่นเป็นเพราะเจ้าหลอกล่อพวกเขา!”
“ไร้สาระ” ลู่เฉินยิ้มประหลาดออกมา แต่หลันเสี้ยวกลับตื่นตระหนก เริ่มร่ายรำกระบี่อย่างบ้าคลั่ง คิดอยากจะทำให้ลู่เฉินตาย แต่ไม่ว่าจะลองเช่นไร ก็ไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้!
ในทางกลับกัน ลู่เฉินเพียงยิ้มออกมา “ถ้าหากทำไม่ได้ ก็ยอมแพ้เสียเถิด!”
หลันเสี้ยวรู้ว่าถ้าหากยอมแพ้ต้องตายเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงไม่หยุด รีบหยิบยันต์ลี้ธรณี คิดวางแผนจะหนีไป แต่ลู่เฉินกลับยิ้มขณะมองมายังเขา “อย่าพยายามนักเลย ที่นี่ไม่สามารถใช้ยันต์ลี้ธรณีได้!”
แน่นอน! หลันเสี้ยวไม่เชื่อ แต่เมื่อยันต์ลี้ธรณีไม่เกิดผลใด ๆ ผลลัพธ์นี้จึงทำให้เขาประหลาดใจจนถึงขนาดหน้าซีดเผือด!
“ว่ามาเถิด เจ้าให้ท่านปู่ข้ากินสิ่งใดเข้าไป!” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลันเสี้ยวกระวนกระวายใจ “ข้า… ข้าไม่รู้!”
“ไม่รู้?”
“ใช่ คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์สั่งให้ข้าทำ” หลันเสี้ยวสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่สายตาของลู่เฉินกลับวาววับขึ้นมา “ความตายมาอยู่ตรงหน้าแล้วยังจะไม่พูดหรือ?”
“ข้า… ข้าไม่รู้จริง ๆ!” หลันเสี้ยวร้อนใจ
เจตนาฆ่าของลู่เฉินนั้นชัดเจนมาก เถาวัลย์มากมายพากันพันล้อมหลันเสี้ยวไว้ ทำให้อีกฝ่ายอึดอัดจนต้องร้องออกมา “ได้โปรด ได้โปรดปล่อยข้าไป!”
ขณะนั้นเอง ชั้นรากฐานที่เจ็ดสิบเอ็ดก็พลันเสร็จสมบูรณ์!
ยอมแพ้แล้ว?
ลู่เฉินแสยะยิ้มออกมา จ้องมองไปยังหลันเสี้ยวพร้อมเอ่ยถาม “ว่ามา เจ้าให้ท่านปู่ข้ากินสิ่งใด และคนที่อยู่เบื้องหลังคือผู้ใด!”
“ผู้อาวุโสหกแห่งสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ มีนามว่าตู๋เหล่าลิ่ว!” หลันเสี้ยวตะโกนออกมา แต่ลู่เฉินกลับเผยแววตาเย็นชา และจู่ ๆ เถาวัลย์ก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น บดขยี้กระดูกของหลันเสี้ยวจนแตกแทบทั้งร่าง
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมา จากนั้นหลันเสี้ยวก็หมดสติไป
หลังจากนั้นลู่เฉินจึงเดินออกมาจากค่ายกล ปล่อยให้ผู้คนที่อยู่ด้านนอกไม่ได้รับรู้ว่าภายในค่ายกลนั้นเกิดอะไรขึ้น!
“จับขังคนผู้นั้นไว้” ลู่เฉินมองไปยังปิงหลิวหลี ซึ่งนางก็ทำตามในทันที และเมื่อเห็นร่างที่แหลกเละของหลันเสี้ยว เจ้าสำนักสาวก็เป็นต้องตกตะลึงขึ้นมา “เจ้าทำ? หรือว่าค่ายกลทำ?”
“แตกต่างกันหรือ?” ลู่เฉินไม่ได้อธิบายใด ๆ
ทว่าปิงหลิวหลียังคงสงสัย “ใช่แล้ว เพราะหากเจ้าเป็นผู้ลงมือ เช่นนั้นพลังของเจ้า… ก็คงแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อม!”
ลู่เฉินไม่ตอบ เขาเพียงยิ้มออกมา
ทันใดนั้นเอง ปิงหลิวหลีก็รู้สึกว่าลู่เฉิน ‘น่ากลัว’ ยิ่งนัก ทว่านางก็ไม่กล้าคิดอะไรมากนัก ทำเพียงให้คนรีบนำหลันเสี้ยวออกไปทันที จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “ได้ความอะไรหรือไม่?”
“สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ตู๋เหล่าลิ่ว”
“ตู๋เหล่าลิ่ว ชายผู้นี้คือหมอประหลาดแห่งสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์”
“หมอประหลาด?”
“ใช่ ว่ากันว่าเป็นศิษย์ของท่านหมอผีแห่งแดนทักษิณา และมีชื่อเสียงมากในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์”
ลู่เฉินยิ้มเย็นชา “ดูเหมือนว่า ข้าต้องไปเล่นกับสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว!”
“เล่น?” ปิงหลิวหลีไม่รู้เลยว่าลู่เฉินนั้นพูดถึงอะไร ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันมองปิงหลิวหลี “นำแหล่งที่มารายได้ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดมาตรวจสอบให้ชัดเจน”
“แหล่งที่มารายได้?” ปิงหลิวหลีตกตะลึง
“พวกเราสำนักเก้าสุขสงบก็จำเป็นต้องใช้ศิลาวิญญาณจำนวนมาก และสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ ต้องมีรายได้ไม่น้อยเป็นแน่” ลู่เฉินวางแผนคิดจะตัดช่องทางรายได้สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อปิงหลิวหลีได้ฟัง นางก็เป็นอันต้องตกตะลึง! “เช่นนี้จะเป็นการดึงดูดให้คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มาก่อความวุ่นวายเป็นแน่”
“ตอนนี้ยังวุ่นวายไม่พอหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าปิงหลิวหลีนั้นยังโหดเหี้ยมไม่พอ
ปิงหลิวหลีที่ได้ฟังก็ชะงัก ก่อนจะกล่าวว่า “ถูกอย่างที่ว่า สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้องการให้พวกเราสำนักเก้าสุขสงบมีช่วงเวลาที่ดี เช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นจะต้องเกรงใจคนพวกนั้นเช่นกัน!”
“ไปเถิด!”
“อืม ทางข้าจะให้ผู้อาวุโสสูงสุดไป” ปิงหลิวหลีหมุนตัวเพื่อเดินออกไป ส่วนลู่เฉินนั้นยังคงให้ศิษย์คนอื่นเข้ามาประเมินต่อไป
….
เวลาผ่านไปครึ่งวัน ในที่สุดลู่เฉินก็นำพวกหนูสกปรกออกมาจากกลุ่มคนเหล่านี้ได้ และให้คนที่มีปัญหาเหล่านี้ยืนรวมกัน
ผู้ที่ไม่มีปัญหาใด ๆ จึงมองหน้ากัน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีคนที่ถูกแยกออกมา?
และเพราะแบบนั้น จึงมีหลายคนทีเดียวที่รู้สึกกังวลใจ ถึงขนาดที่มีบ้างคนตะโกนถาม
ลู่เฉินยิ้มกว้าง เขามองไปยังหลี่ว์ซือแล้วเอ่ยว่า “คนพวกนี้ ล้วนเป็นคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!”
หลี่ว์ซือเข้าใจในทันที จึงก้าวออกไปด้านหน้า ในตอนแรกพวกหนูสกปรกเหล่านั้นคิดจะต่อต้าน จึงพากันล้อมหลี่ว์ซือเพื่อโจมตี แต่ผลคือร่างของหลี่ว์ซือสามารถต่อต้านเคล็ดวิชาพวกนั้นได้ ทำให้เขาไม่ต้องกังวล และใช้หมัดสวรรค์ส่งคนพวกนั้นกระเด็นลอยขึ้นฟ้าได้อย่างสบายใจ
ทำให้บางคนที่ไม่รู้จักหลี่ว์ซือนั้นตกตะลึงขึ้นมา
สำหรับคนที่รู้จักนั้น พวกเขาต่างพากันตะโกนออกมา “สมแล้วที่เป็นคนของสำนักไร้สุญญะ!”
แต่ก็ยังมีบางคนสงสัย “เหตุใดคนของสำนักไร้สุญญะจึงติดตามเขา?”
สำหรับคำถามนี้ ทุกคนต่างก็อยากรู้ แต่ลู่เฉินกลับจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่ถูกกำจัดออกไปพลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เมื่อครู่ข้าได้ให้โอกาสพวกเจ้าออกไปจากสำนักเก้าสุขสงบแล้ว แต่พวกเจ้ากลับยังอยากอยู่ต่อไป ..ดังนั้นนี่มันไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?”
บางคนไม่เข้าใจจึงเอ่ยถาม “เหตุใดท่านจึงรู้ว่าพวกเราเป็นคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์?”
“เมื่อครู่จากการประเมินในค่ายกล ข้าได้ถามคำถามพวกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ? อะไร? เหตุใดจึงหลงลืมไวเช่นนี้?”
“แต่… แต่คำถามของเจ้าเกี่ยวข้องกับสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เช่นไร?”
“ข้าถามพวกเจ้าว่าเหตุใดจึงเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบ คำตอบของพวกเจ้าและคำตอบของคนอื่นนั้นต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่พวกเจ้าที่เป็นคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นั้น ภายในร่างกายจะมีพลังบางอย่าง และพลังนั้น ถ้าหากเดาไม่ผิด น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เข้าร่วมสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แล้ว!”
จบประโยคดังกล่าว คนเหล่านั้นต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
ส่วนผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ซึ่งไม่รู้ความอันใด มาตอนนี้พวกเขาก็เข้าใจแล้วว่าที่แท้ค่ายกลนั้นก็เพื่อหาคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!
ขณะนั้นลู่เฉินเผยยิ้มเย็นชาออกมา “กำจัดพวกมันทั้งหมด จากนั้นโยนลงภูเขาไป!”
ปิงหลิวหลีสั่งคนไปจัดการทันที ลู่เฉินจึงกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนที่หลงเหลืออยู่ “ท้ายที่สุดพวกเจ้ายินยอมที่จะเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบ เช่นนั้นต่อจากนี้จงอยู่ในสำนักเก้าสุขสงบให้ดี ส่วนข้า จะปฏิบัติอย่างเป็นธรรมกับพวกเจ้าแน่นอน!”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน “ขอรับ!”
ลู่เฉินมองไปยังปิงหลิวหลี “เชิญ ควรให้เจ้าออกโรงแล้ว”
“ข้า?”
“เจ้าเป็นเจ้าสำนัก ไม่ควรพูดอะไรสักประโยคหรือ?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองปิงหลิวหลี แต่ปิงหลิวหลีกลับรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย เพราะแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้ลู่เฉินเป็นคนจัดการ ทำให้นางรู้สึกไร้ประโยชน์!
แต่เมื่อเจ้าสำนักสาวก้าวออกไปเบื้องหน้า …เหล่าผู้คนที่อยู่ภายในลานกว้างก็พากันเงียบเสียงลง!
นี่มัน…. ขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม!!!
สิ่งนี้ทำให้คนจำนวนมากตกตะลึง เพราะมีพวกเขาไม่น้อยเลยที่คิดว่าเจ้าสำนักเป็นเพียงไม้ประดับ!
จากนั้นเมื่อปิงหลิวหลีพูดจบ นางจึงสั่งให้ผู้เฒ่าอ้วนจัดที่พักให้คนเหล่านี้ ส่วนลู่เฉินก็พาปิงหลิวหลีเข้าไปในตำหนักใหญ่ ก่อนจะเริ่มการสอนวิธีการใช้ค่ายกลภายในตำหนัก
เมื่อปิงหลิวหลีได้เรียนจนครบถ้วน นางก็พลันรู้สึกแปลกใจ “หรือเพียงแค่พึ่งพาค่ายกลนี้ ก็สามารถแยกแยะคนที่มีใจเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบได้?”
“ใช่!”
ปิงหลิวหลีที่ได้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้น “ขอบคุณเจ้ามาก”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น!”
สิ้นเสียงลู่เฉิน ภายในตำหนักใหญ่นั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็พลันปรากฏตัวออกมา!