ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 146 เริ่มจัดการเหมือง!
บทที่ 146 เริ่มจัดการเหมือง!
ไป๋อู่จิน ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักเก้าสุขสงบ
“เจ้าสำนัก ข้าพบข้อมูลที่ท่านต้องการแล้ว” ไป๋อู่จินหยิบรูปภาพและเอกสารบางอย่างให้ปิงหลิวหลี
และเมื่อปิงหลิวหลีหยิบสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นางก็ได้หันไปมอบให้ลู่เฉิน “สิ่งเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!”
ลู่เฉินส่งเสียงอืมแล้วเริ่มอ่าน
ด้านหนึ่งไป๋อู่จินก็สงสัยว่าเหตุใดเจ้าสำนักถึง ‘เคารพ’ ลู่เฉินมากนัก ส่วนอีกด้าน… ก็คือเขาไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดลู่เฉินจึงต้องการสิ่งเหล่านี้
หลังลู่เฉินอ่านข้อมูลเหล่านี้ เขาก็พบว่าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มีแหล่งรายได้หลักอยู่สองสามแห่ง
ตัวอย่างเช่น เหมืองวิญญาณ ค้าขายยา และอื่น ๆ
จากข้อมูลก็ได้มีการระบุตำแหน่งเหมืองวิญญาณไว้ห้าแห่งด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้นลู่เฉินจึงฉีกยิ้ม “เห็นทีข้าคงต้องไปยังเหมืองวิญญาณเหล่านี้สักหน่อย”
ปิงหลิวหลีพลันสงสัย “เจ้าต้องการทำลายมันหรือ?”
“ประมาณนั้น”
ปิงหลิวหลีลังเลและพูดว่า “เช่นนั้นให้ข้าไปกับเจ้าเป็นอย่างไร?”
“ไม่ต้อง เจ้าเฝ้าสำนักเก้าสุขสงบไว้ให้ดีก็พอแล้ว ข้าจะจัดคนไปที่นั่นเอง” หลังจากลู่เฉินอธิบาย เขาก็เก็บข้อมูลต่าง ๆ แล้วพาหลี่ว์ซือ เจี่ยลัว และหนานเหยาออกจากสำนักเก้าสุขสงบซึ่งปิงหลิวหลีก็ได้มาส่งลู่เฉินและคนอื่น ๆ ที่เชิงเขาของสำนัก
ก่อนจากไป ลู่เฉินยังจงใจถามว่า “งานประลองสิบสำนักยังเหลือเวลาอีกเท่าใด?”
“อีกครึ่งเดือนต่อจากนี้”
“ได้ ข้าจะพยายามจัดการเหมืองวิญญาณทั้งหมดภายในสิบวัน” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็พาหลี่ว์ซือและคนอื่น ๆ จากไปทันที
ปิงหลิวหลีขมวดคิ้ว นางมองแผ่นหลังของลู่เฉินที่กำลังเดินจากไป ก่อนที่ไป๋อู่จินจะปรากฏตัวขึ้นข้างเจ้าสำนักสาว และถามอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “ท่านเจ้าสำนัก เขาจะจัดการเหมืองวิญญาณเหล่านั้นได้จริงหรือ?”
“อืม”
“แต่เหมืองวิญญาณพวกนั้นมีคนคุ้มกันอยู่จำนวนมาก และถึงขนาดมีการวางค่ายกลปกคลุมไว้ทั่ว”
ปิงหลิวหลีมีท่าทีลังเลอยู่ครู่ ก่อนจะเอ่ยว่า “ในเมื่อเขาคิดว่าเขามีวิธี เช่นนั้นมันก็ต้องมีวิธีสิ!”
ทว่าไป๋อู่จินกลับคิดว่ามันคงไม่ง่ายเช่นนั้น
หลังเวลาผ่านไป ปิงหลิวหลีที่สงบลงแล้วก็พูดขึ้นว่า “ขึ้นไปบนภูเขากันเถอะ”
…
หนานเหยาที่ลงจากเขามาแล้วกล่าวอย่างมีความสุข “ท่านอาจารย์ พวกเราจะไปที่ใดกันดี?”
“มีเหมืองวิญญาณอยู่ใกล้ ๆ และที่นั่นคงมีคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่น้อย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานเหยาก็รู้ทันทีว่าต้องทำอันใด นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์คือที่ใด?”
“มันคือสถานที่ที่กำลังจะพินาศ!” คำพูดของลู่เฉินทำให้หนานเหยารู้สึกตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ โปรดวางใจ ข้าจะช่วยท่านทำลายพวกมันเอง!!”
ลู่เฉินไม่ตอบคำใด เขาเดินจนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งวันและมาถึงจุดหมายในที่สุด….
ที่นี่คือเหมืองหินวิญญาณแห่งแรกของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!!
ในเหมืองนี้มีศิษย์ที่ขั้นพลังต่ำจำนวนมากกำลังขุดแร่อยู่ที่นั่นเช่นเดียวกับ ‘คนขุดแร่’ และรอบ ๆ ก็มีทหารรักษาการณ์ที่มีขั้นพลังสูงอยู่รอบ ๆ
ไม่เพียงแค่นั้น บนหอคอยสูงยังมีผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น และมีป้ายเตือนที่สะดุดตาแขวนอยู่บนหอคอยสูงเขียนไว้ว่า ‘เขตของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้า!’
แต่ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไม่ได้สนใจมันเลย และยังคงเดินไปที่ทางเข้าเหมือง
และเพราะเช่นนั้น จึงเป็นธรรมดาที่กลุ่มศิษย์ซึ่งมีหน้าที่ลาดตระเวนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จะเข้ามาล้อมรอบลู่เฉินและพวกเอาไว้
ผู้นำของกลุ่มลาดตระเวนชี้ไปยังป้ายที่แขวนอยู่ “เจ้าเห็นหรือไม่? ว่านี่คือเขตของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์”
“ข้ากำลังตามหาสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพอดี” ลู่เฉินมองคนเหล่านี้ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ล้อมโดยรอบก็พากันหัวเราะเสียยกใหญ่
บางคนถึงกับเย้ยหยัน “เจ้ามาจากไหน กล้ามาเกเรที่นี่หรือ?”
หลี่ว์ซือคิดจะลงมือ แต่หนานเหยากลับห้ามเอาไว้ “ข้าเอง ข้าเอง เจ้าก็อย่าแย่งซีนข้านักเลย!”
หลี่ว์ซือตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้โต้ตอบ หนานเหยาก็ตบฝ่ามือขึ้นไปกลางอากาศ ส่งรอยฝ่ามือสีดำให้กระแทกเข้าใส่คนที่กล่าวเย้ยผู้นั้น
ชายคนนั้นถูกโจมตีจนกระเด็นออกไป
คนอื่น ๆ ที่เห็นก็โกรธจัดและเตรียมพร้อมที่จะโจมตี แต่หนานเหยากลับโจมตีพวกเขาจนกระเด็นลอยไปได้อย่างง่ายดาย จากนั้นนางก็หันมองไปทางลู่เฉินด้วยรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ ดูสิ ข้าร้ายกาจหรือไม่?”
“ขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อม สู้กับขั้นสร้างรากฐาน นี่ถือว่าทรงพลังหรือ?” ลู่เฉินหัวเราะอย่างขมขื่น
หนานเหยาไม่พอใจ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะกำจัดผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดระดับต้นที่อยู่บนหอคอยผู้นั้นเสีย”
“เจ้าจับเขาไม่ได้หรอก” ลู่เฉินมองหนานเหยาด้วยรอยยิ้ม
ทว่าหนานเหยาไม่เชื่อ นางกล่าวสาบานว่า “ตอนนี้ข้าเป็นผู้ฝึกวิถีภูตผี และข้าก็ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าขั้นก่อกำเนิดระดับต้น”
“แต่ว่าแม้คนคนนั้นจะอยู่ขั้นก่อกำเนิดระดับต้น แต่เขาก็มีรากวิญญาณธาตุทองเก้าดาว ค่อนข้างแข็งแกร่งด้านการโจมตี ดังนั้นเจ้าอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา” คำพูดของลู่เฉิน ทำให้หนานเหยาอยากแข่งขันมากยิ่งขึ้น “ข้า… ข้าอยากลอง!”
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้า” ลู่เฉินไม่ได้ตั้งใจที่จะหยุดนาง แต่ในขณะนั้นเอง ผู้ฝึกตนในขั้นก่อกำเนิดบนหอคอยก็พลันทะยานลงมา!
เมื่ออีกฝ่ายลงมา มันก็เผยให้เห็นเสื้อคลุมสีเทาและสายตาอันเย็นชาของคนผู้นี้อย่างชัดเจน
เหล่าศิษย์ที่ถูกจัดการต่างพากันฟ้อง
ทว่าหนานเหยาไม่ได้สนใจ นางมองไปที่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนั้นแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก”
“เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงมาสร้างปัญหาที่นี่?” อีกฝ่ายอยากรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ซึ่งลู่เฉินก็พลันฉีกยิ้มแล้วกล่าวอย่างง่าย ๆ ว่า “ข้ามาจากสำนักเก้าสุขสงบ”
“อันใดนะ?” ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนั้นตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เช่นเดียวกับคนฝั่งนั้นที่เมื่อได้ยินคำว่าสำนักเก้าสุขสงบ พวกเขาก็พากันมองมา และแม้แต่คนงานขุดแร่ก็พากันมาล้อมเอาไว้!
“สำนักเก้าสุขสงบอยากรนหาที่ตายหรือ?”
“ข้าว่าสำนักเก้าสุขสงบคงจะว่างมาก”
“ช่วงนี้คนของสำนักเก้าสุขสงบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ว่าจะมีมากหรือน้อย พวกเขาก็ไม่อาจเทียบกับสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราได้!”
…
ในขณะที่คนเหล่านี้กำลังถกเถียงกัน ลู่เฉินก็ได้พูดกับทุกคนที่นั่นว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากตาย เช่นนั้นก็รีบออกจากที่นี่ไปเสีย มิฉะนั้นข้าเกรงว่าเจ้าจะออกไปไม่ได้แล้ว!!”
คำพูดเหล่านี้ทำให้คนจำนวนนับไม่ถ้วนหัวเราะเยาะออกมา
บางคนถึงขนาดชี้ไปทางผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดของสำนักแล้วกล่าวว่า “เรามีผู้อาวุโสอยู่ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกลัวเจ้า”
“ถูกต้อง ผู้อาวุโสของเราร้ายกาจมาก”
“เขามีรากวิญญาณเก้าดาว แล้วสำนักเก้าสุขสงบของเจ้าล่ะ มีหรือไม่?”
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ชื่นชมผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนี้ แต่ลู่เฉินเพียงมองไปที่หนานเหยาและฉีกยิ้ม “ดูซิว่าเจ้าจะจัดการมันได้หรือไม่”
“ไร้สาระ!” หนานเหยาไม่สามารถทนได้อีกต่อไป จึงลุกขึ้นยืนและมองไปที่คนคนนั้น
คนผู้นั้นขมวดคิ้วทันที “เจ้ากล้าดีอย่างไร เป็นแค่ผู้ฝึกวิถีภูตผีขั้นหลอมแก่นแท้ แต่กลับกล้ามาหาเรื่องข้า?”
ผู้ฝึกวิถีภูตผี?
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าหนานเหยาผู้นี้จะเป็นผู้ฝึกวิถีภูตผีจริง ๆ แต่หนานเหยาไม่ได้จริงจังกับมันเท่าใดนัก “ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนในวิถีใด ตราบใดที่เอาชนะเจ้าได้ มันก็พอแล้ว!!”
หลังจากพูดจบ หนานเหยาก็ตบฝ่ามือออกทันที
ทว่าคนผู้นั้นกลับเรียกปราณสีทองออกมาห่อหุ้มทั่วกาย ทำให้ฝ่ามือนั้นไม่อาจเข้าถึงตัวเขาได้
หนานเหยาขมวดคิ้ว จากนั้นก็ตบฝ่ามือขึ้นไปในอากาศอีกสองสามครั้ง ทว่านางก็ยังคงไม่สามารถฝ่าการป้องกันไปได้ จึงทำให้ทุกคนหัวเราะเสียยกใหญ่
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หนานเหยารู้สึกหดหู่และวิตกกังวล นางมองไปที่ลู่เฉินคล้ายต้องการคำปรึกษา “นี่”
“ถึงแม้เจ้าจะอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อม แต่เจ้ากลับไม่มีเคล็ดวิชาอื่นเลย”
“ก็ข้าไม่เคยเรียนมาก่อน” หนานเหยาดูเขินอายเล็กน้อยขณะกล่าว
เดิมทีลู่เฉินก็อยากรู้ว่าหนานเหยาจะทำอันใดได้บ้าง แต่พอเขาได้ยินเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ทำได้เพียงหัวเราะอย่างขมขื่น “หากไม่รู้เคล็ดวิชาภูตผีก็รีบบอกสิ เจ้าจะได้ไม่ต้องเสียหน้า!”
“ข้า…!” หนานเหยารู้สึกเป็นทุกข์ทันที
ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนั้นมองลู่เฉินและหนานเหยาอย่างเย็นชา “ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะมีพลังมากเสียอีก ที่ไหนใด… ที่แท้คนสำนักเก้าสุขสงบก็มีน้ำยาเพียงแค่นี้!!”
ลู่เฉินฉีกยิ้ม “รอประเดี๋ยว… เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้แล้ว!”
หลังจากพูดเช่นนี้ หลี่ว์ซือก็เป็นฝ่ายเดินออกไปแทน
แต่เมื่อทุกคนเห็นว่าหลี่ว์ซือไม่มีแม้แต่พลังปราณโคจรรอบกาย พวกเขาก็หัวเราะไม่หยุด โดยเฉพาะผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนั้นที่เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ไม่มีพลังปราณแล้วยังกล้าดีอีก!”