ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 166 ใคร ๆ ก็ปรากฏตัวออกมา
บทที่ 166 ใคร ๆ ก็ปรากฏตัวออกมา
เจี่ยลัวและคนอื่น ๆ ต่างก็เชื่อที่หนานเหยาพูด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจสิ่งรอบข้างนัก
แต่ปิงหลิวหลียังคงมีเรื่องกังวลใจ “ค่ายกลขนาดใหญ่นี้เป็นของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด และมันก็ถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ค่ายกลที่สามารถสร้างค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวขึ้นมาได้!”
ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ห้าดาว สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว สิ่งนี้นับเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก
ทว่าลู่เฉินเฉินไม่สนใจ ส่วนหนานเหยาไม่ได้ฟังแม้แต่น้อย นางกำลังเข้าไปวอแวอยู่รอบ ๆ ผู้คลั่งไคล้เต๋าแล้วกล่าวเย้าแหย่อย่างสนุกสนาน “ข้าว่านะท่านนักพรต ท่านคอยพูดอยู่ตลอดไม่ใช่หรือว่าจะตามหาอาจารย์ของข้าเพื่อให้มอบภูตผีให้?”
“ข้าบอกแล้วว่านั่นมันเมื่อก่อน” ผู้คลั่งไคล้เต๋ากล่าวอย่างลำบากใจ
ทว่าหนานเหยาไม่เชื่อและยังคอยพูดต่อ แต่ปิงหลิวหลีไม่รู้ว่าผู้คลั่งไคล้เต๋าผู้นี้เกี่ยวข้องกับลู่เฉินเช่นไร นางจึงหันไปถามหนานเหยาถึงเรื่องราว ก่อนจะได้ทราบถึงที่มาที่ไปทั้งหมด
ขณะนั้นเอง จู่ ๆ บรรยากาศโดยรอบก็ปรากฏหมอกหนาขึ้นมา ทำให้เส้นทางด้านหน้าหายไปทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านั้น รอบข้างก็ยังค่อย ๆ มืดลงอีกด้วย
ปิงหลิวหลีตกใจทันที นางรีบหมุนตัวกลับ ก่อนจะพบว่าข้างหลังมองไม่เห็นสิ่งใดเสียแล้ว! จึงรู้สึกแปลกใจขึ้นมา “หรือว่าเดินมาผิดทาง?”
“ไม่ได้เดินผิด เพียงแค่… มีคนกำลังก่อกวนพวกเรา จึงควบคุมให้พื้นที่บริเวณนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง” เพียงแค่ลู่เฉินเหลือบมอง เขาก็สามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง
และเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ปิงหลิวหลีก็พลันรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย “เป็นผู้ใดกันนะ?”
ขณะนั้นเอง น้ำเสียงเคร่งขรึมก็ดังมาจากมุมมืดมุมหนึ่ง “เจ้าคนทรยศเจี่ยลัว!”
เมื่อเจี่ยลัวได้ยินเสียงนั้น สีหน้าก็กลายเป็นหวาดกลัวขึ้นมา แต่เขาไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ จึงทำได้เพียงพูดภาษาซากศพกับลู่เฉินว่า “นั่นคือผู้อาวุโสฟาง!”
“โอ้? มาถึงด้วยตัวเองเลยหรือ?” ลู่เฉินหัวเราะ แต่หนานเหยาและคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มกำลังพูดถึงอะไร พวกเขาจึงได้แต่สงสัย
“ท่านอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ลู่เฉินจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เมื่อหนานเหยาได้ฟัง นางจึงตะโกนไปรอบ ๆ ทันทีว่า “แท้จริงแล้วก็เป็นคนชั่วช้าของสำนักค่ายกลสวรรค์นั่นเอง!”
เสียงของผู้อาวุโสฟางหมิงดังขึ้นจากมุมหนึ่ง “พวกสำนักเก้าสุขสงบ ถ้าหากไม่อยากไม่เรื่องกับสำนักค่ายกลสวรรค์ก็จงส่งตัวเจี่ยลัวมา มิเช่นนั้น…!”
“มิเช่นนั้นอันใดหรือ?” หนานเหยาย้อนถาม
ฟางหมิงจึงเอ่ยอย่างคุกคามว่า “พวกข้า สำนักค่ายกลสวรรค์ เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนถูกนับเป็นหนึ่งในสิบสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดของแดนทักษิณา ถ้าหากพวกเจ้าไม่ยอมมอบคนผู้นั้นมา ก็อย่าหวังเลยว่าสำนักเก้าสุขสงบจะได้อยู่อย่างสุขสงบดังชื่ออีก!”
ทว่าหนานเหยากลับไม่หวาดกลัวต่อคำขู่นี้เลย นางโต้กลับอย่างยียวน “งั้นหรือ? พวกข้าควรกลัวใช่หรือไม่?”
“เทียบกับสำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าแล้ว ข้าแข็งแกร่งกว่านัก!” ฟางหมิงตะโกนขึ้นมา
“ข้าไม่คิดเช่นนั้น!” หนานเหยาโต้กลับ
“โอ้? หมายความว่า พวกเจ้าคิดต่อต้านสำนักค่ายกลสวรรค์ของพวกข้างั้นหรือ?”
“ก็เป็นเจ้าเองไม่ใช่หรือที่คิดต่อต้านพวกข้า!”
“ได้! เช่นนั้นวันนี้พวกเจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะไปถึงยอดเขาเต๋าเมฆาแห่งนี้เลย!” ฟางหมิงกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
“ค่ายกลน่ารังเกียจเช่นนี้ เพียงครู่เดียวท่านอาจารย์ของข้าก็ทำลายได้แล้ว!”
“น่าขันนัก ข้าผู้นี้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาว และหากไม่ใช่ยอดฝีมือด้านค่ายกล ผู้ใดก็ทำลายมันไม่ได้!” ฟางหมิงกล่าวด้วยความมั่นใจ
แต่หนานเหยากลับยิ้มออกมา “เช่นนั้นเจ้าจงดูให้ดี!”
ครั้นพูดจบ หนานเหยาก็หันมองไปยังลู่เฉิน “ท่านอาจารย์ ท่านช่วยมอบบทเรียนให้แก่คนโอหังผู้นั้นที”
ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ต่างก็มองไปยังลู่เฉินเช่นกัน เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญขณะนี้คือค่ายกลศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาวที่อันตรายยิ่งกว่าที่เคยพบเจอมา ก่อนที่จะพากันเดินตามชายหนุ่มไป
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็หลุดพ้นจากหมอกที่ปกคลุมพวกเขาไว้ พวกเขาสามารถมองเห็นขั้นบันไดได้อีกครั้ง และเปิดโอกาสให้หนานเหยามองไปรอบ ๆ พลางเอ่ยเย้ยหยันว่า “คนโอหังผู้นั้นอยู่ที่ใดกัน? เขาวิ่งไปที่ใดเสียแล้ว?”
ผู้คนโดยรอบพวกเขาในขณะนี้ นอกจากคนที่มาจากต่างแดนหรือศิษย์สำนักต่าง ๆ ที่กำลังเดินขึ้นบันได ก็ไร้เงาของคนจากสำนักค่ายกลสวรรค์โดยสิ้นเชิง
“หนีออกไปหมดแล้ว” ลู่เฉินเอ่ยพลางเดินขึ้นบันไดไป
“ขี้ขลาดนัก!” หนานเหยาดูถูก
ทว่าลู่เฉินก็เพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอันใด และยังคงเดินต่อไป
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป ลู่เฉินและคณะก็มาถึงยอดเขา พวกเขาได้พบลานกว้างบนยอดเขา ซึ่งมีนามว่า ‘ลานเต๋าเมฆา’ และตรงใจกลางลานกว้างนั้นมีสนามประลองที่ถูกยกระดับสูงขึ้นจากพื้นขนาดใหญ่
รอบ ๆ สนามประลองนั้นมีผู้คนจากหลากหลายสำนักยืนล้อมรอบอยู่ ขณะเดียวกัน รอบ ๆ ลานกว้างก็มีผู้คนนั่งอยู่มากมายเพื่อรอให้งานประลองครั้งนี้เริ่มต้น
“ท่านอาจารย์ ท่านดูสิ สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่นั่น” หนานเหยาเพียงมองก็เห็นคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ไกลออกไป
“หาที่พักผ่อนกันเถอะ” ลู่เฉินไม่ได้สนใจคนพวกนั้นนัก เขาเพียงแค่หาพื้นที่โล่งนั่งพัก
แต่คนบริเวณรอบ ๆ ยังคงถกเถียงกันเรื่องของสำนักเก้าสุขสงบ พวกเขาพากันพูดถึงเรื่องที่สำนักเก้าสุขสงบพาผู้ฝึกฝนวิถีภูตผีและซากศพติดตามมาด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบางคนเอ่ยเยาะเย้ยสำนักเก้าสุขสงบไปต่าง ๆ นานา
“สำนักเก้าสุขสงบตกต่ำลงมากเสียจริง ท้ายที่สุดถึงขนาดหันไปคบค้ากับพวกนอกรีตแล้ว”
“ข้าว่า ต่อไปพวกเขาคงจะผันตัวไปยังวิถีภูตผี หรือมารอะไรพวกนั้นแน่นอน”
…
เมื่อปิงหลิวหลีได้ฟัง นางก็มีสีหน้าลำบากใจ เพราะอย่างไรเสียนางก็เป็นเจ้าสำนักเก้าสุขสงบ ดังนั้นนางย่อมไม่ชอบให้ผู้ใดมากล่าวดูถูกสำนักของตน แต่หนานเหยากลับยิ้มพลางมองไปทางปิงหลิวหลี “เจ้าสำนัก ท่านคงไม่ได้รังเกียจพวกเราใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่ได้รังเกียจพวกเจ้า เพียงแต่คนพวกนี้ …น่ารังเกียจเกินไป” ปิงหลิวหลีส่ายหัว
เมื่อหนานเหยาได้ฟังจึงเผยยิ้มออกมา “วางใจเถิด เพียงแค่โจวอวี๋คว้าอันดับหนึ่งมาได้ สำนักเก้าสุขสงบย่อมมีชื่อขึ้นมา”
เมื่อปิงหลิวหลีได้ฟังก็รู้สึกว่าเป็นไปได้ยากนัก “ได้ติดอยู่ในสิบอันดับแรกก็เพียงพอแล้ว”
ทว่าหนานเหยากลับมองไปยังโจวอวี๋แล้วกล่าวว่า “เจ้าต้องชิงอันดับหนึ่งมาให้ได้!”
“วางใจเถิด มีสมบัติวิญญาณทั้งสามชิ้นอยู่ ต่อให้ต้องสู้กับยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดก็ยังไหว!” โจวอวี๋กล่าวด้วยความมั่นใจ ส่วนหนานเหยาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจเช่นกัน
แต่ปิงหลิวหลีกลับรู้สึกกังวลใจ “คนของสำนักค่ายกลสวรรค์เก่งกาจเรื่องค่ายกล และคนของพรรคเมฆาเพลิงก็มีความเข้าใจในเคล็ดวิชาธาตุไฟ ไหนจะยังมีพรรคหมื่นเต๋าอีก ในงานประลอง พวกเขาต้องคิดหาวิธีลงมือกับเราแน่นอน! ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ค่ายกล’ หนานเหยาก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ ถ้าหากเขาต้องเผชิญหน้ากับค่ายกลและถูกกังขังอยู่ในนั้นล่ะ?”
ปัญหานี้โจวอวี๋เองก็ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเช่นกัน และมันก็ยากที่จะคาดเดาเสียด้วยว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ดังนั้นเขาจึงมองไปยังลู่เฉิน
ชายหนุ่มก็พลันกล่าวปลอบใจว่า “เจ้าพยายามให้มากก็พอ เมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆ ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
“ท่าน ช่วยข้า?” โจวอวี๋มองลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ
“ท่านอาจารย์ ท่านก็จะเข้าร่วมด้วยหรือ?” หนานเหยาเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เช่นเดียวกับเจี่ยลัวและหลี่ว์ซือที่มองไปยังลู่เฉินอย่างประหลาดใจ ขณะที่ผู้คลั่งไคล้เต๋าซึ่งอยู่อีกด้านนั้น เขาเองก็ได้มองไปทางลู่เฉินอย่างประหลาดใจเช่นกัน
“ข้าไม่เข้าร่วม แต่ไม่ได้แปลว่าข้าไม่สามารถช่วยเขาได้”
“หากไม่เข้าร่วม แล้วเจ้าจะช่วยเขาได้เช่นไร?” ปิงหลิวหลีไม่เข้าใจ ส่วนหนานเหยาก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
ทว่าลู่เฉินไม่ได้พูดอันใด ทุกคนจึงทำได้เพียงนั่งรออยู่ที่นั่น
อีกด้านหนึ่ง บริเวณซึ่งสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นั่งอยู่ ลวี่ซางเพียวได้หันไปพูดด้วยน้ำเสียงโมโห “ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสเยว่อยู่ที่ใด เหตุใดตอนนี้เขาถึงยังไม่กลับมา?”
ผู้อาวุโสจื่อเอ่ยปลอบใจว่า “ผู้อาวุโสเยว่นำพวกลูกศิษย์หญิงในสำนักไปหาคนยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
“คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์?”
ผู้อาวุโสจื่ออธิบายว่า “ได้ยินว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มีศิษย์เอกผู้หนึ่งถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์พบเห็น จึงเรียกไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นตอนนี้ผู้อาวุโสเยว่จึงคิดยืมมือคนผู้นี้ช่วยจัดการ”
ลวี่ซางเพียวที่ได้ฟังก็พลันตกตะลึงขึ้นมา “ถ้าหากมีคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แอบช่วยเหลือ เช่นนั้นคนของสำนักเก้าสุขสงบต้องตายทั้งหมดเป็นแน่แท้!”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น!” ผู้อาวุโสจื่อเอ่ยออกมาด้วยความปรีดา
ทว่าเรื่องที่คนเหล่านี้กำลังคุยกันนั้นถูก ‘วิชาหมื่นวิญญาณ’ ของลู่เฉินรับรู้ทั้งหมด
ขณะนี้ชายหนุ่มจึงแสยะยิ้มกว้าง และพูดพึมพำเสียงเบาว่า “หาคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อแอบช่วยเหลือ?”