ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 167 แค่แอบช่วยเหลือก็สามารถคว้าอันดับหนึ่งมาอย่างง่ายดาย!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 167 แค่แอบช่วยเหลือก็สามารถคว้าอันดับหนึ่งมาอย่างง่ายดาย!
บทที่ 167 แค่แอบช่วยเหลือก็สามารถคว้าอันดับหนึ่งมาอย่างง่ายดาย!
ลู่เฉินหยุดใช้ ‘วิชาหมื่นวิญญาณ’ บนใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มประหลาด ก่อนที่เจ้าตัวจะหลับตาลง และนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไหวไปไหน
เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม เสียงฆ้องและกลองก็ดังกังวานไปทั่วท้องฟ้า
ตึง! ตึง! ตึง!…
เสียงนี้ราวกับเสียงกลองสงครามอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ผู้คนโดยรอบเกิดความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมา
“คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดมาแล้ว”
“ดูนั่น! บนท้องฟ้า”
ขณะนั้น บนท้องฟ้ามีกลุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมสีม่วง พวกเขาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ครอบครองรากวิญญาณสวรรค์ และหากเทียบกับคนในลานเต๋าเมฆาคนอื่น ๆ มันก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนถึงระดับพรสวรรค์ที่ห่างกันราวฟ้ากับเหว
นี่จึงทำให้ผู้คนต่างพากันอิจฉา
“ทุกท่าน เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?” ชายวัยกลางคนเอามือทั้งสองข้างไพล่หลังไว้ พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ สนามประลองต่างก็ขานรับ “พร้อมแล้ว!”
“ดี เช่นนั้นข้าขอแนะนำตัว…”
แท้จริงแล้ว เขาคือหนึ่งในผู้ดูแลเรื่องการรับศิษย์จากภายนอกของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด มีนามว่า กู่ทง
หลังจากกู่ทงแนะนำเกี่ยวกับหน้าที่ของตนเองจบสิ้น เจ้าตัวก็พลันนำกระจกสีเงินขนาดใหญ่ออกมา ทำให้ผู้คนโดยรอบลานเต๋าเมฆาต่างก็ประหลาดใจและสงสัยว่ากระจกสีเงินนี้มีไว้ใช้เพื่อสิ่งใด?
เมื่อเห็นสายตาของผู้คนโดยรอบ กู่ทงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “กระจกนี้เชื่อมต่อไปยังลานฝึกกายของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด และสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็คือ เข้าไปภายในนี้ จากนั้นจงหาทางออก เมื่อถึงเวลานั้น คนที่ออกมาหนึ่งร้อยคนแรกจะสามารถเข้าสู้รอบต่อไปได้”
สิ้นประโยคดังกล่าว ทุกคนก็พากันตั้งท่าออกตัว!
“ส่วนกติกานั้นง่ายมาก ไม่ว่าสำนักใด เพียงแค่เป็นผู้ฝึกตนขั้นต่ำกว่าขั้นก่อกำเนิด ก็สามารถเข้าร่วมได้ทั้งหมด!” เมื่อกู่ทงพูดจบ เขาก็พลันเคลื่อนกายไปยืนอยู่ด้านข้างกระจก เปิดทางให้ผู้คนที่จะเข้าร่วมก้าวเข้าไปภายในนี้
“เอาล่ะทุกท่าน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา…. ขอให้ทุกท่านโชคดี ….งานประลอง เริ่มได้!”
สิ้นเสียงประกาศ เหล่าผู้ฝึกตนมากมายก็พากันทะยานเข้ามาในสนามประลอง และเข้าไปภายใน ‘กระจก’ กันอย่างต่อเนื่อง
โจวอวี๋มองไปยังลู่เฉินพลางเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าไปล่ะ”
ลู่เฉินพยักหน้า
โจวอวี๋ถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงก้าวขึ้นไปบนสนามประลองและหายตัวไปจากตรงนั้น
ส่วนหนานเหยานั้นกลับแปลกใจ “ท่านอาจารย์ เขาจะติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกหรือไม่?”
“แน่นอน” ลู่เฉินตอบด้วยความมั่นใจ
ทว่าปิงหลิวหลีกลับกังวลใจ “ข้ากลัวว่าคนของสำนักค่ายกลสวรรค์จะใช้ค่ายกลสร้างปัญหาให้เขา”
สำหรับปัญหานี้ หนานเหยาและคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกกังวลเช่นกัน ทว่าลู่เฉินกลับเพียงหันไปพูดกับพวกเขาว่า “ข้าต้องการพักผ่อน หากไม่มีเรื่องใดก็ไม่ต้องปลุกข้า”
จากนั้นลู่เฉินจึงหลับตาลง
เพียงไม่นาน จิตวิญญาณของลู่เฉินก็ได้ออกมานอกร่างกาย และเข้าไปภายในกระจกบานนั้น โดยที่ไม่มีผู้ใดรับรู้
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ลู่เฉินในร่าง ‘โปร่งแสง’ ก็มาถึงผืนป่าแห่งหนึ่ง
และเพราะจิตวิญญาณของลู่เฉินนั้นยังคงอ่อนแอ เขาจึงไม่สามารถใช้พลังมากเกินไปได้ หลังจากพบโจวอวี๋ เขาก็แนบ ‘ร่าง’ ของตนเองเข้ากับเกราะ และติดตามโจวอวี๋ไปทั้งแบบนั้น
ทางด้านโจวอวี๋ เขาไม่รู้แม้แต่น้อยว่าลู่เฉินแอบ ‘ติดตาม’ มา เขายังคงให้ความสนใจรอบด้าน และเคลื่อนกายไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุด
แต่เพียงไม่นานก็ดัน ‘หลง’ เข้าไปในค่ายกาล ทำให้รอบกายเต็มไปด้วยหมอกหนา
จากนั้น ท่ามกลางหมอกหนานี้เองก็มีคนเดินออกมา ซึ่งคนพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนของสำนักค่ายกลสวรรค์ทั้งสิ้น
โจวอวี๋ที่เห็นดังนั้นจึงตั้งท่าลงมือ ทว่าคนพวกนั้นกลับหายเข้าไปภายในหมอกหนา ก่อนจะมีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นว่า “หากคิดมีเรื่องกับสำนักค่ายกลสวรรค์ของข้า เจ้าก็เตรียมเจอปัญหาเช่นนี้ไปตลอดเถอะ!”
และยังมีอีกคนพูดขึ้นเสริมว่า “จงยอมแพ้เสีย!”
เมื่อได้คำว่ายอมแพ้ โจวอวี๋กลับไม่สนใจใด ๆ ในหัวยังคงคิดแต่จะหาทางออกไปจากค่ายกลนี้ ทว่าเพราะขาดความชำนาญ เขาจึงไม่สามารถออกไปได้
คนของสำนักค่ายกลสวรรค์ที่เห็นท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ นั้นก็พากันหัวเราะ
บางคนกล่าวเยาะเย้ยว่า “สำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าส่งคนเช่นนี้มาร่วมแข่งขันงั้นหรือ?”
โจวอวี๋ที่ถูกยั่วยุจ้องมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดด้วยความโมโหว่า “อย่าให้ข้าจับพวกเจ้าได้ มิเช่นนั้น ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสพลังอันแข็งแกร่งของข้าสักหน!”
“เจ้าหรือ? แม้แต่พวกข้าอยู่ที่ใดเจ้ายังไม่รู้ ยังกล้าคิดจะลงมือกับพวกข้างั้นหรือ?” มีคนตั้งใจพูดยั่วยุโจวอวี๋
และมีบางคนหัวเราะพลางเอ่ยออกมา “ข้าคิดว่าเจ้าควรยอมแพ้เสียเถิด”
และแม้โจวอวี๋จะไม่อยากยอมแพ้ แต่เจ้าตัวก็รู้สึกว่าไร้หนทาง จึงทำให้เขาร้อนใจขึ้นมา ก่อนที่ในจังหวะนั้นจะได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากข้างกายตนเอง
“ข้าจะบอกเจ้าเองว่าต้องออกไปเช่นไร!”
เสียงนี้คือเสียงของลู่เฉิน!
เมื่อโจวอวี๋ได้ยิน เขาก็ตกตะลึงทันที “ผ… ผะ… ผู้อาวุโส”
“อย่ามัวแต่ตกใจ รีบทำตามที่ข้าบอก” ลู่เฉินรู้ว่าเวลากระชั้นชิดเข้ามาแล้ว จึงเร่งให้โจวอวี๋เคลื่อนตัวไปทางนั้นที ทางนี้ที ก่อนที่ในที่สุด… ตัวคนจะสามารถผ่านออกมาได้สำเร็จ!
คนของสำนักค่ายกลสวรรค์ที่จับตาดูอยู่ตลอดต่างรู้สึกว่าสิ่งนี้เหลือเชื่อเกินไป พวกเขาพากันเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ
และในชั่วอึดใจนั้น… โจวอวี๋ก็ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขาลงมือจัดการคนของสำนักค่ายกลสวรรค์อย่างดุดัน ตีและหักแขนทำให้คนพวกนั้นพิการ ก่อนจะรีบออกเดินทางต่อเพราะเวลามีจำกัด
ทิ้งให้คนจากสำนักค่ายกลสวรรค์ก่นด่าปนคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด
ส่วนโจวอวี๋ก็กำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะเมื่อมีลู่เฉินคอยช่วยเหลือเช่นนี้ ตัวเขาก็มีหวังที่จะชนะแล้ว!
…
ขณะนั้นเอง บนสนามประลอง กู่ทงได้สั่งให้ลูกศิษย์เริ่มจับเวลาและนับจำนวนคนที่ออกมา
ส่วนผู้คนด้านล่างต่างก็ถกเถียงกันอย่างเมามัน
“ครั้งนี้ใครจะออกมาเป็นคนแรก?”
“ไม่ต้องเดาหรอก ต้องเป็นคนของวังเหมันต์สงัดเป็นแน่!”
“ใช่! ภายใต้แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่ง วังเหมันต์สงัดนับว่าแข็งแกร่งที่สุด!”
…
ทางด้านสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ผู้อาวุโสเยว่เซียวได้กลับมาแล้ว
ทว่าเพราะเห็นกลับมาเพียงผู้เดียว ลวี่ซางเพียวจึงถามอย่างแปลกใจว่า “เหตุใดท่านถึงกลับมาเพียงผู้เดียว?”
เยว่เซียวพลันยิ้มหยัน “นางไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นข้าจึงกลับมาเพียงคนเดียว”
“แดนศักดิ์สิทธิ์? นางสามารถเข้าไปได้ด้วยหรือ?” ลวี่ซางเพียวแปลกใจ และคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน เยว่เซียวจึงกระซิบบอกไปว่า “นางถูกบุตรศักดิ์สิทธิ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์พาตัวไปแล้ว”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์? คนผู้นั้นน่ะหรือ?” ลวี่ซางเพียวถอนหายใจออกมา
ผู้อาวุโสจื่อจึงกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “เช่นนั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นลงมือหรือยัง?”
เยว่เซียวยิ้ม “ตัวตนของบุตรศักดิ์สิทธิ์นั้นพิเศษยิ่งนัก เขาไม่สามารถลงมือได้ง่าย ๆ แต่เขาสามารถใช้ผู้อื่นสร้างความวุ่นวายแก่สำนักเก้าสุขสงบในการประลองนี้ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเขาพลันออกอาการดีใจ แต่ลวี่ซางเพียวกลับเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ดูสิ เจ้าหนุ่มผู้นั้นไม่เข้าร่วมการแข่งกัน ดังนั้นต่อให้พวกเราสร้างความวุ่นวายแก่สำนักเก้าสุขสงบ พวกเราก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้อยู่ดี!”
“วางใจเถิด ข้าและหนานกงมู่จะรีบคิดหาวิธี จากนั้นรอเพียงแค่เขามาติดกับดักเท่านั้น” เยว่เซียวยิ้ม
ทุกคนต่างแปลกใจว่าเยว่เซียวผู้นี้คิดจะทำเช่นไรกันแน่? ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้อธิบายใด ๆ ต่อ เขาเพียงแค่พูดว่า “เมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าจะเข้าใจเอง”
ทุกคนจึงไม่ถามอะไรต่อ เพียงแค่รอคอยอย่างมีความหวัง
ขณะนั้นเอง ‘กระจก’ บนสนามประลอง ก็ได้ปรากฏเงาคนก้าวออกมา และคนผู้นั้นก็คือ… โจวอวี๋!
ตอนที่โจวอวี๋เดินออกมานั้น ผู้คนทั่วทั้งลานต่างก็ตกตะลึง
บางคนขยี้ตาไปมา “เหตุใดจึงเป็นคนของสำนักเก้าสุขสงบได้?”
“นี่มัน… เป็นไปได้เช่นไร?” เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้
กู่ทงที่ทำหน้าที่รับผิดชอบก็ดูประหลาดใจ แต่เขายังคงให้คนบันทึกชื่อของโจวอวี๋ลงไป และขณะนั้นเอง คนที่สองก็เดินออกมา
บนร่างของชายผู้นี้แผ่ไอเย็นยะเยือกออกมา แม้กระทั่งผมและคิ้วยังถูกเกล็ดน้ำแข็งปกคลุม ดูแล้วราวกับว่าเพิ่งออกมาจากแดนหิมะอย่างไรอย่างนั้น
คนผู้นี้คือผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่อันดับหนึ่งของวังเหมันต์สงัด นามว่า เกาจี้!
เดิมทีเกาจี้ผู้นี้คิดว่าตนจะได้รับอันดับหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าตนเป็นอันดับสอง แววตาของเขาจึงเยือกเย็นขึ้นมาทันที ก่อนจะมองไปยังโจวอวี๋อย่างประหลาดใจ ดูราวกับว่าพร้อมจะลงมือได้ตลอดเวลา
แต่บนสนามประลองนี้ไม่สามารถลงมือได้ เกาจี้จึงทำได้เพียงจ้องมองไปยังโจวอวี๋และขู่ว่า “ครั้งนี้ที่เจ้าได้เป็นอันดับหนึ่ง คงเพียงแค่โชคดีเท่านั้น”
โจวอวี๋ไม่รู้จักคนผู้นี้ และไม่สนใจที่จะพูดคุยด้วย จึงเดินลงสนามประลองนี้ไปทันที
และการกระทำเช่นนี้ทำให้เกาจี้เผยความอาฆาตออกมา!