ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 168 สิทธิพิเศษนี้ สงวนไว้ให้เขา!
บทที่ 168 สิทธิพิเศษนี้ สงวนไว้ให้เขา!
โจวอวี๋กลับไปยังที่ที่ปิงหลิงหลีและคนอื่น ๆ อยู่
และหนานเหยาก็ได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เจ้านี่ก็ใช้ได้นะเนี่ย!”
หลังได้ยินคำชม โจวอวี๋ก็ยืดอกทันที “แน่นอน!”
ทางด้านปิงหลิวหลีที่เก็บความสงสัยไม่อยู่ นางได้เอ่ยถามโจวอวี๋ด้วยความสงสัยว่า “สำนักค่ายกลสวรรค์ไม่สร้างเรื่องวุ่นวายแก่เจ้าหรือ?”
คำถามนี้เจี่ยลัวเองก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน รวมทั้งหลี่ว์ซือที่จ้องมองโจวอวี๋ด้วยแววตาประหลาดใจ
โจวอวี๋จึงกระซิบบอกพวกเขาด้วยเสียงเบา “มีผู้อาวุโสคอยช่วยเหลืออยู่”
ทุกคนพลันมองไปยังลู่เฉิน
แต่ลู่เฉินกลับหลับตา ราวกับว่าไม่อยากพูดคำใด
ขณะนั้นเอง คนกลุ่มหนึ่งพลันเดินตรงมายังสำนักเก้าสุขสงบ ทำให้ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ เริ่มถกเถียงกันอย่างครึกครื้น “ดูสิ คนของวังเหมันต์สงัดต้องการสร้างเรื่องวุ่นวายแก่สำนักเก้าสุขสงบ!”
“หรือว่าเป็นเพราะเมื่อครู่… ที่วังเหมันต์สงัดได้เพียงอันดับที่สอง?”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่เลย!”
ปิงหลิวหลีขมวดคิ้วมุ่น เพราะนางรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของวังเหมันต์สงัดเป็นอย่างดี นางจึงจ้องมองผู้ที่กำลังเดินนำเข้ามา
อีกฝ่ายน่าจะอายุราว ๆ สามสิบกว่าปี มีขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม ดูแล้วแข็งแกร่งยิ่ง!
“พวกเจ้ามีอันใด?” ปิงหลิวหลีที่เป็นเจ้าสำนักอดถามขึ้นมาไม่ได้ และผู้ที่เดินนำมานั้นก็พลันกวาดสายตามองอย่างเย็นชา ก่อนจะจ้องมายังลู่เฉิน “สุดท้ายก็หาเจ้าพบ!”
ทุกคนพลันมองหน้ากัน แม้แต่ผู้คนที่ดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็ประหลาดใจ “โหย่วหลงผู้นี้ มองหาเจ้าหนุ่มผู้นั้นทำไมกัน?”
โหย่วหลง ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดอันดับหนึ่งของวังเหมันต์สงัด ครั้งนี้เขาเป็นผู้นำคนของวังเหมันต์สงัดที่มาร่วมงานประลอง
และเพราะความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ ฝูงชนโดยรอบจึงฉงนใจยิ่งนัก ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงมุ่งตรงมาคล้ายหมายหัวลู่เฉินไว้แล้ว!
…การกระทำเช่นนี้ทำให้ผู้คนต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา
แม้แต่คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เอง พวกเขาต่างก็หันมามองด้วยความสนใจเช่นกัน
ลู่เฉินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และเมื่อเห็นอีกฝ่าย เขาก็พลันเผยยิ้มออกมา “มีอันใด? ต้องการแก้แค้นงั้นหรือ?”
“หากประสงค์จะแก้แค้นเจ้า ยังต้องให้ข้าลงมือหรือ?” โหย่วหลงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ทุกคนฟังแล้วต่างรู้สึกสับสน
ลู่เฉินยิ้ม “เช่นนั้นเจ้ามาทำอันใด? มายั่วยุข้าหรือ?”
“ข้าเพียงอยากให้เจ้ารู้ไว้ว่า การมีปัญหากับคนของวังเหมันต์สงัดจะทำให้เจ้าไม่ตายดี”
ทุกคนต่างคิดว่าลู่เฉินจะต้องหวาดกลัวเป็นแน่ แต่ลู่เฉินกลับตอบโต้ไปว่า “เจ้าอยากให้วังเหมันต์สงัดของพวกเจ้าพังทลายแบบคราวก่อนหรือไร?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึง มีบางคนถึงขนาดคิดว่าตนเองหูฝาดหรือไม่ และเอ่ยถามอย่างแปลกใจว่า “เขาพูดว่าอันใดนะ?”
“พูดว่าต้องการให้วังเหมันต์สงัดพังทลาย”
“นี่มันบ้าเกินไปหรือเปล่า”
“ใช่ วังเหมันต์สงัดเป็นสำนักอันดับหนึ่งภายใต้สามดินแดนศักดิ์สิทธิ์”
“ช่างหยิ่งยโสเสียจริง!”
ขณะนั้น ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างรู้สึกว่าลู่เฉินนั้นบ้าบิ่นเกินไป แม้กระทั้งปิงหลิวหลียังรู้สึกตกตะลึง เพราะนางรู้ถึงความแข็งแกร่งของวังเหมันต์สงัดแห่งนี้ดี!
ทว่าลู่เฉินดูไม่สนใจอันใดทั้งสิ้น สายตาของโหย่วหลงจึงฉายความเย็นชาขึ้นมา “เช่นนั้นเจ้าจงรอข้าให้ดี!”
ครั้นพูดจบ โหย่วหลงก็นำคนของวังเหมันต์สงัดหมุนตัวออกไปจากตรงนี้ทันที
หลังคนพวกนั้นจากไปไกลได้ระยะหนึ่ง หนานเหยาก็หันมาพูดด้วยความตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ ท่านกล้าหาญยิ่งนัก!”
ส่วนโจวอวี๋รู้สึกสงสัย “ผู้อาวุโส แม้แต่วังเหมันต์สงัด ท่านยังกล้าต่อกรงั้นหรือ?”
ทางด้านหลี่ว์ซือและเจี่ยลัวนั้น ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยอันใด
ทว่าไม่ใช่กับปิงหลิวหลีที่ถามขึ้นว่า “เหตุใดท่านถึงคิดยั่วยุวังเหมันต์สงัด?”
“วังเหมันต์สงัด…” ลู่เฉินแสยะยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอันใดต่อ และค่อย ๆ หลับตาลง
นี่จึงทำให้ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ยิ่งอยากรู้มากขึ้น!
ทันทีที่หลับตาลง ลู่เฉินพลันใช้ ‘วิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อสัมผัสถึงสถานการณ์รอบ ๆ ลานเต๋าเมฆาแห่งนี้
ขณะนั้นเอง ซือตู๋เทียนแห่งสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็กลับออกมาแล้ว แต่เขากลับไม่ได้ออกมาในสิบอันดับแรก
เยว่เซียวจึงรู้สึกกังวลเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าถึงออกมาช้าเช่นนี้?”
“ข้าตั้งใจจะแอบซ่อนความสามารถไว้เสียหน่อย” ซือตู๋เทียนกล่าว
เยว่เซียวที่ได้ฟังดังนั้นจึงสบายใจขึ้นมา ก่อนที่ซือตู๋เทียนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ชายหนุ่มผู้นั้นไม่เข้าร่วมหรือ?”
เยว่เซียวพูดอย่างรู้สึกเสียดายเล็กน้อยว่า “ถึงแม้เขาจะไม่เข้าร่วม แต่หากเผชิญหน้ากับคนของสำนักเก้าสุขสงบ เจ้าเพียงจัดการมันผู้นั้นเสีย เพียงเท่านี้ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว”
ซือตู๋เทียนรู้สึกเสียดาย “แบบนี้มันไม่น่าสนใจสักนิด!”
“เช่นนั้นรอให้พวกมันออกจากยอดเขาเต๋าเมฆานี้ไปเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้นเราค่อยลงมือ!” เยว่เซียวพูดด้วยความมั่นใจ แต่ซือตู๋เทียนกลับมองไปยังเยว่เซียว “ท่านบอกว่าคนในแดนศักดิ์สิทธิ์จะร่วมมือด้วยไม่ใช่หรือ?”
“หนานกงมู่บอกว่า นางจะหาคนในแดนศักดิ์สิทธิ์มาช่วย แต่จะช่วยเช่นไร ข้าก็ไม่สามารถรู้ได้” แม้แต่เยว่เซียวก็ยังไม่รู้เท่าใดนัก ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่ส่ายหัว
และขณะนั้นเอง กู่ทงที่ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับว่าได้รับสารอะไรบางอย่าง จึงมองไปยังเจ้าหน้าที่ข้าง ๆ แล้วถามว่า “ออกมากี่คนแล้ว?”
“ใกล้จะครบหนึ่งร้อยคนแล้วขอรับ”
“เมื่อถึงคนที่เก้าสิบเก้า จงหยุด”
“เก้าสิบเก้าหรือขอรับ?”
“ใช่!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่เข้าใจแต่ก็ยังคงทำตาม และเมื่อคนที่เก้าสิบเก้าออกมา กู่ทงก็พลันประกาศต่อหน้าทุกคนว่า “งานประลองรอบนี้จบลงแล้ว!”
แต่ผู้คนที่อยู่มองดูอยู่นั้นไม่เข้าใจ บางคนจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า “ผู้อาวุโส ต้องเป็นหนึ่งร้อยคนไม่ใช่หรือ?”
“หนึ่งร้อยคน แต่มีคนได้สิทธิพิเศษมาหนึ่งคน เขาอยู่ทางนั้น” กู่ทงชี้นิ้วไปทางสำนักเก้าสุขสงบ
ทุกคนต่างมองไปตามปลายนิ้ว ในใจก็นึกสงสัยไปด้วยว่าเหตุใดสำนักเก้าสุขสงบจึงได้ถือครองสิทธิพิเศษนี้!
ปิงหลิวหลีและพวกพ้องเองก็มึนงงเช่นกัน
ส่วนลู่เฉิน… เขาค่อย ๆ ลืมตา ก่อนจะรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง
กู่ทงมองไปยังลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “สิทธิพิเศษอันดับที่หนึ่งร้อยนี้ มอบให้เจ้า”
“อันใดนะ?” ทุกคนต่างสับสน และปิงหลิวหลียิ่งไม่เข้าใจ “ผู้อาวุโสกู่ นี่…”
สำนักต่าง ๆ ต่างไม่ยอมรับ พากันถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
ทว่ากู่ทงไม่คิดอธิบาย เขาเพียงกวาดตามองนิ่ง ๆ และพูดว่า “แดนศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจในการใช้สิทธิพิเศษนี้ พวกเจ้า…. ข้องใจงั้นหรือ?”
ปิงหลิวหลีรู้สึกอึดอัดจนทำตัวไม่ถูก ส่วนผู้คนจากสำนักต่าง ๆ แม้พวกเขาจะทราบถึงสิทธิพิเศษนี้ แต่กลับยังคงคาใจ เพราะมันไม่เคยถูกใช้มานานแล้ว เหตุใดจู่ ๆ ถึงเอามันกลับมาใช้อีกเล่า?
ผู้ที่ไม่รู้ยังคงคิดว่ากู่ทงและลู่เฉินนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน
แต่เพียงไม่นาน ทุกคนก็พอจะคาดเดาบางอย่างได้ว่าคงมีใครบางคนหมายเอาชีวิตลู่เฉิน เพราะอย่างไรเสียชายหนุ่มก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน หากเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ นี่มันก็เป็นการหาเรื่องตายชัด ๆ!
ปิงหลิวหลีที่สงสัยในประเด็นนี้ต้องการจะคัดค้าน นางอ้าปากเตรียมจะกล่าว “นี่…”
“พวกเจ้าสามารถปฏิเสธได้ แต่เมื่อปฏิเสธ นั่นหมายความว่าทุกคนของสำนักเก้าสุขสงบจะไม่สามารถเข้าร่วมได้!” กู่ทงข่มขู่ ทำให้ปิงหลิวหลีมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ?”
หนานเหยาร้อนใจขึ้นมาทันที “แดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกท่าน เหตุใดจึงบ้าอำนาจเช่นนี้!”
“มาแข่งขันยังแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องเคารพกติกาของแดนศักดิ์สิทธิ์ มิเช่นชั้นก็ไม่ต้องเข้าร่วม” กู่ทงสวนกลับ
คำตอบนี้ทำให้หนานเหยาโมโหจนใบหน้าและใบหูแดงไปหมด แต่ลู่เฉินกลับเพียงแค่เผยยิ้มออกมา “ข้าจะเข้าร่วม”
เมื่อกู่ทงเห็นลู่เฉินตอบตกลง จึงหันไปพูดกับคนข้าง ๆ ว่า “ให้เขาบันทึกชื่อเสียหน่อย”
เพียงไม่นานก็มีคนมาตรงหน้าลู่เฉิน เพื่อให้ชายหนุ่มบันทึกชื่อลงไป ก่อนที่จะมอบแผ่นป้ายประจำตัวให้หนึ่งชิ้น โดยด้านบนแผ่นป้ายมีตัวเลขหนึ่งร้อยแทนอันดับที่หนึ่งร้อยสลักไว้
การกระทำทั้งหมดนี้ ทุกคนต่างรู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดีว่าแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีคนต้องการจัดการลู่เฉิน มิเช่นนั้นคงไม่ให้คน ‘อ่อนแอ’ เช่นเขาเข้าร่วมงานประลองนี้!
ดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยกระหยิ่มใจที่เห็นลู่เฉินเจอปัญหาเช่นนี้ และแม้แต่หนานเหยาก็ยังกระวนกระวายใจขึ้นมา “ท่านอาจารย์ ท่านกำลังจะมีอันตรายหรือ?”
โจวอวี๋และคนอื่น ๆ รู้สึกกังวลใจเช่นกัน เพราะแท้จริงแล้วงานประลองนี้ ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ต่างก็อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมกันทั้งสิ้น!
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับเผยยิ้มออกมา “วางใจเถิด ข้าไม่มีทางทำให้ตัวเองขายหน้าหรอก!”
จริงหรือ?
ทางด้านฝั่งของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในขณะนั้น ผู้อาวุโสของพวกเขาต่างก็พากันรื่นเริงยินดี โดยเฉพาะลวี่ซางเพียวที่ยิ้มพลางเอ่ยออกมา “ดูเหมือนว่าหนานกงมู่จะลงมือแล้ว”
“แน่นอน!” เยว่เซียวพูดอย่างพึงพอใจ
ลวี่ซางเพียวมองไปยังซือตู๋เทียนด้วยความดีใจ “ถึงเวลานั้น ถ้าเผชิญหน้ากับเขา อย่าอ่อนข้อเด็ดขาด!”
“วางใจเถิด เขาจะไม่มีชีวิตรอดไปอีกครั้งแน่!” ซือตู๋เทียนเอ่ยอย่างมั่นใจ