ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 181 อยากใช้ทาสภูตผีทำร้ายผู้อื่น แต่ผลที่ได้กลับถูกจัดการเสียเอง!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 181 อยากใช้ทาสภูตผีทำร้ายผู้อื่น แต่ผลที่ได้กลับถูกจัดการเสียเอง!
บทที่ 181 อยากใช้ทาสภูตผีทำร้ายผู้อื่น แต่ผลที่ได้กลับถูกจัดการเสียเอง!
ลู่เฉินมองไปยังผู้คนเหล่านี้ที่ต่างกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตามีเลศนัย ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “ข้าว่านะ พวกเจ้าเสพติดการนินทาเรื่องของผู้อื่นลับหลังใช่หรือไม่?”
หนานเหยาพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า “หากปราศจากการพูดจาลับหลังเพียงวันเดียว ก็จะรู้สึกเจ็บปวดไปหนึ่งวัน”
ลู่เฉินยิ้มแต่ไม่ได้เอ่ยตอบใด ๆ
หนานเหยาจึงร้อนใจขึ้นมา และคอยพูดวอแวอยู่รอบ ๆ ลู่เฉินตลอด จนกระทั่งคนของแดนศักดิ์สิทธิ์ปรากฏบนสนามประลอง
ครั้งนี้กู่ทงนำแผ่นไม้ของทั้งยี่สิบห้าคนมาทำการจัดเรียงหมายเลขใหม่อีกครั้ง
โจวอวี๋ยังคงเป็นหมายเลข 1 และลู่เฉินยังคงเป็นหมายเลขสุดท้าย นั่นคือหมายเลข 25
จากนั้นกู่ทงจึงมองไปยังผู้คนที่อยู่รอบ ๆ แล้วประกาศว่า “ตอนนี้ จะเริ่มการจับสลากในรอบที่หนึ่ง”
เพียงไม่นานการจับสลากก็จบสิ้นลง
โจวอวี๋ได้ประลองคู่กับคนของพรรคหมื่นเต๋า ส่วนลู่เฉินนั้นยังคงประลองกับคนของวังเหมันต์สงัด
เมื่อหนานเหยาเห็นผลออกมาเป็นเช่นนี้จึงยิ้มพลางมองไปที่โจวอวี๋ “ดูเหมือนว่า เจ้าจะชนะอีกเสียแล้ว”
แต่โจวอวี๋กลับตอบกลับมาว่า “คนผู้นี้ของพรรคหมื่นเต๋านั้นใช้เคล็ดวิชาเต๋าทั้งสิ้น และยังเชี่ยวชาญในการกำจัดภูตผีปีศาจ”
“เจ้าไม่ใช่ภูตผี ไม่จำเป็นต้องกลัว” หนานเหยาคิดว่าโจวอวี๋ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร แต่เขากลับพูดต่อว่า “เมื่อวานเจ้าไม่เห็นหรือ คนของพรรคหมื่นเต๋าสามารถปล่อยภูตผีที่ถูกผนึกได้ จากนั้นพวกมันก็จะทำตามคำสั่ง และสามารถโจมตีวิญญาณได้โดยตรง”
เมื่อหนานเหยาได้ฟังเช่นนี้ นางก็รู้สึกว่ามีเหตุผลที่ต้องกังวลแล้ว หญิงสาวจึงมองไปยังลู่เฉิน ซึ่งชายหนุ่มก็ได้บอกให้โจวอวี๋นำเกราะเพลิงสวรรค์ออกมา…
โจวอวี๋เผยสีหน้างุนงงขณะถอดเกราะออก ส่วนหนานเหยานั้น นางก็พลันทำตาวาววับอยากรู้อยากเห็น
พอได้เกราะนั้นมา ลู่เฉินก็ใช้ผงยาบางอย่างมาวาดสัญลักษณ์แปลก ๆ ลงบนเกราะอ่อน
“ท่านอาจารย์ นี่คืออันใด?” เมื่อเห็นสัญลักษณ์ประหลาดนี้ หนานเหยาก็พลันร้องถาม เช่นเดียวกับโจวอวี๋และคนอื่น ๆ ที่ก็อยากรู้เช่นกัน
ทว่าลู่เฉินกลับกล่าวเพียงง่าย ๆ ว่า “เมื่อมีสิ่งนี้แล้ว ไม่ว่าภูตผีปีศาจเช่นใด พวกมันก็ไม่สามารถเข้ามาภายในร่างกายของเจ้าได้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หนานเหยาพลันตกตะลึงขึ้นมา “อัศจรรย์เช่นนี้เชียวหรือ?”
ส่วนโจวอวี๋ก็พูดด้วยความดีใจว่า “ช่างดีเสียจริง!”
ขณะที่เจียลั่วและคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกว่าเหลือเชื่อเกินไป และขณะนั้นเอง กู่ทงพลันประกาศว่า “โจวอวี๋แห่งสำนักเก้าสุขสงบประลองกับหวางฝูแห่งพรรคหมื่นเต๋า”
ชายที่ถูกเรียกว่าหวางฝูนั้น ทั้งใบหน้าเต็มไปก้อนเนื้อที่ดูบิดเบี้ยวผิดรูป ราวกับถูกแผดเผามาก่อน เช่นเดียวกับมือทั้งสองของเขาที่เต็มไปด้วยรอยตุ่มแปลกตา
ทว่าก่อนที่คนผู้นี้จะเดินขึ้นไปบนสนามประลอง ผู้อาวุโสเทียนหลงก็ได้นำกล่องขนาดเล็กออกมาแล้วเอ่ยกำชับเบา ๆ “ถ้าหากเจ้าไม่สามารถจัดการเขาได้ ให้เปิดของสิ่งนี้!”
เมื่อมองไปยังกล่องประหลาดสีดำนี้ หวางฝูก็รู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็รับมันมาและเดินขึ้นไปบนสนามประลอง
ฝูงชนโดยรอบครึกครื้นขึ้นมาทันที
เมื่อกู่ทงเห็นว่าทั้งสองพร้อมแล้ว จึงประกาศออกมา “เริ่มได้!”
สายตาของหวางฝูจ้องไปยังโจวอวี๋ “การป้องกันของเจ้าแข็งแกร่งมาก แต่หากเผชิญหน้ากับข้า แม้การป้องกันแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็ไร้ประโยชน์!”
“ช่างมั่นใจอะไรเพียงนี้?” โจวอวี๋ยิ้ม
ขณะนั้นเอง ในมือของหวางฝูพลันปรากฏกระบี่ไม้สีดำขึ้นมา จากนั้นอีกฝ่ายก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เมื่อวานเจ้าคงจะเห็นแล้วไม่ใช่หรือ… ว่าข้าเก่งกาจเพียงใด!”
“มาเถิด ข้าก็อยากเห็นนักว่าเจ้าที่สามารถควบคุมภูตผีได้จะแข็งแกร่งแค่ไหนกันเชียว”
แววตาของหวางฝูฉายความเยือกเย็นออกมา จากนั้นจึงเหวี่ยงกระบี่สีดำ เรียกเงาสีดำเงาหนึ่งให้ปรากฏ!
….มันคือเงาของซากศพเดินได้ร่างหนึ่ง!
และถึงแม้ว่าผู้คนที่ดูอยู่รอบ ๆ จะเคยเห็นภาพเช่นนี้ไปแล้วเมื่อวาน แต่เมื่อได้เห็นอีกครั้ง พวกเขาก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความแปลกใหม่ และบางคนที่เพิ่งเคยพบเจอเพียงครั้งแรกก็พากันชี้มือชี้ไม้มา “ดูนั่นสิ นั่นคือทาสภูตผีของพรรคหมื่นเต๋า!”
“ทาสภูตผี? แข็งแกร่งหรือไม่?”
“อืมมม เมื่อดู ๆ แล้ว มันน่าจะเป็นทาสภูตหนึ่งดาว!”
เมื่อได้ยินว่าเป็นทาสภูตผีหนึ่งดาว บางคนก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึก
และมีบางคนที่รู้สึกดีใจขึ้นมา “ทาสภูตหนึ่งดาวสามารถทำลายการป้องกันของผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นจะเข้าไปพังตันเถียน ทำให้เป้าหมายบาดเจ็บสาหัส!”
“ไม่สามารถปัดป้องได้เลยหรือ?”
“นอกเสียจากอีกฝ่ายจะเป็นผู้ฝึกวิถีภูตผีแล้ว ผู้ฝึกตนในวิถีทางอื่น ๆ …ก็ยากนักที่จะต้านทานมันได้”
บางคนที่ได้ฟังข้อมูลเช่นนี้เป็นครั้งแรกก็รู้สึกตกตะลึง
แต่โจวอวี๋กลับไม่ได้สนใจ เขายังคงมองไปทางหวางฝูด้วยรอยยิ้ม “อย่ามัวแต่พูดไร้สาระ มาเถิด!”
หวางฝูขยับกระบี่ทันที ควบคุมให้ร่างเงานั้นพุ่งมาทางโจวอวี๋ในฉับพลัน ทำให้ทุกคนพากันคิดว่าโจวอวี๋จะถูกเข้าสิงเสียแล้ว
แต่ใครจะคาดคิดว่า เมื่อปะทะเข้ากับร่างของโจวอวี๋ มันจะเกิดแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมา ก่อนที่ทาสภูตผีตนนั้นจะร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและหายไปในที่สุด
ทุกคนพลันตกตะลึง
หวางฝูเบิกตากว้าง “นี่…”
โจวอวี๋พึงพอใจอย่างยิ่งกับผลลัพธ์เช่นนี้ ส่วนหนานเหยา… นางย่อมไม่พลาดที่จะตะโกนขึ้นมาด้วยความยินดี!
ผู้อาวุโสเทียนหลงโมโหจัดทันที เขาร้องตะโกนไปทางหวางฝูว่า “ใช้ของที่ข้าให้ไปเสีย!”
หวางฝูจึงนำเอากล่องสีดำออกมา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงค่อย ๆ เปิดออก ทำให้เงาดำขนาดมหึมาปรากฏออกมา และลอยขึ้นเหนือสนามประลองทันที
ทุกคนต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับเอ่ยตะกุกตะกักออกมาว่า “นี่… นี่คือสิ่งใดกัน?”
“ภูตผีตัวใหญ่ขนาดนี้ …เห็นทีมันน่าจะไม่ใช่ทาสภูตผีหนึ่งดาวเสียแล้ว!”
“หากใหญ่มหึมาเช่นนี้ …อย่างน้อยต้องเป็นทาสภูตผีแปดดาว!”
ทาสภูตผีแปดดาว …หากเทียบกับระบบการบ่มเพาะ มันก็เทียบเคียงได้กับผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิด! ดังนั้นทุกคนจึงแน่ใจว่าโจวอวี๋คงมาถึงจุดจบเสียแล้ว!!!!
นี่คือครั้งแรกที่โจวอวี๋ได้เห็นภูตผีตัวใหญ่ขนาดนี้ เขาจึงตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่เมื่อได้สติคืนมา เจ้าตัวก็ทำราวกับว่าไม่มีอะไรน่ากังวล ถึงขนาดเอ่ยท้าทายว่า “มา! แสดงให้ข้าดูว่ามันแข็งแกร่งเพียงใด!!”
หวางฝูยิ้มเย็นชา “ไม่รู้จักประมาณตนเสียแล้ว!”
ทันใดนั้น ทาสภูตผีตนนั้นก็พุ่งทะยานเข้าประชิดร่างโจวอวี๋ ก่อนที่แสงสีทองบนเกราะของโจวอวี๋จะสว่างจ้าต่อต้านสิ่งนี้
หนานเหยาร้อนใจขึ้นมาทันทีหลังจากเห็นเช่นนั้น “ท่านอาจารย์ สิ่งนั้นดูเหมือนจะแข็งแกร่งยิ่งนัก”
“วัตถุดิบของข้ามีจำกัด จึงทำได้เพียงเท่านี้ ทว่ามันก็น่าจะมากพอแล้วที่จะสร้างโอกาสให้โจวอวี๋” ลู่เฉินยังคงเอ่ยอย่างมั่นใจ แต่หนานเหยากลับยังไม่ว่างใจ “แต่ภูตผีตนนั้นบดเบียดเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ หากต้านไม่ได้เล่า?”
ไม่เพียงแต่หนานเหยาเท่านั้น ปิงหลิวหลีเองก็เอ่ยออกมาเช่นกัน “ห่างอีกเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้น”
บนสนามประลอง ขณะนี้โจวอวี๋เบิกตากว้าง เหงื่อออกไปทั่วกาย และสัมผัสได้ถึงลมหายใจของทาสภูตผีอันน่าขยะแขยงที่รินรดปะทะใบหน้า ทว่าเขาไม่คิดจะยอมแพ้แม้แต่น้อย พยายามฝืนต้านทานเท่าที่จะทำได้
เมื่อเห็นดังนั้น ลู่เฉินพลันหลับตาลง
จากนั้น เสียงของลู่เฉินก็ดังขึ้นข้าง ๆ หูของโจวอวี๋ “หลับตา ไม่ต้องมองมัน มิเช่นนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเจ้า ทำให้เจ้าไม่สามารถต้านทานได้”
โจวอวี๋หลับตาลงทันที
“นำปราณเพลิงโคจรเข้าสู่เกราะอ่อนของเจ้าอีก ยิ่งเยอะยิ่งดี” ลู่เฉินสั่งการ โจวอวี๋จึงรีบกระชับไข่มุกให้แน่นมือ และค่อย ๆ ปล่อยพลังปราณเพลิงเข้าไปยังเกราะอ่อน
พลังบนเกราะอ่อนแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับอักขระยันต์บนเกราะที่เปล่งแสงและขยับไหวไปมา! ก่อนที่ในฉับพลันนั้น… ทาสภูตผีตนนั้นจะถูกผลักกระเด็นออกไป!
ทุกคนราวกับกำลังฝันไป! ส่วนโจวอวี๋ก็สามารถต้านทานได้ในที่สุด แต่หวางฝูกลับไม่สนใจ ยังคงร่ายกระบี่อีกครั้ง คิดจะควบคุมสั่งการทาสภูตผีตนนั้นให้เข้าโจมตีอีกครา
แต่ใครจะคิดว่า ขณะร่ายกระบี่ได้เพียงครึ่งทาง จู่ ๆ ตัวกระบี่กลับลอยขึ้นไปบนอากาศ
หวางฝูตกตะลึง เขารีบควบคุมกระบี่ทันที แต่กระบี่ดำนี้กลับเคลื่อนไหวแปลก ๆ ด้วยตัวมันเอง ทำให้เมื่อทาสภูตผีรู้ตัว มันก็พลันหมุนตัวและเดินไปยังหวางฝู
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ฝูงชนสับสนยิ่งนักว่านี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?
ด้านล่างสนามประลอง ขณะนี้ผู้อาวุโสเทียนหลงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะทาสภูตผีตนนี้เสียการควบคุมไปแล้ว และหันกลับมาเพื่อโจมตีหวางฝู ทว่าถึงหวางฝูจะใช้เคล็ดวิชาเต๋ามากมายเข้าต่อต้าน เขาก็ไม่สามารถสยบมันลงได้เลย
จึงทำให้หวางฝูหวาดกลัวถอยหลังออกมา แต่โจวอวี๋นั้นรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เขาจึงเผยยิ้มออกมา “ยอมแพ้เสียเถิด!”
หวางฝูโมโหจนกัดฟันกรอด “เป็นไปไม่ได้!”
ครั้นเอ่ยจบ หวางฝูก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมา