ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 184 รางวัลหรืออะไร ไม่สำคัญ!
บทที่ 184 รางวัลหรืออะไร ไม่สำคัญ!
สมบัติวิญญาณที่เชียนหลิงนำออกมาคือตะเกียงไฟที่มีแสงสว่างจาง ๆ และด้านบนมีลวดลายสีทองแปลก ๆ มากมายสลักไว้
ทุกคนแปลกใจว่านี่คือตะเกียงไฟอันใด?
จนกระทั่งชายชราที่มีความสันทัดกล่าวขึ้นมาว่า “ตะเกียงไฟสะท้อนสมบัติ!”
“ตะเกียงไฟสะท้อนสมบัติ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงสงสัย
“มันคือสมบัติที่สามารถตรวจสอบดูว่าบนร่างกายของคนผู้นั้นมีสมบัติวิญญาณหรือไม่ และยังสามารถมองเห็นได้ว่าคนผู้นั้นมีใครคอยติดตามช่วยเหลือหรือไม่” ชายชราผู้นั้นอธิบาย
ทุกคนทำสีหน้าราวกับเข้าใจบางอย่างขึ้นมา
เพียงแต่ทุกคนรู้สึกแปลใจว่าเหตุใดเชียนหลิงถึงต้องทำเช่นนี้?
“อีกประเดี๋ยวก็จะได้รู้กัน ว่ามีใครคอยช่วยเหลือเจ้าหรือไม่”
“ช่วยเหลือข้า?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
“ใช่ ถ้าหากเจ้ามีผู้อื่นคอยช่วย เช่นนั้น บนร่างกายเจ้าก็จะมีแสงสีดำสว่างออกมา” พูดจบ เชียนหลิงจึงควบคุมตะเกียงไฟ บังคับให้มันฉายแสงไฟสีขาวไปทางลู่เฉิน
แต่ใครจะคิดว่า… บนร่างของลู่เฉินกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว!
เดิมทีบางคนคิดว่าลู่เฉินอาจจะมี ‘กลโกง’ ก็เป็นได้ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นดังนั้น พวกเขาก็เลิกคิดแบบนั้นแทบจะทันที
แต่เมื่อผลที่ออกมาเป็นเช่นนี้ มันก็ทำให้ผู้คนมากมายยากที่จะยอมรับได้ ดังเช่นเชียนหลิงที่ไม่เชื่อสุดใจ และยังคงควบคุมตะเกียงไฟต่อไป แต่ผลที่ออกมากลับเป็นเช่นเดิม
ลู่เฉินพลันยิ้มและมองไปทางเชียนหลิง “ยังจะทำต่ออีกหรือไม่?”
เชียนหลิงเริ่มรู้สึกตระหนกขึ้นมา “เป็นไปไม่ได้ ต้องมีคนคอยช่วยเหลือเจ้าแน่นอน!”
เมื่อเชียนหลิงตะโกนขึ้นมา โหย่วหลงแห่งวังเหมันต์สงัดที่อยู่อีกด้านหนึ่งพลันลุกขึ้นด้วยท่าทางเคร่งครึม “ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเขา!”
และขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเถาวัลย์สีดำมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมาบนสนามประลอง เข้ามาพันรัดร่างเชียนหลิงไว้ ก่อนที่บนฝ่ามือของลู่เฉินจะปรากฏกระบี่สยบเก้าทิศออกมา… และตามด้วยปราณกระบี่กว่าสามพันสายที่พุ่งทะยานออกมา!
เชียนหลิงไม่มีแม้แต่โอกาสจะต่อต้าน ทำได้เพียงถูกพันรัดกักขังอยู่ตรงนั้น และเมื่อปราณกระบี่เหล่านั้นทะยานพร้อมบีบอัดอีกหลายครั้ง มันก็มาถึงเป้าหมายและเจาะทะลวงผ่านกายเนื้อเข้าไป ทำให้เชียนหลิงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
เมื่อเห็นภาพดังกล่าว ทุกคนก็พากันมองจนอ้าปากค้าง
โหย่วหลงตกตะลึงจนต้องชันกายลุกขึ้นมา และมีบางคนเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกักว่า “อะ อันดับที่สิบแปดของจวนตะวันคล้อย ก็เป็นเช่นนี้…”
สิ่งนี้อยู่เหนือความคาดหมายที่ทุกคนจิตนาการไว้ และดูเหมือนว่าลู่เฉินจะทำให้เชียนหลิงยอมแพ้ได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ สักนิด
ดังนั้นจึงมีบางคนแปลกใจขึ้นมาว่า ลู่เฉินผู้นี้ แท้จริงแล้วมีพลังมากเพียงใดกันแน่?
และก็ยังมีบางคนที่คิดว่าลู่เฉินต้องใช้กลโกงบางอย่างเป็นแน่ มิเช่นนั้น ชายหนุ่มที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
แต่ไม่ว่าผู้คนจะพูดอย่างไร ลู่เฉินก็ยังเดินไปหาเชียนหลิงด้วยท่าทางสงบนิ่ง
เดิมทีเชียนหลิงคิดอยากยอมแพ้ แต่จู่ ๆ ลำคอเขาก็ถูกเถาวัลย์พันรัดไว้ ทำให้ไม่สามารถพูดออกมาได้ ทั่วทั้งใบหน้าและใบหูนั้นแดงไปหมด หวาดกลัวจนพร้อมทุกขณะที่จะระเบิดตันเถียนฆ่าตัวตายไปพร้อมกับอีกฝ่าย
แต่ลู่เฉินไม่มอบโอกาสใด ๆ ให้เขาทั้งสิ้น
เห็นเพียงภายในเถาวัลย์นั้นมีหนามเล็ก ๆ ที่แหลมคมทิ่มแทงไปยังจุดตันเถียน ก่อกวนพลังปราณในร่างกายของเขา ทำให้เชียนหลิงที่อยากจะระเบิดกายเนื้อไม่อาจทำได้ ทำได้เพียงจ้องมองมายังลู่เฉินด้วยแววตาแค้นเคือง
ลู่เฉินเดินไปหาเชียนหลิงแล้วเผยยิ้มออกมา “คุยกันดี ๆ เถิด”
ทุกคนต่างแปลกใจว่าลู่เฉินต้องการทำสิ่งใด ซึ่งชายหนุ่มก็พลันยื่นมือข้างหนึ่งไปจับแขนของเชียนหลิงที่กำลังดิ้นรน ก่อนที่เขาจะหลับตาลงและแทรกจิตวิญญาณเข้าไปภายในร่าง ทำการวาดอักขระยันต์หุ่นเชิดที่จุดตันเถียนของอีกฝ่าย
ขณะนั้น จิตวิญญาณของเชียนหลิงก็ได้แต่ก่นด่าอยู่ภายในร่างกาย “เจ้าทำอะไรกับข้า!”
“ข้าเพียงเขียนอักขระยันต์หุ่นเชิดทิ้งไว้ในร่างเจ้า!” ลู่เฉินยิ้ม และเมื่อเชียนหลิงได้ยินก็ตกตะลึงจนหน้าซีด “หยุดเดี๋ยวนี้!”
ลู่เฉินจะหยุดมือได้อย่างไร? เขายังคงเขียนมันต่อไปจนเสร็จ ก่อนที่จะถอนจิตวิญญาณกลับมาและลืมตาขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังถอยไปด้านหลังแล้วหัวเราะออกมา “ยอมแพ้หรือยัง?”
ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น แต่ทุกคนสามารถแน่ใจได้ว่าเมื่อครู่ลู่เฉินได้ข่มขู่เชียนหลิง ทำให้สีหน้าของเชียนหลิงดูไม่ดีไปครู่หนึ่ง
จนกระทั่งลู่เฉินนำเถาวัลย์เหล่านั้นกลับเข้ามา เชียนหลิงจึงกัดฟันเอ่ยออกมาว่า “ข้ายอมแพ้!”
สำหรับการยอมแพ้ของเชียนหลิงนั้นนับได้ว่าเหนือความคาดหมายของทุกคน โดยเฉพาะคนของวังเหมันต์สงัด ที่แต่ละคนตกตะลึงราวกับถูกสะกดไว้
…ไม่เพียงแต่ทุกคนเท่านั้นที่คาดไม่ถึง กู่ทงผู้นั้นก็คาดไม่ถึงเช่นกัน แต่เขาก็ยังคงประกาศชัยชนะแก่ลู่เฉินด้วยท่าทีเคร่งขรึม และเริ่มการประลองถัดไปทันที
เมื่อเชียนหลิงกลับไปหยุดอยู่ตรงหน้าโหย่วหลง เขาก็กล่าวออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “ข้าขออภัย”
โหย่วหลงกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ไร้ประโยชน์!”
เชียนหลิงไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไร จึงทำได้เพียงนั่งลงและรักษาบาดแผลอย่างเงียบ ๆ แต่เกาจี้กลับแปลกใจขึ้นมา “เมื่อครู่ เจ้านั่นทำอะไรกับเจ้า?”
“เขาข่มขู่ข้าว่าหากข้าไม่ยอมแพ้ก็จะทำลายข้า”
“เช่นนั้นเจ้าจึงยอมหรือ?” เกาจี้บ่นพึมพำออกมา ทำให้เชียนหลิงรู้สึกหดหู่ “ตัวข้าอยากจะระเบิดกายเนื้อ แต่กลับถูกเขาหยุดยั้งไว้ ทำให้ไม่สามารถทำได้ จนสุดท้ายก็ต้องยอม”
เมื่อเกาจี้ได้ฟังดังนั้น จึงมองไปยังโหย่วหลง แต่โหย่วหลงกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาออกมา “พูดเรื่องไร้สาระให้มันน้อยหน่อยเถอะ ตั้งใจรักษาบาดแผล เตรียมตัวประลองรอบต่อไป”
เชียนหลิงพยักหน้า
การแข่งขันครั้งนี้มีทั้งหมดสิบรอบ การชนะหนึ่งรอบจะได้รับหนึ่งคะแนน
ถึงแม้ว่าเชียนหลิงจะพ่ายแพ้ให้แก่ลู่เฉิน แต่โหย่วหลงหวังว่าในการประลองรอบถัดไป เพียงแค่ลู่เฉินแพ้ นั่นจะกลายเป็นโอกาสที่วังเหมันต์สงัดจะกลายเป็นอันดับหนึ่งได้
ดังนั้นโหย่วหลงจึงเริ่มคิดหาวิธีว่าจะทำเช่นไรให้ลู่เฉินพ่ายแพ้ได้สักรอบ
แต่อีกด้านหนึ่ง หนานเหยาและคนอื่น ๆ ก็พากันชื่นชมลู่เฉิน
จนกระทั่งการประลองรอบที่ยี่สิบห้าเสร็จสิ้น กู่ทงจึงจับสลากการแข่งขันต่อไป
เพียงไม่นาน การประลองรอบที่สองก็เริ่มขึ้น ซึ่งโจวอวี๋และลู่เฉินยังคงได้รับชัยชนะในการประลอง ส่วนสำนักอื่น ๆ ก็ไร้ซึ่งโอกาสที่จะกดคะแนนของพวกเขาทั้งสอง และแม้ว่าหลาย ๆ สำนักจะใช้แผนสกปรก ทว่าคนทั้งสองก็ยังสามารถผ่านมันมาได้
….การประลองในช่วงรอบนี้ โดยปกติแล้วจะมีสองรอบต่อวัน ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปติดต่อกันห้าวัน งานประลองสิบสำนักในครั้งนี้จึงจบสิ้นลง
ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นอย่างที่ทุกคนคาดเดา
ลู่เฉินและโจวอวี๋คือผู้ที่ได้รับชัยชนะ และถือครองอันดับหนึ่งในงานประลองครานี้!!
ดังนั้นสำนักเก้าสุขสงบจึงมีชื่อเสียงขึ้นมา ทำให้มีคนมากมายอยากเข้าเป็นศิษย์ ทว่าเพราะข้อจำกัดบางอย่าง คนพวกนี้จึงทำได้เพียงอดทนไว้เสียก่อน
ส่วนวังเหมันต์สงัดนั้นได้อันดับสองไปครอง และแม้มันจะดีไม่น้อย ทว่าโหย่วหลงกลับยังรู้สึกไม่พอใจนัก
กู่ทงมองไปยังทุกคนแล้วเอ่ยว่า “วันนี้งานประลองสิบสำนักได้จบลงแล้ว เชิญทุกท่านพักผ่อน วันรุ่งขึ้น ข้าจะมาประกาศผลอีกครั้ง”
พูดจบ กู่ทงก็เดินนำทุกคนออกไป
หนานเหยามองไปยังปิงหลิวหลี “ศิษย์พี่หญิงปิง การได้หนึ่งในสิบอันดับแรกมีประโยชน์เช่นไรหรือ?”
จากการอยู่ด้วยกันมาหลายวัน หนานเหยาจึงนับถือปิงหลิวหลีเป็นศิษย์พี่หญิง แต่ปิงหลิวหลีไม่รู้อายุที่แท้จริงของหนานเหยาและไม่ได้ใส่ใจนัก ดังนั้นนางจึงไม่ได้คัดค้าน
ทว่าการที่สำนักเก้าสุขสงบจะได้รับอันดับหนึ่งนั้น …เป็นสิ่งที่ทั้งชีวิตของนางไม่แม้แต่จะกล้าคิดฝัน!
ดังนั้นปิงหลิวหลีจึงยิ้มพลางเอ่ยออกมาว่า “เพียงแค่ติดในสิบอันดับแรก ต่อไปอีกร้อยปี ทุกปีสามารถส่งคนสิบคนไปฝึกยังแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ซึ่งนั่นถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากนัก!”
“แล้วนอกจากนี้ล่ะ?” หนานเหยาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“สิบอันดับแรกจะได้รับรางวัลจากแดนศักดิ์สิทธิ์ตามลำดับที่แตกต่างกัน และทุก ๆ ปี ทรัพยากรของรางวัลในแต่ละสำนักก็จะได้รับแตกต่างกันไป”
“ทุกปี?”
“ใช่ ทุกปี!” ปิงหลิวหลีดูมีความหวังขึ้นมา แต่หนานเหยาขยิบตาและมองไปยังลู่เฉิน “ท่านอาจารย์ ท่านคิดเช่นไร?”
“รางวัลอันใดก็ไม่สำคัญทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือได้รับอันดับหนึ่ง ทำให้คนทั่วทั้งแดนทักษิณาได้รู้ว่าสำนักเก้าสุขสงบไม่ใช่สำนักที่ตกต่ำอีกต่อไป!”
คำพูดดังกล่าว ตัวหนานเหยาเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผล “ท่านอาจารย์ ท่านช่างมีทัศนคติที่กว้างไกลเสียจริง!”
ส่วนปิงหลิวหลีที่ซาบซึ้งในตัวลู่เฉินก็ได้เอ่ยว่า “ขอบคุณท่านมาก!”
แต่ในขณะนั้นเอง เยว่เซียวแห่งสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ได้เดินนำคนอื่น ๆ เข้ามาและตะโกนขึ้นว่า “อันใด? พวกเจ้าคิดว่าสำนักเก้าสุขสงบจะได้รับอันดับหนึ่งงั้นหรือ?”
หนานเหยาตอบกลับอย่างไม่พอใจ “ชนะติดต่อกันสิบรอบ หากพวกข้าไม่ได้รับอันดับหนึ่ง เช่นนั้นใครคืออันดับหนึ่ง?”
เยว่เซียวพลันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “รอก่อนเถิด วันพรุ่งนี้ พวกเจ้าไม่ใช่อันดับหนึ่งอย่างแน่นอน!”
“หมายความเช่นไร?” หนานเหยารู้สึกราวกับว่าที่นี่กำลังมีเรื่องยุ่งยากบางอย่างเกิดขึ้น
และไม่เพียงแค่หนานเหยาที่คิดเช่นนี้ แม้แต่ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าการจัดอันดับในวันพรุ่งนี้จะต้องมีเรื่องไม่ถูกต้องเกิดขึ้นเป็นแน่!