ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 185 ผลการจัดอันดับที่ทำให้ยากจะยอมรับ!
บทที่ 185 ผลการจัดอันดับที่ทำให้ยากจะยอมรับ!
ความสับสนของผู้คนทำให้เยว่เซียวพึงพอใจมาก โดยเฉพาะปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ แต่ละคนมองท่าทางของเยว่เซียวด้วยความประหลาดใจ นี่จึงทำให้เยว่เซียวกล่าวออกมาด้วยความพึงพอใจว่า “พรุ่งนี้ พวกเจ้าก็จะได้รู้แล้ว!”
พูดจบ เยว่เซียวก็หัวเราะก่อนเดินจากไป ราวกับว่าพรุ่งนี้จะมีเรื่องสนุกอย่างไรอย่างนั้น
หนานเหยามองเยว่เซียวที่เดินจากไปแล้วจึงขมวดคิ้วมุ่น “ท่านอาจารย์ เขาหมายความเช่นไร?”
ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร จากนั้นจึงหลับตาลง
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินไม่พูดอะไร หนานเหยาจึงมองไปยังโจวอวี๋ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง “โจวอวี๋ เจ้าคิดเช่นไร?”
โจวอวี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “คาดว่าการประลองของพวกเราจะเปล่าประโยชน์เสียแล้ว!”
“เปล่าประโยชน์?” หนานเหยามีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
โจวอวี๋จึงพยักหน้า “ใช่”
พูดจบ โจวอวี๋ก็มองไปยังปิงหลิวหลีที่ดูไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่จะทำให้สำนักเก้าสุขสงบสามารถก้าวเข้าไปเป็นสิบอันดับแรกได้
หนานเหยาจึงเอ่ยปลอบใจว่า “ศิษย์พี่หญิงปิง ท่านวางใจเถิด จะต้องไม่เป็นอะไร”
ปิงหลิวหลีได้สติกลับมาแล้ว นางแสร้งทำเป็นนิ่งเฉยและยิ้มออกมา “ข้าคิดว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ คงจะไม่ละเมิดกฎง่าย ๆ เช่นนั้น”
หนานเหยาพยักหน้า
ทางด้านลู่เฉิน เขาได้เข้าไปควบคุมผ่านอักขระยันต์หุ่นเชิดของซือตู๋เทียนและลวี่ซางเพียว ด้วยคิดอยากจะทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาเห็นเพียงลวี่ซางเพียวเอ่ยถามเยว่เซียวด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโสเยว่ ผลการตัดสินในวันพรุ่งนี้จะไม่เปลี่ยนไปใช่หรือไม่?”
เยว่เซียวยิ้ม “เมื่อครู่ หนานกงมู่แจ้งข้ามาว่า ในวันพรุ่งนี้ แดนศักดิ์สิทธิ์จะประกาศรายชื่อสิบอันดับแรก แต่สำนักเก้าสุขสงบนี้ อยู่ในอันดับต่ำที่สุด”
ลวี่ซางเพียวแสร้งทำเป็นตกตะลึง “เพราะเหตุใด?”
“แน่นอนว่าเพราะต้องการทำให้สำนักเก้าสุขสงบอับอาย” เยว่เซียวเผยยิ้มประหลาด แต่ลวี่ซางเพียวยังคงไม่เข้าใจ จึงถามขยายความออกไปว่า “เช่นนั้น คงไม่เอาพวกเขาไปไว้อันดับสุดท้ายแบบไร้เหตุผลหรอกนะ?”
“วางใจเถิด วันพรุ่งนี้ คนของแดนศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมเป็นแน่! อย่างไรเสียคนพวกนั้นก็จำต้องยอมรับ!” เยว่เซียวแสยะยิ้ม
ลวี่ซางเพียวขานรับ ก่อนจะถามต่อ “แล้วคำอธิบายคืออันใดหรือ?”
“ข้าก็ไม่อาจรู้ได้ อย่างไรก็ตาม คนของแดนศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีแผนอยู่แล้ว” เมื่อเยว่เซียวพูดจบ ตัวคนก็ทอดกายนั่งลงเพื่อรอดูความสนุกที่จะเกิดขึ้น
ทุกสิ่งอย่างที่ลวี่ซางเพียวถามไถ่ ลู่เฉินรับรู้ทั้งหมด ทว่าเขาไม่สนใจใด ๆ เพียงมองไปยังปิงหลิวหลีแล้วเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ ทางที่ดีที่สุดคือเตรียมใจให้พร้อม”
ทุกคนต่างแปลกใจในคำพูดของลู่เฉิน
โดยเฉพาะปิงหลิวหลีที่ยังคงสงสัยว่า “ความหมายของเจ้าคือ?”
“ถ้าหากเชื่อใจข้า พรุ่งนี้ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง!”
ปิงหลิวหลีย่อมเชื่อลู่เฉินอยู่แล้ว นางจึงพยักหน้าขานรับ
ส่วนหนานเหยานั้นยังคงแปลกใจ “ท่านอาจารย์ หรือท่านรู้อะไรบางอย่าง?”
โจวอวี๋และคนอื่น ๆ ต่างก็แปลกใจ พวกเขาพากันจ้องมองไปยังลู่เฉิน แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มออกมา “พรุ่งนี้พวกเจ้าก็จะได้รู้แล้ว”
ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจ
ส่วนคนจากสำนักอื่น ๆ ต่างก็ถกเถียงกันเรื่องอันดับในวันพรุ่งนี้ว่าจะมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะคำพูดเมื่อครู่ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทำให้ผู้คนมากมายจินตนาการไปไกล
แม้แต่คนของวังเหมันต์สงัดก็เริ่มดีใจขึ้นมา
เกาจี้ถึงขนาดเผยยิ้มและพูดขึ้นว่า “ผู้อาวุโสโหย่ว ท่านคิดว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ถอดพวกเขาออกจากการเป็นอันดับหนึ่ง แล้วจะให้พวกเราขึ้นเป็นอันดับหนึ่งแทนหรือไม่?”
โหย่วหลงตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พูดยาก”
“ถ้าหากให้พวกเราได้เป็นอันดับหนึ่ง เช่นนั้นภารกิจของเราก็ถือว่าสำเร็จแล้ว” เกาจี้ยิ้ม แต่โหย่วหลงกลับมองด้วยสายตาว่างเปล่า “อะไร? ประสบความสำเร็จหรือ?”
“ผู้อาวุโสโหย่ว ข้า…” เมื่อเห็นแววตาน่าหวาดกลัวของเขา เกาจี้จึงไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใด
โหย่วหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นมาทันที “ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นลำดับที่เท่าไหร่ แต่ชายหนุ่มผู้นั้น ข้าจะต้องฆ่าเขาด้วยมือของข้าเอง!”
“แต่ ผู้อาวุโสโหย่ว ท่านได้รับบาดเจ็บ ถ้าหากต้องไปฆ่าเขาต่อหน้าคนของสำนักเก้าสุขสงบ เกรงว่า…” เกาจี้พูดด้วยความกังวลใจ แต่โหย่วหลงกลับตอบด้วยสายตาเยือกเย็น “ข้ามีวิธีของข้าเอง!”
คำพูดนี้ทำให้เกาจี้และคนอื่น ๆ ต่างแปลกใจ
แต่โหย่วหลงไม่ได้พูดอะไร คนพวกนี้จึงทำได้เพียงแค่รอเท่านั้น
คนของพรรคเมฆาเพลิงและพรรคหมื่นเต๋าเองก็รอคอยเช่นกัน เพราะแท้จริงแล้ว พวกเขาก็รอให้แดนศักดิ์สิทธิ์กำจัดชื่อของสำนักเก้าสุขสงบออกไปจนแทบจะทนไม่ไหว เช่นนี้อันดับรายชื่อของพวกเขาก็สามารถเลื่อนขึ้นไปได้อีกหนึ่งขั้น
ดังนั้นคนทั้งหมดจึงต่างเฝ้ารอวันพรุ่งนี้ที่จะมาถึงอย่างใจจดจ่อ
….
เมื่อฟ้าสว่างแล้ว กู่ทงพลันปรากฏตัวพร้อมกับใครบางคน และนำตำราม้วนหนึ่งออกมา ภายในนั้นจะมีการเขียนลำดับรายชื่อของแต่ละสำนักไว้
ทุกคนจึงหันไปสนใจและจ้องไปยังสนามประลองทันที
ถึงแม้ว่าปิงหลิวหลีจะรู้ว่าผลออกมาไม่ดีนัก แต่นางก็ยังคงมีความหวัง ส่วนหนานเหยาและคนอื่น ๆ ต่างก็เตรียมใจให้พร้อม
เยว่เซียวและคนอื่น ๆ เผยยิ้มประหลาดออกมา
จนกระทั่งกู่ทงกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดัน “ตามผลการประลองในครั้งนี้ แดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกข้าได้จัดอันดับใหม่ในรอบหนึ่งร้อยปีดังนี้”
ทุกคนต่างตั้งใจฟัง
“อันดับที่หนึ่ง วังเหมันต์สงัด!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนของวังเหมันต์สงัดก็โห่ร้องขึ้นมาทันที และหลาย ๆ สำนักก็ดีใจขึ้นมา แต่ก็มีผู้คนมากมายที่ยังคงแปลกใจ
เหตุใดสำนักเก้าสุขสงบถึงไม่ใช่อันดับที่หนึ่ง?
ถึงแม้หนานเหยาจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่เมื่อได้ยิน นางก็พลันก็ลุกขึ้นยืนทันที “ไม่ได้เรียงตามลำดับคะแนนหรือ? เหตุใดวังเหมันต์สงัดถึงเป็นอันดับหนึ่ง?”
“แดนศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจในการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เหมาะสมของแต่ละสำนัก!” กู่ทงกล่าวโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด
“ตามเหตุการณ์ของแต่ละสำนัก?” หนานเหยาไม่เข้าใจ
กู่ทงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ใช่ สำนักเก้าสุขสงบ จู่ ๆ กลายเป็นอันดับหนึ่ง จากสำนักที่ไม่ได้รับความนิยม ภายในนั้นต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่ ดังนั้นพวกเราจะไม่จัดสำนักเก้าสุขสงบเป็นอันดับหนึ่งชั่วคราว รอวันที่สำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าแข็งแกร่งขึ้นเมื่อไหร่ ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน”
หนานเหยาร้อนใจ “นี่หมายความเช่นไร?”
เยว่เซียวที่เฝ้าดูอยู่อีกด้านหนึ่งก็ยิ้มหยันขึ้นมา “ความหมายก็คือ สำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้า ไม่เหมาะสมที่จะเป็นอันดับหนึ่ง!”
คนจำนวนไม่น้อยต่างหัวเราะขึ้นมา บางคนก็เกล่าวเยาะเย้ยว่า “ใช่ สำนักที่แข็งแกร่งหนึ่งสำนัก ไม่ใช่แค่จะพึ่งพาเพียงคนไม่กี่คนได้”
“สำนักเก้าสุขสงบ ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงสำนักที่ไม่ได้รับความนิยมเท่านั้น”
“ข้ารู้สึกว่าผลเป็นเช่นนี้ดีแล้ว”
โดยเฉพาะคนของพรรคเมฆาเพลิงและพรรคหมื่นเต๋า พวกเขายิ่งสนับสนุนการตัดสินของกู่ทง สนับสนุนความเฉลียวฉลาดของแดนศักดิ์สิทธิ์
หนานเหยากล่าวออกมาด้วยความโกรธเคือง “ไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรมที่สุด!”
กู่ทงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้ากล้าถามหาความยุติธรรมกับแดนศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“ใช่!” หนานเหยาไม่ยอมรับ แต่กู่ทงกลับตอบด้วยความเย็นชา “เชื่อหรือไม่ คะแนนการประลองของพวกเจ้าสามารถถูกยกเลิกได้ง่าย ๆ?”
หนานเหยาโกรธจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมา แต่โจวอวี๋กลับดึงปลายแขนเสื้อของหนานเหยาพลันกระซิบว่า “นั่งลงเถิด”
หนานเหยาจึงนั่งลงด้วยความรู้สึกหดหู่ ส่วนคนจำนวนมากต่างพากันดีใจถึงขนาดที่ว่าพวกเขาหัวเราะออกมา
“ดู คนขี้หลาดของสำนักเก้าสุขสงบพวกนั้น”
“ไร้สาระ ไม่กลัวได้หรือ?”
“ใช่ สำนักเล็กเมื่ออยู่ต่อหน้าแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเพียงแค่มดตัวหนึ่ง!”
…
หนานเหยาได้ฟังดังนั้นก็หน้าแดงหูแดงไปหมด และมือทั้งสองข้างของปิงหลิวหลีก็สั่นขึ้นมา เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจกับผลการตัดสินเช่นนี้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงแสดงสีหน้าไร้หนทางออกมา
กู่ทงดำเนินการประกาศต่อไป
จนกระทั่ง สำนักเก้าสุขสงบถูกจัดอยู่ในอันดับที่สิบ
แต่อันดับที่สิบ สำหรับปิงหลิวหลีแล้ว นี่ก็ถือว่าไม่เลวนัก อย่างน้อยเมื่อก่อนก็ไม่เคยติดอันดับใด ๆ แต่เมื่อกู่ทงอ่านจบจึงเอ่ยออกมา “เนื่องจากสำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าไม่ได้เข้าร่วมมาหลายปี ดังนั้นถึงแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นอันดับสิบ แต่การปฏิบัติบางอย่างจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาใหม่!”
“พิจารณาใหม่?” หนานเหยาสงสัยว่าหมายความเช่นไร ปิงหลิวหลีเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน “ผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้านั้นง่ายมาก ทุก ๆ ปี ทรัพยากรของสำนักพวกเจ้าจะถูกยกเลิกทั้งหมด และผู้ที่จะเข้าร่วมแดนศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งต้องผ่านการประเมินเป็นพิเศษ เมื่อผ่านแล้ว จึงจะสามารถไปฝึกฝนยังแดนศักดิ์สิทธิ์ได้” เมื่อกู่ทงพูดจบก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา
แต่ก็มีบางคนหัวเราะขึ้นมาเสียก่อน
“ดู มีแต่ชื่อ แต่กลับไม่มีอะไรดีสักอย่าง!”
“ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ไปถึงยังแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องมีเรื่องให้ยุ่งยากอีก!”
“ใช่!”
และยังมีบางคนหัวเราะขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ “ช่างเป็นการปฏิบัติที่เป็นประวัติการณ์เสียจริง!”