ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 200 เนื้อกายถูกทำลาย หลงเหลือเพียงวิญญาณ!
บทที่ 200 เนื้อกายถูกทำลาย หลงเหลือเพียงวิญญาณ!
พื้นดินรอบ ๆ เริ่มแตกร้าว และรากต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใต้พื้นดินก็ค่อย ๆ ‘โผล่’ ออกมา
เพียงไม่นาน รากต้นไม้เหล่านี้ก็ก่อตัวเป็นตาข่ายล้อมรอบลู่เฉินไว้ จากนั้นก็ค่อย ๆ บีบรัดจนแน่น
“ไปตายซะเถอะ!” ตู๋เหล่าลิ่วตะโกนขึ้นมา
ว่าแล้วรากต้นไม้ก็รัดแน่นขึ้นมาทันทีจนกลายเป็นลูกกลมขนาดใหญ่ และภายในรากต้นไม้นี้ ปกติแล้วแม้แต่เมล็ดข้าวเล็ก ๆ ก็อย่าหวังเลยว่าจะรอดจากแรงบีบอัดนี้ไปได้!
ทว่าสิ่งที่ทำให้ตู๋เหล่าลิ่วแปลกใจก็คือ ลู่เฉินไม่ได้กรีดร้องใด ๆ ออกมา และกระทั่งไม่มีหยดเลือดไหลออกมาจากภายในรากต้นไม้นี้แม้แต่น้อย
“แปลกประหลาดเกินไปแล้ว” ตู๋เหล่าลิ่วยังคงไม่เข้าใจ
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับกำลังยืนยิ้มประหลาดอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่นั้นและกล่าวว่า “เจ้ากำลังมองหาข้าอยู่หรือไม่?”
ตู๋เหล่าลิ่วตกตะลึงขึ้นมา ต้นไม้ใหญ่หมุนตัวทันที ก่อนจะได้เห็นลู่เฉินที่ยืนอยู่ไม่ไกล “เจ้า… เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?!”
“แม้แต่ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เจ้าก็ยังไม่รู้ แล้วยังคิดจะจัดการข้าอยู่หรือ?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
ตู๋เหล่าลิ่วเริ่มกังวลใจ “เจ้า… เจ้ารอก่อนเถอะ!”
เห็นเพียงต้นไม้นี้กลับกลายร่างเป็นเยว่เซียว จากนั้นก็บินขึ้นท้องฟ้าไป
แต่ภายนอกนั้นมีค่ายกลปกคลุมอยู่ ตู๋เหล่าลิ่วจึงทำได้เพียงควบคุมร่างของเยว่เซียวเพื่อหลบสายฟ้าบนนภา
บูม! บูม! บูม!
เมื่อเริ่มแรกนั้น ตู๋เหล่าลิ่วคิดว่าสามารถหลบเลี่ยงได้ แต่ผ่านไปไม่นาน เขาก็ถูกโจมตีใส่อยู่สองสามครั้ง ทำให้กายเนื้อของเยว่เซียวได้รับบาดเจ็บหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย ตู๋เหล่าลิ่วก็จำต้องคืนการควบคุมร่างกายของเยว่เซียว และพูดกับอีกฝ่ายอย่างกังวลใจว่า “ข้าไม่มีวิธีแล้ว”
“ท่านว่าเช่นไรนะ?” เยว่เซียวตกใจขึ้นมา
“นอกเสียจากตัวข้าอยู่ที่นี่ มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถจัดการเขาได้” ตู๋เหล่าลิ่วกล่าวอย่างหดหู่ใจ
เยว่เซียวที่ได้ฟังก็พลันกังวลใจ “เช่นนั้น ข้าควรทำอย่างไร?”
“ถ้าหากเจ้าเชื่อข้า ก็จงเผากายเนื้อของเจ้า ระเบิดร่างและแยกจิตวิญญาณก่อกำเนิดของตัวเองออกมา จากนั้นข้าจะนำจิตวิญญาณของเจ้าออกไปจากที่แห่งนี้เอง!” ตู๋เหล่าลิ่วอธิบาย แต่เมื่อเยว่เซียวได้ยินว่าต้องสละกายเนื้อ เขาก็พลันกระวนกระวายขึ้นมา “เช่นนั้น หลังจากนี้ข้าจะเป็นอย่างไร?”
“เพียงแค่จิตวิญญาณคงอยู่ ก็สามารถกลับมาได้อีกครั้ง มิเช่นนั้น ถ้าตายไปจริง ๆ ทั้งกายและจิตวิญญาณ เจ้าจะยังมีหวังพลิกฟื้นกลับคืนมาหรือ?” ตู๋เหล่าลิ่วพูดโน้มน้าว
เยว่เซียวยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด แต่เมื่อไม่มีวิธีใดที่ดีกว่านี้ เขาจึงทำได้เพียงทำจิตใจให้แน่วแน่ “ท่านคิดว่าต้องทำเช่นไร ก็จงทำเช่นนั้น!”
ครั้นเอ่ยจบ พลังอันแข็งแกร่งก็แผ่กระจายออกมาจากร่างของเยว่เซียวทันที
จากนั้นรอบกายเยว่เซียวก็ปกคลุมด้วยหมอกควันสีเขียว และพุ่งไปยังลู่เฉิน!
ทว่าลู่เฉินกลับเพียงยืนอยู่ตรงนั้น จ้องสิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามา จนกระทั่งหมอกควันนี้พลันล้อมรอบลู่เฉินไว้และกระจายตัวออก ทำให้บริเวณรอบ ๆ นี้เริ่มพร่ามัว และจู่ ๆ ร่างกายของเยว่เซียวก็ระเบิดออกท่ามกลางหมอกนี้!
บูม!
เสียงดังสั่นสะเทือนไปรอบด้าน ทำให้ต้นไม้ใหญ่และยอดเขาข้างเคียงจำนวนไม่น้อยพังทลายลงสู่พื้นดิน
แต่ภูเขาลูกนี้ค่อนข้างพิเศษนัก ดังนั้นที่นี่จึงยังปลอดภัยดี แต่เมื่อหลี่ว์ซือได้ยินเสียงดังสนั่นเช่นนั้น เจ้าตัวก็พลันมองไปทางต้นเสียงด้วยตาเบิกกว้าง “นี่มัน…”
เห็นเพียงว่าบนพื้นราบเรียบเต็มไปด้วยหมอกสีเขียว และท่ามกลางหมอกนั้น จิตวิญญาณของตู๋เหล่าลิ่วก็กลายเป็นลักษณะ ‘โปร่งแสง’ ลอยอยู่ตรงนั้น ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ “ที่นี่แหละ คงยากแล้วที่เจ้านั่นจะยังรอดอยู่!!”
“เจ้าคิดว่าการทำเช่นนี้สามารถทำให้ข้าตายได้หรือ?” จู่ ๆ ลู่เฉินก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังตู๋เหล่าลิ่วและหัวเราะออกมา
ตู๋เหล่าลิ่วตกตะลึงรีบหมุนตัวทันที
เขาเห็นลู่เฉินยืนอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ
“นี่มัน… เป็นไปไม่ได้!” ตู๋เหล่าลิ่วเบิกตากว้าง ลู่เฉินจึงเผยยิ้มชั่วร้ายออกมา “เมื่อครู่นี้ ชั่วขณะที่เจ้าระเบิดกายเนื้อของเขา ข้าก็หายตัวออกไปแล้ว”
“เจ้า… เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน เหตุใดถึงมีปฏิกิริยาตอบสนองไวเช่นนี้!” ตู๋เหล่าลิ่วยังคงไม่เชื่อ
ลู่เฉินยิ้ม “แม้แต่จิตวิญญาณของเจ้า ข้ายังสามารถหาพบได้ ดังนั้นเจ้าคิดว่าประสาทสัมผัสของข้าจะอ่อนแองั้นหรือ?”
ตู๋เหล่าลิ่วตกตะลึง เพราะขณะนี้ตนเป็นเพียงจิตวิญญาณเท่านั้น! ส่วนผู้ฝึกตนขั้นพลังระดับต่ำ ๆ คนพวกนี้ก็ไม่ควรที่จะมองเห็นจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนขั้นสูงได้ นอกเสียจากอีกฝ่ายจะมีสมบัติวิญญาณหรือทักษะล้ำค่าใด ๆ
ดังนั้นตู๋เหล่าลิ่วที่หวาดกลัวจึงคิดจะหนีไป
แต่โซ่ตรวนแห่งคำสาปภูตผีได้พันรัดจิตวิญญาณเขาไว้ในทันที!
ตู๋เหล่าลิ่วพยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งก่อนจะก่นด่าออกมา “ทางที่ดี เจ้าไม่ควรมายุ่งกับข้า มิเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น!”
“ไม่มีอะไรที่ข้าไม่กล้ายุ่ง” เมื่อเอ่ยจบประโยค ลู่เฉินก็เพิ่มพลังเข้าไป ทำให้ตู๋เหล่าลิ่วบาดเจ็บมากขึ้น กระทั่งสุดท้ายจิตวิญญาณของตู๋เหล่าลิ่วไม่อาจทนไหวอีก เขาพลันตะโกนลั่นด้วยโทสะทันทีว่า “เช่นนั้นเจ้าและข้าจะได้เห็นดีกัน!”
ทันใดนั้น จิตวิญญาณของตู๋เหล่าลิ่วก็กลายเป็นแสงสว่างสีเขียวทันที ก่อนที่แสงนั้นจะหายเข้าไปในหน้าผากของลู่เฉิน!
อีกฝ่ายคิดจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายโจมตีไปยังจิตวิญญาณของลู่เฉิน ทำให้จิตวิญญาณของลู่เฉินแตกกระจาย!
ทว่าสิ่งที่ทำให้ตู๋เหล่าลิ่วไม่แม้แต่จะกล้าคิดฝันก็คือ เมื่อเขากลายเป็นแสงสว่างสีเขียวพุ่งเข้าไปกลับต้องพบว่าตนเองมาอยู่ในห้วงจิตวิญญาณที่ว่างเปล่าสีดำขนาดใหญ่!
“นี่มัน… เหตุใดห้วงจิตวิญญาณจึงกว้างใหญ่เพียงนี้” ตู๋เหล่าลิ่วนิ่งอึ้งไป ก่อนที่เสียงหัวเราะของลู่เฉินจะดังขึ้น “ลำพังเจ้าเป็นเช่นนี้ยังคิดทำลายข้า? ไร้เดียงสาเสียจริง!”
จากนั้น… โซ่ตรวนก็พลันปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าและเข้าตรึงอีกฝ่ายไว้
ตู๋เหล่าลิ่วที่หวาดกลัวทำการระเบิดจิตวิญญาณของตนทันที!
ผลคืออีกฝ่ายสลายหายไปไม่หลงเหลือสิ่งใด!
“โหดเหี้ยมโดยแท้!” เมื่อลู่เฉินเห็นว่าอีกฝ่ายเลือกที่จะทำเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา จากนั้นจึงทำการสำรวจโดยรอบ กลับเข้าควบคุมร่าง และเดินไปหาหลี่ว์ซือ
เมื่อเริ่มแรกหลี่ว์ซือยังคงรู้สึกกังวล แต่เมื่อเห็นลู่เฉินเดินมา เจ้าตัวจึงค่อยรู้สึกคลายความกังวล
“ไปเถิด!” ลู่เฉินยิ้มพลางมองอีกฝ่าย จากนั้นจึงเดินนำออกไปจากที่แห่งนี้
ส่วนผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนอื่น ๆ ที่อยู่บนภูเขานี้… พวกเขาต่างไม่สามารถไปที่ไหนได้ ทำได้เพียงทนทุกข์ทรมานอยู่ภายในค่ายกลแห่งนี้
…
ที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เนื่องด้วยร่างของตู๋เหล่าลิ่วได้สูญเสียจิตวิญญาณบางส่วนไป และได้รับบาดเจ็บบางส่วนจากผลสะท้อน สีหน้าจึงดูซีดลงเล็กน้อย แต่เมื่อเขายื่นมือขวาออก จิตวิญญาณหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นมา
จิตวิญญาณนี้ก็คือเยว่เซียว
และด้วยจิตวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงส่วนเดียว เยว่เซียวจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก “ให้ตายเถิด!”
ตู๋เหล่าลิ่วเองก็รู้สึกโกรธเคืองมากเช่นกัน แต่เขากลับพยายามอดทนไว้ และชี้นิ้วไปยังตุ๊กตาไม้ที่อยู่ข้าง ๆ “เจ้าจงเข้าไปภายในนั้นเสียก่อน จากนั้นมันจะค่อย ๆ ก่อตัวกลายป็นร่างของเจ้าได้”
“จริงหรือ?
“สิ่งนั้นเรียกว่าไม้วิญญาณสวรรค์ เป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับผู้ที่หลงเหลือเพียงจิตวิญญาณโดยเฉพาะ” ตู๋เหล่าลิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ซึ่งเยว่เซียวที่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจ รีบบินเข้าไปยังไม้วิญญาณสวรรค์ที่อยู่ตรงนั้นทันที
เพียงไม่นาน ไม้วิญญาณสวรรค์ก็ปรากฏแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมา จากนั้นจึงค่อย ๆ กลายเป็นรูปลักษณ์ของเยว่เซียว
เพียงแต่ตุ๊กตาไม้นี้ย่ำแย่ยิ่งนัก เพราะมันไม่มีพลังบ่มเพาะใด ๆ เป็นเสมือนเปลือกว่างเปล่าที่ทำให้เมื่อดู ๆ แล้วตอนนี้เยว่เซียวก็เปรียบเสมือนคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
“นี่..” เยว่เซียวรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
“ใช้ไปก่อนเถอะ” ตู๋เหล่าลิ่วมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก และแม้เยว่เซียวจะรู้สึกไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงทำได้เพียงมองไปยังตู๋เหล่าลิ่ว “วันรุ่งขึ้น ข้าจะนำคนไปปิดล้อมโจมตีสำนักเก้าสุขสงบ!”
“จับพ่อหนุ่มผู้นั้นมาให้ข้า ข้าจะทำให้เขาตายทั้งเป็น!” ตู๋เหล่าลิ่วพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“แน่นอน!” เยว่เซียวพูดจบก็จากไปด้วยความขุ่นเคือง
ทางด้านตู๋เหล่าลิ่ว เขายังคงไม่เข้าใจนัก “เขาไม่มีรากวิญญาณ เหตุใดจึงกลายเป็นคนน่ากลัวเพียงนั้นได้?”
…
ลู่เฉินไม่รู้ว่าตู๋เหล่าลิ่วนั้นพูดสิ่งใด และในตอนนี้ เขาก็กำลังนำหลี่ว์ซือไปยังทางใต้
หลี่ว์ซือแปลกใจขึ้นมา “ผู้อาวุโส พวกเราจะไปที่ใดกัน?”
“ที่ที่หนึ่ง มันเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะสมแก่การให้เจ้าฝึกฝน”
หลี่ว์ซือจึงอดไม่ได้ที่จะถาม “ที่ใดกัน?”
“เคยได้ยินนาม ‘ภูเขาโบราณหนานหวง’ หรือไม่?”
เมื่อลู่เฉินเอ่ยออกมา หลี่ว์ซือก็พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป “อันใดนะ?!”