ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 201 เพียงแค่กลุ่มคนตาบอดกลุ่มหนึ่ง แต่ยังกล้าหัวเราะพวกเขา!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 201 เพียงแค่กลุ่มคนตาบอดกลุ่มหนึ่ง แต่ยังกล้าหัวเราะพวกเขา!
บทที่ 201 เพียงแค่กลุ่มคนตาบอดกลุ่มหนึ่ง แต่ยังกล้าหัวเราะพวกเขา!
เมื่อเห็นท่าทางของหลี่ว์ซือ ลู่เฉินจึงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้อะไรบางอย่าง จึงยิ้มพลางเอ่ยออกมา “ว่ามาเถิด เจ้ารู้มากน้อยเพียงใด?”
“ตามที่ผู้อาวุโสของสำนักไร้สุญญะของพวกเราแนะนำมานั้น ภูเขาโบราณหนานหวงเป็นหุบเขาที่ไร้ซึ่งพลังปราณ แต่ภายในนั้นมีแรงดึงดูดมหาศาล! อีกทั้งภายนอกก็มีค่ายกลอยู่มากมาย ดังนั้นถึงแม้พวกเราอยากจะไปฝึกฝนที่นั่น แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้”
“ข้ามีความรู้เรื่องค่ายกล” ลู่เฉินมองหลี่ว์ซือพลางยิ้มออกมา
คำพูดดังกล่าวทำให้หลี่ว์ซือรู้สึกว่าจิตใจสงบมากขึ้น
เมื่อหลี่ว์ซือได้ยินดังนั้น เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา “ผู้อาวุโส ท่านสามารถพาข้าเข้าไปได้จริงหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” ลู่เฉินยิ้ม
หลี่ว์ซือพลันแสดงท่าทีดีใจออกมา แต่หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกกังวล “แต่เมื่อช่วงหลายพันปีมานี้ ภูเขาโบราณหนานหวงถูกกองกำลังหนึ่งครอบครองอยู่”
“ครอบครอง?” ลู่เฉินไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หลี่ว์ซือจึงอธิบายว่า “ว่ากันว่า เมื่อห้าพันปีก่อน มีชายผู้หนึ่งเป็นคนของสำนักกู่หวง พวกเขาก็เป็นสำนักฝึกตนเช่นกัน ทว่าพวกเขามีปรมาจารย์ค่ายกลจำนวนไม่น้อย ดังนั้นหลังจากที่ทำลายค่ายกลที่ล้อมรอบภูเขาโบราณหนานหวงแล้ว พวกเขาจึงประกาศว่าภูเขาโบราณหนานหวงแห่งนี้เป็นของพวกตน ทั้งยังสร้างค่ายกลล้อมไว้ไม่ให้ผู้ใดสามารถเข้าไปได้”
ลู่เฉินได้ฟังแล้วก็แสยะยิ้ม “ใจกลางของภูเขาโบราณหนานหวงนี้นับว่าเป็นพื้นที่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด แต่ถึงแม้พวกเขาจะเป็นผู้ฝึกตนที่เก่งกาจ ทว่าก็คงไม่สามารถครอบครองที่นั่นได้เบ็ดเสร็จ”
“ความหมายของท่านคือ?”
“อย่างมากที่สุด พวกเขาก็แค่ยึดพื้นที่รอบ ๆ จากนั้นก็ประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเป็นของพวกเขา” ลู่เฉินดูเหมือนจะมองอะไรบางออกแล้ว
ส่วนหลี่ว์ซือก็เอ่ยด้วยความกังวลใจขึ้นมาทันทีว่า “เคยมีคนคิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่เมื่อเข้าไปภายในค่ายกลก็ไม่สามารถออกมาได้อีก ดังนั้นทุกคนจึงพากันคิดว่าผู้ที่เข้าไปนั้นล้วนตายตกกันไปหมดแล้ว”
เมื่อลู่เฉินได้ฟังเช่นนั้นจึงเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิด ข้าบอกว่าจะหาที่ให้เจ้าฝึกฝน อย่างไรก็จะหาให้เจ้าแน่นอน!”
หลี่ว์ซือรู้ดีถึงความสามารถของลู่เฉิน ดังนั้นจึงกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณผู้อาวุโสมากนัก!”
ลู่เฉินยิ้มและก้าวเดินไวขึ้นเพื่อนำทางหลี่ว์ซือไปข้างหน้า
…
ผ่านไปห้าวัน ลู่เฉินและหลี่ว์ซือก็เดินทางมาถึงเนินเขารกร้างแห่งหนึ่ง ฝั่งตรงข้ามเนินเขานี้มีภูเขาสูงมากมาย และรอบ ๆ ภูเขาสูงเหล่านี้ก็ถูกโอบล้อมไปด้วยหมอกหนา
ไม่เพียงเท่านั้น ด้านนอกหมอกหนานี้ยังมีป้ายคำเตือนอยู่มากมาย มันเขียนไว้ว่า ‘สำนักกู่หวง ห้ามเข้า’
“สำนักแห่งนี้ช่างมีความทะเยอทะยานนัก แม้แต่หุบเขาหนานหวงก็ล้อมไว้ทั้งหมด” ลู่เฉินมองไปพลางเอ่ยขึ้นมา แต่หลี่ว์ซือกลับตอบกลับเบา ๆ ว่า “จริงดั่งท่านว่า แต่ฝีมือของพวกเขาก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ”
“ไป! ไปดูเสียหน่อย” ลู่เฉินไม่สนใจนักและเดินหน้าต่อไป
จนกระทั่งทั้งสองมาถึงยังเบื้องหน้าของภูเขาสูง ขณะที่เตรียมพร้อมจะเข้าไปนั้น พลันมีกลุ่มคนสวมชุดคลุมสีน้ำตาลปรากฏตัวออกมา
คนเหล่านี้ขวางทางทั้งสองไว้ จากนั้นก็มีเสียงเคร่งขรึมตะโกนออกมาจากใจกลางภูเขา “ที่นี่เป็นพื้นที่ของสำนักกู่หวง ถ้าหากไม่อยากตาย จงไสหัวไป!”
น้ำเสียงนี้ดุดันอย่างมาก
ส่วนบรรดาศิษย์เหล่านั้นต่างก็ตะโกนขึ้นมา “ถ้าไม่อยากตาย จงไสหัวไป!”
เมื่อลู่เฉินเห็นเช่นนั้นจึงแสยะยิ้มออกมา “เหตุใดอารมณ์ของคนสำนักกู่หวงนี้ช่างรุนแรงนัก”
“พ่อหนุ่ม เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถสังหารเจ้าด้วยการปัดมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น?” ชายร่างใหญ่ยกมือขวาขึ้นมาและชี้ไปยังลู่เฉิน ส่วนคนอื่น ๆ ก็พากันหัวเราะ บางคนยังพูดขึ้นมาว่า “พี่ใหญ่ หากท่านตบเขา คาดว่าร่างเขาคงแหลกกระจายเป็นแน่”
“ใช่ เพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่ง หากเจอกับยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้เช่นท่าน แล้วจะไม่จบเห่ได้อย่างไร?”
“ข้าคิดว่าจัดการผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ท่านลงมือด้วยซ้ำ!”
คนเหล่านี้ต่างพากันกล่าวเยาะเย้ย
ทว่าชายร่างใหญ่ไม่ได้สนใจพวกเขานัก แต่ยังคงมองไปยังลู่เฉินพลางตะโกนขึ้นว่า “พ่อหนุ่ม จะไสหัวไปหรือไม่?”
แต่ใครจะคิดว่าหลี่ว์ซือกลับก้าวเดินขึ้นมาด้านหน้า เรียกสายตาของชายร่างใหญ่ให้ปรายตามองมายังหลี่ว์ซือ ก่อนที่จะชี้นิ้วมาที่ตัวเอง “เห็นหรือยังว่าข้าสูงกว่าเจ้ากี่เท่า!”
หลี่ว์ซือเงยหน้ามองชายร่างใหญ่ที่สูงกว่าตนไม่น้อย “เจ้าสูงกว่าข้าก็จริง แต่หากคิดจะเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสนั้น เจ้ายังนับว่าอ่อนแอเกินไป!”
“ผู้อาวุโส? เจ้าเรียกพ่อหนุ่มผู้นี้ว่าผู้อาวุโส?” ชายร่างใหญ่หัวเราะขึ้นมา
คนอื่น ๆ ต่างก็พากันหัวเราะออกมาเช่นกัน
บางคนยังกล่าวเยาะเย้ยขึ้นมาว่า “หนึ่งคนไร้พลังบ่มเพาะ หนึ่งคนอยู่เพียงขั้นสร้างรากฐาน คนหนึ่งกล้าตะโกนเรียก ส่วนอีกคนก็กล้าตอบรับ!”
“ใช่”
และยังมีบางคนหัวเราะพลางมองไปยังหลี่ว์ซือ “เช่นนั้นเจ้าก็จงเรียกพวกข้าว่าผู้อาวุโสซะ!”
ทุกคนพากันหัวเราะเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
ก่อนที่ชายร่างใหญ่ผู้นั้นจะแผ่กลิ่นอายขั้นหลอมแก่นแท้ระดับกลางออกมา
“เป็นเช่นไร กลัวหรือยัง?” ชายร่างใหญ่จ้องมองไปยังหลี่ว์ซือ แต่หลี่ว์ซือกลับไม่สนใจ เพียงพูดขึ้นมาสั้น ๆ ว่า “พวกเจ้าอ่อนแอเกินไป เปิดทางเสียเถิด!”
“อ่อนแอ?” คนเหล่านี้ต่างคิดว่าหลี่ว์ซือหยิ่งผยองเกินไป บางคนจึงหันไปหัวเราะกับชายร่างใหญ่ “มา มาสั่งสอนเขาเสียหน่อย ทำให้เขารู้ว่าสิ่งใดเรียกว่าผู้ฝึกตน สิ่งใดเรียกว่าคนธรรมดา!”
ชายร่างใหญ่ยกฝ่ามือขึ้นมาทันที คิดจะตบไปยังหลี่ว์ซือเพื่อให้เขาได้สติขึ้นมา
แต่เมื่อชายร่างใหญ่ฟาดฝ่ามืออกไป หลี่ว์ซือก็ยกฝ่ามือฟาดออกไปเช่นกัน
ปัง!
ฝ่ามือของทั้งสองคนตบเข้าหากัน ก่อนที่จะหยุดอยู่กลางอากาศทั้งแบบนั้น
เพียงแต่ทุกคนยังไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดหลี่ว์ซือจึงไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย แต่ยังมีบางคนคิดว่าเมื่อครู่ชายร่างใหญ่ยังไม่ได้ใช้พลังมากนัก ดังนั้นจึงตะโกนขึ้นมา “พี่ใหญ่ หรือว่าท่านยังออกแรงน้อยเกินไป?”
“พี่ใหญ่ แม้แต่ผู้ไร้พลังปราณคนหนึ่ง ท่านก็ตบไม่กระเด็นงั้นหรือ?”
“พี่ใหญ่ ท่านไหวหรือไม่?”
ในสายตาของทุกคน หลี่ว์ซือคือผู้ไร้พลัง ควรจะกระเด็นออกไปถึงจะถูก แต่หลี่ว์ซือกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย ดังนั้นสีหน้าของคนเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยความสับสน หรือแม้กระทั่งคิดว่าพี่ชายใหญ่ของตนออมมือ
ไม่มีผู้ใดคิดว่าสีหน้าของพี่ใหญ่จะดูบิดเบี้ยวไป จนกระทั่งกรีดร้องออกมาว่า “เจ็บ!!!”
อึดใจถัดมา มือขวาของชายร่างใหญ่ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตกลง คล้ายไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกขึ้นมา ทุกคนที่เห็นดังนั้นต่างรู้สึกงุนงงและพากันแปลกใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ขณะนั้นเอง มีเสียงหนึ่งดังออกมาจากมุมหนึ่ง “เขาคือผู้ฝึกกายเนื้อ!”
“ว่าอย่างไรนะ? ผู้ฝึกกายเนื้อ?” ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
ชายร่างใหญ่เจ็บปวดจนเม็ดเหงื่ออาบศีรษะ ริมฝีปากยังส่งเสียงตะโกนออกมา “ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เมื่อเห็นชายร่างใหญ่ใช้เคล็ดวิชา ปราณกระบี่สีทองก็สว่างวาบขึ้นมาทันที และโจมตีไปยังร่างของหลี่ว์ซือ ทำให้ทุกคนต่างคิดว่าเมื่อหลี่ว์ซือถูกปราณกระบี่นี้แทงเข้าไป ตัวคนจะต้องโชกชุ่มไปด้วยเลือดแน่ ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น! …ร่างกายของหลี่ว์ซือกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย!!!
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา
บางคนเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกักว่า “เขา เขาไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย?”
“นี่ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
เห็นได้ชัดว่าทุกคนเริ่มรู้สึกกังวลใจจนแต่ละคนต่างก็กล่าวเตือนออกมา ทว่าก็มีเสียงหนึ่งตะโกนดังออกมาจากกลางภูเขาอีกครั้ง “ลงมือพร้อมกัน!”
ทุกคนลงมือพร้อมกันทันที แต่หลี่ว์ซือกลับสามารถทนต่อการโจมตีพวกนั้นได้!
…ทั้งนี้ก็เพราะในหมู่คนพวกนั้น ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่หลี่ว์ซือจะไม่ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ออกมา ทุกคนจึงได้รู้ถึงความน่ากลัวของหลี่ว์ซือ แต่ละคนจึงค่อย ๆ ถอยหลังออกไป หวาดกลัวจนวิ่งหนีหายเข้าไปในกลางหมอกหนาและหายตัวไปในที่สุด
หลี่ว์ซือมองไปยังลู่เฉินทันที “ผู้อาวุโส”
“ไปกันเถิด” ลู่เฉินแสยะยิ้ม จากนั้นจึงออกเดินต่อไป
ทว่าเสียงเอ่ยเตือนจากใครบางคนพลันดังมาจากกลางภูเขาอีกครา “ทีนี่ล้วนถูกปกคลุมด้วยค่ายกล และถ้าหากพวกเจ้ากล้าเข้ามา นั่นก็คือเวลาตายของพวกเจ้า!”
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจ ยังคงเดินนำหลี่ว์ซือต่อไป
ส่วนคนเหล่านั้นที่วิ่งหนีไป พวกเขาต่างก็มาถึงบนภูเขาแล้ว ก่อนจะพากันมองลงมาด้านล่าง จึงได้เห็นลู่เฉินและหลี่ว์ซือที่กำลังเดินเข้ามา
ชายร่างใหญ่ที่เห็นดังนั้นจึงก่นด่าออกมาทันที “อีกสักประเดี๋ยว ข้าจะรอดูว่าพวกเขาจะตายเช่นไร!”
คนอื่น ๆ ต่างพูดด้วยความหดหู่ใจ “วันนี้ทำไมถึงซวยเช่นนี้ ไปเจอผู้ฝึกกายเนื้อเสียได้!”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไร? ถ้าหากเขากล้าเข้ามาภายในค่ายกลนี้ อย่างไรเสียก็ต้องตาย!”
“ก็จริง ที่นี่จะเป็นหลุมฝังศพของพวกเขา!”
แต่ก็ยังมีบางคนแปลกใจ “พวกเจ้าคิดว่าผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานผู้นั้นจะน่ากลัวกว่าหรือไม่?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!” มีคนไม่เชื่อและยังเอ่ยค้านขึ้นมา
และยังมีบางคนพูดขึ้นมาว่า “เขา? ขั้นสร้างรากฐานเนี่ยนะ? จะน่ากลัวได้อย่างไร?”
“แต่ผู้ฝึกกายเนื้อผู้นั้นเรียกผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานว่าผู้อาวุโสเชียวนะ!”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานผู้นั้นอาจจะมีอายุมาก หรือว่าอาจจะเป็นผู้อาวุโสในตระกูลเดียวกันก็เป็นได้” บางคนคาดเดาออกมา และคนอื่น ๆ ต่างก็คิดว่ามีเหตุผลเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้น พวกเขาก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดหลี่ว์ซือจึงต้องเรียกลู่เฉินว่าผู้อาวุโส